ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 80 สิ่งนี้อยากจะอยู่กับท่าน
“รู้แล้วก็ไปนั่ง” เสียงเรียบ ๆ ทำลายบรรยากาศเงียบสงบลงไปทันตา เสิน
เทียนหันเหสายตามองเยว่ฉี พบว่าหญิงสาวดวงตาเปล่งประกายไม่แพ้กัน
ร่างอรชรข้างสหายก้าวยาว ๆ มาหยุดบนแผ่นหิน ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลง
เสียงสดใสเอ่ยเรียกสามี
“ลั่วอี้ ท่านก็มานั่ง” ชายหนุ่มหยักมุมปาก ก้าวเดินมาหย่อนตัวนั่งข้าง
ภรรยา
“อะไรของเจ้า? หรือจะไม่นั่ง” หญิงสาวเงยหน้ามองสองคนที่เหลือ ซึ่งยืน
นิ่งไม่เคลื่อนไหว
“นะ…นั่ง นั่งสิ” เสินเทียนพูดเสียงติดขัด และทั้งสามคนก็นั่งลงบนแผ่นหิน
มีเพียงหวานเว่ยที่ยังคงไร้ปฏิกิริยา
เมื่อสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างหายไป เยว่ฉีจึงลืมตาขึ้นมอง พลันเห็นว่าหวาน
เว่ยยังคงแข็งค้าง อ้าปากพะงาบ ๆ พูดไม่ออก
หญิงสาวถอนหายใจ เหมือนเสินเทียนราวกับถอดแบบกันออกมา
“หวานเว่ยเจ้าเองก็มานั่ง”
ถึงได้มีปฏิกิริยา นางหันสายตามาหาเยว่ฉี เอ่ยเสียงไม่อยากจะเชื่อ
“จะ…เจ้าให้ข้านั่งด้วยหรือ ข้า?” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลังเล แม้จะผ่าน
ประสบการณ์เฉียดตายมาด้วยกัน แต่ก็เพียงไม่กี่ครั้ง แถมสิ่งที่พบเจอยังเทียบ
ไม่ได้กับของวิเศษตรงหน้า
“เมื่อเจ้าแข็งแกร่งขึ้น พวกเราก็จะอยู่ในป่าแห่งนี้ได้นานขึ้น หรือเจ้าไม่
อยากแข็งแกร่ง?”
“หากข้าตอบว่าไม่คงเป็นคำโป้ปดแล้ว!” ยามเอ่ยประโยคนี้ น้ำเสียงหวาน
เว่ยผ่อนคลายขึ้น แถมยังติดเล่นแกมหยอกล้อเล็กน้อย
นางเดินยิ้ม ๆ มาหย่อนตัวนั่งข้างเสินเทียน แล้วทั้งสี่คนก็เริ่มบำเพ็ญเพียร
ด้วยกัน
เส้นพลังชีวิตใต้ดิน หรืออีกชื่อคือ เส้นพลังปราณ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
โดยใช้เวลาหลายพันถึงหลายหมื่นปีกว่าจะก่อตัวจนกลายเป็นจุดรวมพลัง
วิญญาณอันแข็งแกร่ง
จุดเด่นของเส้นพลังชีวิตคือ ช่วยให้ผู้ฝึกปราณเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้นจากการดูด
ซับพลังวิญญาณบริสุทธิ์เข้มข้น ซึ่งถูกกักเก็บไว้ลึกลงไปในใต้แผ่นหิน ส่วน
สาเหตุที่เรียกว่า เส้นพลังชีวิต เพราะพลังวิญญาณที่ถูกเก็บไว้แล้วถูกดูดซับเข้า
ไปในร่างนั้น ไม่ต่างอะไรกับการไหลเวียนของเลือดเข้าสู่หัวใจ
พลังที่ได้รับนี้ก็จะเข้าไปสู่ลูกแก้วใต้สะดือเช่นเดียวกัน
ทั้งสี่คนนั่งสมาธิบนแผ่นหิน ดูดซับพลังวิญญาณเข้าไปในลูกแก้ว เปลี่ยน
พลังวิญญาณที่ได้ให้กลายเป็นพลังปราณกักเก็บและขยายแก่นปราณให้ใหญ่ขึ้น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน พวกเขาทั้งสี่ยังคงนั่งนิ่งไม่มีทีท่าว่าจะลืมตา
ขึ้นมา
ระหว่างที่พวกเขาขมักเขม่นกับการฝึกปราณ ก็มีสิ่งมีชีวิต? สองตัวกระโดด
เข้ามาใกล้
เพราะไม่ได้ระวังอันตราย ด้วยเหตุผลที่ว่าสัตว์อสูรไม่อาจเข้าใกล้พืช
วิญญาณต้นนั้นได้ทำให้พวกเขาวางใจ จนกระทั่งเจ้าสิ่งมีชีวิตรูปร่างกลมรีขยับ
เข้ามาเคาะ ๆ บริเวณเข่าถึงได้รู้สึกตัว
เย่วฉีลืมตาขึ้นมองสิ่งที่บังอาจมาก่อกวนเวลาฝึกของนางด้วยสีหน้าไม่พอใจ
และเมื่อภาพตรงหน้าเด่นชัด หัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากัน
เจ้านี่? คล้ายไข่ใบหนึ่ง ไม่สิ มีถึงสองใบต่างหาก
สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายไข่โยกตัวไปมาเหมือนตุ๊กตาล้มลุกข้างกายเยว่ฉี อีกใบ
หนึ่งเข้าไปใกล้หานลั่วอี้ ชายหนุ่มหลุดจากการฝึกตนแล้วมองไข่ใบนั้น สีหน้า
สงสัยไม่ต่างกันก่อนหันมามองภรรยา
หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด แต่เหมือนมันจะชอบท่านนะ” หญิง
สาวเอ่ย หานลั่วอี้ก้มมองไข่สี่ดำข้างกาย ใช้ปลายนิ้วเขี่ยออกไปไกล แต่เจ้าไข่
ยังดื้อด้านกระดึ๊บมาอยู่ข้างกายเสียทุกครั้ง
เพราะมัวแต่สนใจไข่สีดำ พอหันมาอีกทีไข่สีทองก็กระโดดขึ้นมานั่งบนตัก
นางแล้ว
เยว่ฉีก้มมองไข่บนตัก จับขึ้นมาพิจารณา
“ลั่วอี้ ไข่พวกนี้เข้ามาหาพวกเราเหมือนไข่ของลั่วซานเลยมิใช่หรือ? หรือว่า
จะเป็นไข่พิเศษ”
“อาจเป็นเช่นนั้นหรืออาจไม่ใช่”
“เพราะเหตุใด” หญิงสาวถามอย่างไม่เข้าใจ
“หน้าปากถ้ำมีพืชวิญญาณที่เรียกว่ากัดกร่อนวิญญาณอยู่” นางเข้าใจ
ขึ้นมาทันที
พืชวิญญาณญาณกัดกร่อนวิญญาณ ตัวดอกจะเป็นสีม่วงอ่อนแกมขาว ลำ
ต้นสีม่วงเข้ม พืชวิญญาณชนิดนี้มีความสามารถกัดกร่อนวิญญาณสัตว์อสูรที่เข้า
ใกล้ เป็นพืชวิญญาณที่สามารถจัดการกับสัตว์อสูรได้อยู่หมัด แต่ก่อนจะโต
เต็มที่พืชวิญญาณชนิดนี้จะดึงดูดสัตว์อสูร เพราะมีส่วนช่วยให้สัตว์อสูรพัฒนา
ขั้นฝึกปราณได้เร็ว แต่พอพืชกัดกร่อนวิญญาณโตเต็มที่จากมิตรจะกลายเป็น
ศัตรูทันที
ทำให้น้อยนักจะเห็นพืชวิญญาณชนิดนี้เติบโต และก่อนจะโตเต็มที่ พืช
วิญญาณชนิดนี้ยังถูกเรียกว่า พืชเร่งการเติบโต
หมายถึงช่วยให้สัตว์อสูรเติบโตพัฒนาการฝึกปราณได้เร็ว อีกทั้งก่อนโต
เต็มที่พืชชนิดนี้จะมีดอกสีเหลืองนวล ลำต้นสีขาวสะอาดตา
ประโยชน์และโทษที่กล่าวมา ส่งผลเฉพาะสัตว์อสูรเท่านั้น สำหรับมนุษย์
แล้วพืชกัดกร่อนวิญญาณที่ยังโตไม่เต็มที่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้ฝึกปราณ แต่เมื่อโต
เต็มที่กลับเหมาะจะนำมาทำเป็นเครื่องช่วยชีวิต
“มีมากหรือไม่?”
หานลั่วอี้ส่ายหน้า
“เพียงต้นเดียวเท่านั้น” หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ
“ก่อนออกจากป่าข้าจะนำไปด้วย พืชชนิดนี้มีประโยชน์มาก!!” ดวงตา
งดงามเปล่งประกาย
“ตามที่ภรรยาต้องการ”
“ท่านยังคงตามใจข้า อีกไม่นานข้าคงเสียคน” ไม่ว่าเปล่า เยว่ฉีโน้มศีรษะ
พิงหน้าอกสามี หานลั่วอี้ยกมือขึ้นลูบผมภรรยา สายตารักใคร่ก้มมองนาง
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นเช่นไร ข้ายังคงรักเจ้า”
ไข่ทั้งสองใบคล้ายไม่พอใจการกระทำของคนทั้งคู่ มันกระโดดขึ้นมาใน
ระดับสายตาอยู่หลายครั้ง ทำลายบรรยากาศอบอุ่นจนหมดสิ้น
สองสามีภรรยาขมวดคิ้วมองกากระทำนั้น ก่อนหญิงสาวจะเป็นฝ่าย
หัวเราะออกมา
“ทำอะไรของพวกเจ้า” เยว่ฉียื่นมือออกไป ไข่สีทองก็รีบกระโดดเข้ามาใน
มืออย่างง่ายดาย ราวกับรออยู่ก่อนแล้ว ส่วนไข่ใบสีดำก็รีบเข้าไปใกล้หานลั่วอี้
ใช้เปลือกไข่ถู ๆ ขาชายหนุ่ม
กำลังออดอ้อนให้ถูกอุ้มบ้าง ทว่าเขากลับใช้นิ้วดันเปลือกไข่ออกไปไกล
“อย่าเข้ามายุ่ง” เสียงนิ่ง ๆ ติดไม่พอใจเอ่ยออกมา เยว่ฉีหลุดขำให้ท่าทาง
ตรงหน้า
“ดูเหมือนมันจะอยากอยู่กับท่าน เราสองคนเลี้ยงไว้ดีหรือไม่ แม้จะไม่รู้ว่า
เป็นไข่ของอะไร แต่จากที่ไม่กลัวพืชวิญญาณหน้าถ้ำคงจะแข็งแกร่งมาก หรือไม่
มันอาจจะถูกกักขังอยู่ในนี้มาตั้งแต่แรก”
หานลั่วอี้มองภรรยา สายตาคาดหวังให้เขาเลี้ยงทำเอาปฏิเสธไม่ลง
“ข้าจะเลี้ยง”
“อื้ม !!บางทีไข่สองใบนี้อาจจะเป็นพี่น้องกัน เมื่อฟักออกมา เราสองคนก็
จะมีสัตว์อสูรชนิดเดียวกัน”
สัตว์อสูรคู่? ความคิดนี้ไม่เลวเลย
จากตอนแรกที่รู้สึกไม่ชอบ เขาพลันรู้สึกชอบขึ้นมาบ้างเล็กน้อย เก็บไข่เข้า
ไปในแหวนมิติ
เยว่ฉียื่นไข่ให้หานลั่วอี้เก็บไว้ในแหวนด้วยกัน
“ภรรยาไข่สองใบนี้อาจจะพิเศษอย่างที่เจ้าพูด ด้านในเต็มไปด้วยพลัง
วิญญาณมากมายถึงเพียงนี้ แต่ไข่ทั้งสองใบกลับยังไม่ฟัก” แม้การฟักไข่จะต้อง
อาศัยพลังปราณของผู้เป็นเจ้าของก็จริง ทว่าไข่สองใบนี้กลับไม่มีใครเป็น
เจ้าของ ภายใต้พลังปราณมากมายพวกมันสามารถฟักออกมาเองได้ แต่กลับไม่
เป็นเช่นนั้น
ไข่สองใบนี้อาจจะพิเศษจริง ๆ
เยว่ฉีคิดตามก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
“จริงอย่างที่ท่านพูด หากเป็นสัตว์อสูรหายากคงดีไม่น้อยเลย” กล่าวเป็น
มั่นเป็นเหมาะพร้อมน้ำเสียงคาดหวัง
หานลั่วอี้หยักมุมปากขึ้นมองสีหน้าภรรยา
“ภรรยาบำเพ็ญเพียรต่อเถิด”
หญิงสาวพยักหน้าและเริ่มฝึกปราณ
ทั้งสี่คนตั้งใจฝึกปราณกันมาก ผ่านไปนานหลายวันแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะ
ลืมตาขึ้นมา
ระหว่างที่คนทั้งสี่ฝึกปราณอยู่นั้น ภายในสำนักก็กำลังคึกคัก อีกไม่นานคน
จากดินแดนระดับสูงจะมาเยือนสำนัก ข่าวนี้สร้างคลื่นลมภายในสำนักเป็น
อย่างมาก ลูกหลานตระกูลใหญ่ในดินแดนระดับกลาง ต่างพยายามเตรียมความ
พร้อมเพื่อให้ต้องตาคนจากระดับสูง และหากทำได้จริง อนาคตต่อจากนี้ย่อม
สดใสขึ้น
ในสำนักเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ บรรยากาศคึกคักมีชีวิตชีวา
ทว่าภายในชั้นบนสุดของอาคารหลักสำหรับเหล่าอาจารย์ บรรยากาศกับ
เคร่งเครียด
“อาจารย์อาวุโส ผู้นำในครั้งนี้เป็นคนจากตระกูลใดขอรับ”
“คนจากตระกูลหมิง”
คนในห้องพลันกลืนน้ำลายคงคอ ตระกูลหมิงถือเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลสูงสุด
ของดินแดนระดับสูง ทว่าตระกูลนี้กลับมีเรื่องให้สงสัยอยู่มากมาย รวมไปถึง
ความจริงที่ว่า บ้านรองและบ้านหลักของตระกูลหมิงไม่ถูกกัน
“อาจารย์อาวุโส ตระกูลหมิงบ้านใดขอรับ”
ขออย่าให้เป็นบ้านรองเลย พวกเขาไม่อยากพบคนพวกนั้นจริง ๆ เพราะ
แข็งแกร่ง คนพวกนั้นจึงไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา นิสัยใจคอยังโหดเหี้ยม
เกิดมีศิษย์สักคนทำให้ไม่พอใจ…
แค่คิดก็หวาดกลัวแล้ว !
“ไม่ต้องกังวลไป เป็นคุณชายใหญ่จากบ้านหลัก” คนทั้งหมดถึงกับถอน
หายใจโล่งอก เพราะเคยพบหน้ากันมาแล้วจึงได้รู้ คุณชายหมิงผู้นี้นิสัยใจคอดี
น่าคบหา ทั่วทั้งร่างโอบล้อมไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นน่าเข้าใกล้ เข้าใจผู้คน ทั้ง
ยังไม่มีนิสัยวางอำนาจบาตรใหญ่
“ยังดีที่เป็นคุณชายใหญ่บ้านหลัก”
“อย่างนี้คงต้องเตรียมการต้อนรับให้ดี ถึงจะไม่มีเรื่องอันตรายเกิดขึ้น
เพราะความใจกว้างของท่าน แต่อย่าได้ทำให้เสียมารยาท” อาจารย์อาวุโสเอ่ย
“เข้าใจแล้วขอรับ”
หลังพูดคุยเรื่องต้อนรับเสร็จแล้ว เหล่าอาจารย์ท่านอื่น ๆ ก็พากันออกจาก
ห้องไป และเริ่มวางแผนเตรียมการต้อนรับ
หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี