ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 8.1 โชคบนภูเขา
“พี่หลัว พี่เฟิงต้องเดินขึ้นเขาไปอีกไกลหรือไม่ถึงจะพบจุดสำหรับหาพืช
วิญญาณ” เดินขึ้นเขามาสองเค่อแล้วทว่าแม้แต่พืชวิญญาณสักตนยังไม่พบ
นางเหนื่อยหอบได้แต่หายใจออกมาเสียงดัง อ้าปากพังพาบ ยกมือขึ้น
เช็ดหน้าผาก
ทั้งสองคนมองมายังคนไม่เคยขึ้นเขา ทั้งที่เหนื่อยมากแต่กลับไม่บ่นออกมา
สักคำเอาแต่ถามเป็นระยะว่าถึงจุดเก็บพืชวิญญาณหรือยัง
ความกระตือรือร้นเช่นนี้ทำคนใจอ่อนได้ไม่ยาก
“อีกไม่ไกล” หลัวหรูตอบ
“พี่หลัวข้าเชื่อพี่” เยว่ฉีสูดหายใจเข้าลึก ๆ อีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตาเดิน
ตามหลังคนทั้งสองไปเรื่อย ๆ ผ่านมาอีกครึ่งเค่อในที่สุดทางลาดชัน ต้นไม้
รกชัฏ และพุ่มไม้เขียวขจี ก็เปลี่ยนเป็นทางราบเรียบ พื้นทุกส่วนเสมอกัน ถึงจะ
ยังมีต้นไม้สูงใหญ่ ต้นหญ้า พุ่มไม้เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ลาดชันจนเข่าสั่นเหมือน
เมื่อสักครู่
“พี่หลัวถึงแล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่ เจ้ารู้จักพืชวิญญาณหรือไม่” หลัวหรูถามกลับ เด็กสาวผู้นี้ยังมิเคยขึ้น
เขานางจึงไม่ทราบแน่ชัดว่ารู้จักพืชวิญญาณมากน้อยแค่ไหน หากไม่รู้นางจะได้
บอกกล่าวได้ถูกต้อง
“พี่หลัววางใจเมื่อคืนข้าได้ศึกษาชนิดพืชวิญญาณมาบ้างแล้ว พอมีความ
รู้อยู่บ้าง”
“เจ้ามีหนังสือ!?” ความประหลาดใจในดวงตาของคนทั้งสอง ทำเยว่ฉี
สับสน
คงมิใช่ว่าหนังสือเป็นสิ่งสูงส่งใช่ไหม? เพราะในความทรงจำของร่างเดิมไม่
มีเรื่องนี้อยู่เลยเยว่ฉีจึงไม่ทราบมาก่อน ปฏิกิริยาตอบกลับของทั้งคู่ทำให้เยว่ฉี
กังวลใจ ก้าวถอยหลังสองสามก้าวมองครอบครัวเฟิงอย่างเป็นกังวล
เห็นท่าทางระแวดระวังของเด็กสาว ทั้งสองคนจึงพรูลมหายใจออกมา
หลัวหรูเป็นคนแรกที่ก้าวเดินขึ้นมาพร้อมเอ่ยเสียงอ่อน
“เยว่ฉี หนังสือไม่ได้เป็นสิ่งสูงส่งหายาก ผู้คนทั่วไปสามารถครอบครองได้
ทว่ามีหนังสืออยู่ประเภทหนึ่งที่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะซื้อได้”
“…” เยว่ฉีกลืนน้ำลายลงคอ มองหลัวหรูเขม็ง นางเกร็งจนจะหายใจไม่
ออกอยู่แล้ว
“หนังสือซึ่งบันทึกข้อมูลของพืชวิญญาณล้วนมีค่า ทั้งยังพบเจอได้ยาก การ
ที่เจ้าบอกว่ามีหนังสือประเภทนี้อยู่ในมือนั้นเป็นเรื่องอันตรายมาก ต่อไปอย่าได้
บอกกล่าวเรื่องนี้กับผู้ใด”
เยว่ฉีฟังน้ำเสียงจริงจังของนางก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับพัลวัน ปากก็เอ่ยคำ
ว่า เข้าใจแล้ว ซ้ำ ๆ หลายครั้ง
“ยังดีที่บริเวณนี้ไม่มีผู้ใด ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีต่อเจ้าและ
ครอบครัวของเจ้า” เยว่ฉีหวาดกลัวขึ้นมาแล้วจริง ๆ
ก็แค่หนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้อาวุโสหมิงโยนส่ง ๆ มาให้นาง กับมีค่ามากถึงขั้น
จะเอาชีวิตกันเลย โลกนี้ชั่งอยู่ยากเสียจริง คราวหลังนางต้องระวังให้มากกว่านี้
เสียแล้ว และต้องถามสิ่งที่ควรพึงระวังกับหานลั่วอี้เอาไว้ด้วย
ความรู้เกี่ยวกับโลกนี้ของนางยังน้อยเกินไป เกิดทำอะไรไม่ระวังขึ้นมามี
หวัง….
แค่คิดก็ขนลุกแล้ว!!!
มิน่าเล่าผู้อาวุโสท่านนั้นถึงได้บอกนางว่าห้ามมิให้ใครรู้เรื่องมิติ ขนาด
หนังสือเล่มเดียวยังอันตรายถึงเพียงนี้ หากมีใครรู้เรื่องมิติ…
เยว่ฉีส่ายหัวสลัดความคิดน่ากลัวทิ้ง เอ่ยขอบคุณคนทั้งสอง พร้อมเอ่ยถาม
ในสิ่งที่สงสัย
“พี่หลัวในเมื่อหนังสือเกี่ยวกับพืชวิญญาณนั่นมีค่า แล้วเหตุใดท่านถึงรู้จัก
ชนิดของพืชวิญญาณได้”
“พืชวิญญาณธรรมดาทุกคนล้วนรู้จัก เรียกได้ว่าเป็นความรู้ซึ่งตกทอดกัน
มาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่หนังสือที่รวบรวมชนิดพืชวิญญาณเอาไว้นั้นแตกต่าง
เพราะจะบันทึกพืชวิญญาณชนิดต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูง รวมไป
ถึงพืชวิญญาณหายากซึ่งคนทั่วไปไม่รู้…”
จากนั้นหลัวหรูก็อธิบายถึงความสำคัญของพืชวิญญาณให้นางฟัง พืช
วิญญาณแบ่งออกเป็นสิบสามระดับ คือพืชวิญญาณระดับหนึ่งถึงระดับเก้า สูง
กว่าระดับเก้าขึ้นไปเรียกระดับเทวะ ระดับเซียน ระดับเทพ และสุดท้ายคือพืช
วิญญาณระดับตำนาน ยิ่งพบเจอพืชวิญญาณระดับสูงมาเท่าใด ค่าตอบแทนจะ
ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น
ประชาชนคนธรรมดาส่วนมากจะรู้จักเพียงพืชวิญญาณระดับต่ำ มีเพียง
ส่วนน้อยถึงจะรู้จักพืชวิญญาณระดับสูง ส่วนตระกูลมีฐานะน้อยตระกูลนักที่จะ
ไม่รู้จักชนิดของพืชวิญญาณ
พืชวิญญาณมีความสำคัญมากต่อการหลอมโอสถ โอสถเหล่านี้เกิดขึ้นจาก
นักหลอมโอสถซึ่งมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ฝึกปราณ
โอสถที่นักหลอมโอสถหลอมขึ้นมามักจะมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกันไป
ตามระดับและชนิดของพืชวิญญาณหลักที่ใช้ในการหลอม ตัวอย่างเช่น โอสถ
ฟื้นฟูลมปราณ โอสถรักษา โอสถคืนชีวิต ซึ่งช่วยให้ผู้ฝึกปราณต่อชีวิตตนเอง
ต่อไปได้ยามตกอยู่ในวิกฤตยากจะแก้ไข นอกจากที่กล่าวมาโอสถยังมีคุณสมบัติ
พิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย
พูดมาถึงตรงนี้ เยว่ฉีพลันเข้าใจความสำคัญของพืชวิญญาณมากขึ้น พอนึก
ไปว่าในมิติมีสวนพืชวิญญาณมากมายขนาดนั้นเยว่ฉีก็อดจะกลืนน้ำลายลงคอ
ไม่ได้
หากเอาออกมาขายไม่รู้ว่าจะได้เงินมากน้อยเท่าใด
“ขอบคุณพี่หลัวที่บอกกล่าว ต่อไปข้าจะระวังให้มาก”
“ดีแล้ว เช่นนั้นก็แยกย้ายกันหาเถิด อย่าไปไกลนักละ”
“ข้าเข้าใจแล้ว” แล้วทั้งสามคนก็แยกย้ายกันค้นหาพืชวิญญาณ แต่ละคน
ยืนอยู่ไม่ห่างไกลกันมาพอให้เรียกชื่อแล้วสามารถได้ยิน
ตอนที่ 8.2 โชคบนภูเขา
เยว่ฉีอาศัยความทรงจำที่ได้จากการอ่านหนังสือเมื่อคืนมองหาไปเรื่อย ๆ
พืชวิญญาณไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายหรือมีอยู่เกลื่อนกลาด เพราะฉะนั้นหลังผ่านมา
สองเค่อแล้วเยว่ฉีจึงยังหาไม่พบแม้สักต้น
ทว่าในระหว่างที่นางกำลังจะเดินไปยังทิศทางอื่น พลันได้ยินเสียงผู้อาวุโส
ดังขึ้นในความคิด
‘ตรงไปด้านหน้าครึ่งเค่อฝั่งขวามือ’
“ผู้อาวุโสตรงนั้นมีอันใดหรือ” นางคล้ายได้ยินเสียงถอนหายใจเบา ๆ ดัง
ลอดออกมา ก่อนจะได้ยินเสียงผู้อาวุโสเอ่ย
‘เดินไปตามที่ข้าบอกเจ้าจะพบสิ่งที่ต้องการ’ ดวงตางดงามเป็นประกาย
จากคำพูดของผู้อาวุโสสามารถคาดเดาได้ว่าต้องเป็นพืชวิญญาณวิญญาณอย่าง
แน่นอน
เยว่ฉีเดินไปตามทางที่ผู้อาวุโสบอกก่อนจะพบก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง
กวาดตามองโดยรอบ ก่อนจะเดินวนรอบก้อนหินก็ไม่พบพืชวิญญาณแม้สักต้น
หัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากัน
คล้ายผู้อาวุโสอ่านความคิดนางออก จึงเปรยขึ้นมาว่า
‘วางมือลงบนก้อนหิน ข้าจะใช้เจ้าเป็นตัวกลางในการเปิดม่านพลัง’
เยว่ฉีทำตามอย่างว่าง่ายไม่นานก็เห็นว่าก้อนหินซึ่งดูไม่มีอะไรเกิดช่องว่าง
ขนาดเท่าคนขึ้นตรงหน้า
พลังพิเศษสุดยอดจริง ๆ
“ผู้อาวุโสหมิงท่านรู้ได้เช่นไรว่าตรงหน้ามีการร่ายคาถาอำพรางเอาไว้” แม้
เยว่ฉีจะมีความรู้เกี่ยวกับโลกนี้น้อยมาก ทว่าเรื่องเกี่ยวกับเวทมนตร์ คาถา
กำลังภายในก็พอจะรู้บ้างทั้งจากความรู้ของร่างนี้และความรู้ที่ได้จากการอ่าน
หนังสือนิยายมาเยอะพอสมควร
นอกจากความประหลาดใจแล้วที่เหลือมีเพียงความตื่นเต้นเท่านั้น
ส่วนคนถูกถามทำเพียงส่งเสียง “ฮึ” ขึ้นจมูก คล้ายจะบอกว่า ข้าเป็นใคร
หากเรื่องแค่นี้ยังไม่รู้อย่าได้เรียกข้าว่าผู้อาวุโสหมิง
เมื่อผู้อาวุโสไม่ตอบเยว่ฉีก็ได้แต่ยิ้มแหย ๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปในช่องว่าง
ตรงหน้า ก่อนทางเข้าจะหายไปหลังจากผ่านไปไม่ถึงเฟิน (1 นาที)
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำเยว่ฉีเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง
“นะ…นี่มัน”
ตรงหน้าเยว่ฉีคือสวนพืชวิญญาณขนาดหนึ่งหมู่ พืชวิญญาณทุกต้นต่างยืน
ต้นตระหง่านสมบูรณ์ท่ามกลางแปลงพืชวิญญาณที่มองดูแล้วราวกับว่าถูกดูแล
มาอย่างดี พืชวิญญาณบางต้นเป็นประกายระยิบระดับดั่งดวงอาทิตย์ ในขณะที่
บางต้นเปล่งประกายราวกับแสงจันทรายามค่ำคืน
แต่สิ่งที่แตกต่างไม่เข้ากับความตระการตาตรงหน้า คือ บริเวณโดยรอบ
สวนพืชวิญญาณกลับทรุดโทรมเหมือนว่าไม่ได้รับการดูแลมาเนิ่นนาน
‘อย่างที่เจ้าเข้าใจ ทั้งหมดคือพืชวิญญาณทั้งยังเป็นระดับสูง ตอนที่ข้า
สัมผัสได้ยังนึกแปลกใจว่าเหตุใดบนภูเขาลูกนี้ถึงได้มีจุดที่พลังวิญญาณเข้มข้น
นัก พอได้พบที่ซ้อนสวนพืชวิญญาณข้าพลันเข้าใจขึ้นมาทันที และเจ้าต้องเก็บ
เข้ามาปลูกในมิติ เพราะพืชวิญญาณเหล่านี้ยังไม่มีประโยชร์ต่อพวกเจ้า’
พวกเจ้าที่อาวุโสหมิงหมายถึง คือครอบครัวของเยว่ฉี
“ผู้อาวุโสข้าขอสักสามสี่ต้นได้หรือไม่?” นางยังต้องการพืชวิญญาณไปขาย
เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว
ผู้อาวุโสไม่ตอบตกลงในทันทีแต่เลือกที่จะถามกลับไปว่า
‘เจ้าบอกข้ามาทีว่า หากชาวบ้านธรรมดานำพืชวิญญาณระดับสูงไปขาย
ทั้งยังไม่ใช่เพียงต้นเดียวจะเกิดอันใดขึ้น’
เยว่ฉีฉงนใจก่อนเอ่ย
“แค่พืชวิญญาณระดับสูงไม่กี่ต้นจะเกิดเรื่องอันใดได้หรือ ถึงแม้ข้าจะพอ
เข้าใจว่าพืชวิญญาณระดับสูงหายาก…” พูดมาถึงตรงนี้เยว่ฉีคล้ายเข้าใจความ
นัยในคำถามขึ้นมาแล้ว
นางกล่าวเสียงอ่อย “ข้าเข้าใจในสิ่งที่ผู้อาวุโสต้องการบอกกล่าวแล้ว”
‘เช่นนั้นเจ้าก็เก็บสมุนไพรสองต้นฝั่งขวาซึ่งอยู่รอบนอกสุด เพียงสองต้นไป
สองต้นนั้นแม้จะไม่ใช่สมุนไพรระดับสูง ทว่าก็มีความสำคัญสามารถขายได้
ราคาดี’
เยว่ฉียิ้มออกแล้ว รีบเดินเข้าไปเก็บพืชวิญญาณขึ้นมา นางได้อ่านวิธีเก็บ
มาแล้วจึงค่อย ๆ ใช้มือกวาดดินรอบ ๆ รากออกก่อนจากนั้นค่อย ๆ ขุดพืช
วิญญาณออกมาทั้งต้นพยายามไม่ให้ส่วนใดของพืชวิญญาณเสียหาย
หลังใช้ความพยายามไปถึงสองเค่อในที่สุดก็สามารถขุดพืชวิญญาณออกมา
ได้หนึ่งต้น
รอยยิ้มยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามติดซูบซีด
เงิน เงิน ต้นไม้ต้นนี้คือเงิน
พืชวิญญาณที่เยว่ฉีขุดขึ้นมามีหนึ่งลำต้น และใบเพียงสองใบกับดอกตูมสี
ขาวสะอาดตา พืชวิญญาณชนิดนี้เรียกว่า ดอกแต้มสีชาดคู่ จุดสังเกตของพืช
วิญญาณชนิดนี้คือ มีแต้มวงกลมสีแดงสองจุดอยู่ใต้กลีบดอกสีขาวสะอาด พืช
วิญญาณชนิดนี้ไม่เคยเบ่งบานตลอดชั่วชีวิตของมัน
หลังขุดพืชวิญญาณขึ้นมาได้แล้วเยว่ฉีก็บรรจงวางในตะกร้าแผ่วเบาก่อนจะ
หันไปขุดอีกต้น ในตะกร้าได้มีการวางใบหญ้านุ่ม ๆ เอาไว้ก่อนแล้ว พอขุดพืช
วิญญาณทั้งสองต้นขึ้นมาแล้ว ที่เหลือก็คืองานใหญ่
พืชวิญญาณขนาดหนึ่งหมู่ตรงหน้า นางต้องใช้เวลาเท่าใดจึงจะสามารถขุด
ขึ้นมาได้หมด
เพียงแค่คิดว่าต้องใช้เวลานานจนมิอาจคาดเดาได้ เยว่ฉีก็ถอนหายใจ
ออกมาก่อนแล้ว
“ผู้อาวุโส ท่านพอจะมีทางช่วยข้าหรือไม่?”