ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 81 แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น
ผ่านไปประมาณสี่เดือน นับตั้งแต่ทั้งสี่คนเริ่มฝึกปราณด้วยการดูดซับพลัง
วิญญาณจากเส้นพลังชีวิต
ภายในถ้ำเงียบสงบไร้ซึ่งเสียงรบกวน คนทั้งสี่นั่งสมาธิบนแผ่นหิน ดูดซับ
พลังเข้าไปในร่างกาย
ร่างกายเพรียวอรชรบ่นแผ่นหินเริ่มส่องแสงสีทองเรืองรอง ใบหน้าชื้นเหงื่อ
หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน
ถึงกระนั้นจังหวะลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ
ลูกแก้วสีทองสว่างไสว รอบตัวลูกแก้วมีเส้นพลังเส้นหนึ่งหมุนวนด้วย
ความเร็วสูง ละอองสีทองถูกลูกแก้วดูดเข้าไปเรื่อย ๆ รวมไปถึงตัวเส้นพลังที่หด
เล็กเข้าใกล้ใจกลาง
ผ่านไปประมาณสองชั่วยาม ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อถึงลืมตาขึ้น
พร้อมประกายแสงสีทองส่องสะท้อนออกมาทั่วร่าง พาให้คนที่อยู่ใกล้ ๆ รู้สึก
สดชื่น
“ภรรยา ราบรื่นดีใช่หรือไม่?”
เยว่ฉีหยักยิ้มมุมปาก “ใช่ ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว” น้ำเสียงหญิงสาวเต็มไป
ด้วยความยินดี หลังผ่านความยากลำบากมานานในที่สุดก็สามารถก้าวกระโดด
ขึ้นมาเป็นนักหลอมโอสถขั้นหกแล้ว
สี่เดือนที่ผ่านมา นอกจากจะดูดซับพลังจากเส้นพลังชีวิตเยว่ฉีและสามียัง
ดื่มน้ำแห่งชีวิตและฝึกฝนไปด้วยกัน
นอกจากนี้หานลั่วอี้ยังกลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเก้าระดับกลาง เสินเทียน
กลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดระดับสูง หวานเว่ยดูดซับพลังได้น้อยที่สุด จึง
กลายเป็นเพียงผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดระดับต้น
เยว่ฉีขยับตัวลุกขึ้นยืน การนั่งนาน ๆ โดยไม่ลุกเดินไปไหน ทำเอาแข็งขา
อ่อนแรง ยังดีที่ก่อนจะลุกขึ้นได้ฝ่ามืออบอุ่นช่วยดึงรั้งไม่ให้ทรุดลงพื้น
หานลั่วอี้ดึงภรรยาเข้าข้างกาย โอบเอวอีกฝ่ายตามความเคยชิน คนถูกโอบ
ถือโอกาสนี้ซุกหาหน้าอกอบอุ่น ไม่ได้ใช้เวลาสนิทสนมกันอย่างนี้นานมากแล้ว
แขนเรียวโอบผ่านไปด้านหลัง พร้อมกับใบหน้าถูไถหน้าอก
ปฏิกิริยาที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ทำชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาขยายกว้าง
เล็กน้อย ก่อนมุมปากจะถูกยกขึ้น ฝ่ามือแกร่งลูบศีรษะภรรยาอย่างอ่อนโยน
สองคนที่อยู่ไม่ไกล “…”
ได้แต่หันมองหน้ากัน เพราะทำอะไรไม่ได้
ผ่านไปราวครึ่งเค่อสองสามีภรรยาถึงผละห่างออกจากกัน
“เยว่ฉีพลังเจ้าตอนนี้คงพอจะต่อสู้ได้แล้วกระมัง” เสินเทียนเอ่ยถาม
“ก่อนหน้านี้ข้าก็สู้ได้ แต่พอเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นนักหลอมโอสถขั้นหกแล้ว ดู
เหมือนว่าจะสามารถทำได้มากกว่าเมื่อก่อน” หญิงสาวเอ่ยยิ้ม ๆ รู้สึกอยากจะ
ลองหลอมโอสถระดับหกที่ไม่เคยได้หลอมแล้ว
“จะอยู่ต่อหรือจะกลับ?” เสินเทียนเอ่ยถาม
“พวกเราเข้ามาในป่านานเท่าใดแล้ว?” เยว่ฉีไม่ตอบและถามกลับไป
“ดูจากระยะเวลา ราว ๆ สี่เดือนได้”
“นานขนาดนี้!! ทางสำนักไม่ว่าเอาหรือ” เยว่ฉีตกใจหลังได้ฟังคำตอบจาก
เสินเทียน ปกติสำนักอนุญาตให้ศิษย์ออกจากสำนักเดือนละครั้งเท่านั้น แต่ศิษย์
ใหม่อย่างพวกเขา ออกจากสำนักครั้งแรกก็ผ่านไปสี่เดือน
ทว่าพอคิดดี ๆแล้ว พวกเขาไม่ได้ออกจากสำนัก พื้นที่ด้านหลังยังถือว่าอยู่
ในขตของสำนัก
“ลั่วอี้ เจ้าสิ่งนี้เอากลับไปด้วยได้หรือไม่?” ไม่ว่าเปล่า ปลายนิ้วเรียวชี้ไปยัง
แผ่นหิน
“ได้” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ
หญิงสาวพยักหน้า หันมาหาหวานเว่ย “แม่นางหวาน ท่านมีความคิดเห็น
เช่นไร?”
สรรพนามที่ใช้เรียกถือว่าห่างเหิน
หวานเว่ยเข้าใจว่าเหตุใดท่าทีของเยว่ฉีถึงเปลี่ยนไป นางหันไปมองสบตา
เยว่ฉี ยกยิ้มจริงใจ
“เยว่ฉี ข้าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เจ้าไม่ต้องกังวล ส่วนแกนเส้นพลัง
ชีวิต หากไม่ว่าอะไรข้าขอไปดูดซับร่วมกับพวกเจ้าได้หรือไม่? ข้าอยาก
แข็งแกร่งขึ้น” ดวงตาหวานสะท้อนความจริงออกมาทั้งหมด ไม่มีการหลุบ
สายตาหรือท่าทีโกหก
อีกทั้งประโยคสุดท้ายยังเต็มไปด้วยความเขินอาย
นางอยากสนิทสนมกับทั้งสามคนจริง ๆ และไม่มีความคิดโลภมากเกินควร
ด้วย
เยว่ฉีมองซ้ายขวา บุรุษทั้งสองพยักหน้าเห็นด้วย
“หวานเว่ย ข้าจะถือว่าเจ้าเป็นสหายของพวกข้าแล้ว” หวานเว่ยดีใจมาก
เมื่อได้ยิน ดวงตานางเป็นประกายสดใส กระโดดกอดเยว่ฉีเต็มแรง
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้สวมกอดตามใจนึก ร่างตรงหน้าก็ลอยหวือไปยืน
ข้างกายหานลั่วอี้
สายตาไม่เป็นมิตถูกส่งมาให้
“หานลั่วอี้ ข้าเป็นสตรี!!” หวานเว่ยอดไม่ได้ ส่งเสียงออกไปด้วยความ
หงุดหงิดเล็กน้อย
ท่าทีเป็นกันเองทั้งยังเปิดเผยของนางเรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มน้อย ๆ
จากเสินเทียนและเยว่ฉี
“เอาละ รีบไปกันเถิด พวกเราอยู่ที่นี้ไปตลอดไม่ได้ เจ้าสิ่งนี้นำกลับไปคง
เป็นความคิดที่ดีที่สุดแล้ว เพราะหากปล่อยไว้อาจมีคนค้นพบ ถึงตอนนั้นคงไม่
ส่งผลดีต่อพวกเรา”
ไม่ส่งผลดีในที่นี้หมายถึง พวกเขาอาจจะไม่สามารถเข้ามาดูดซับพลังได้อีก
“ข้าเห็นด้วยกับความคิดเจ้า” เสินเทียนกล่าว
“ข้าด้วย” หวานเว่ยกล่าว
“เช่นนั้นก็รีบลงมือเถิด พวกเราหายไปนานเช่นนี้บางทีทางสำนักอาจมีการ
เคลื่อนไหว หรือสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น” เยว่ฉีเอ่ยพร้อมมองหน้าสามี
หานลั่วอี้พยักหน้า แล้วหันหลังเดินไปยังหน้าปากถ้ำ ผู้ฝึกปราณขั้นเก้า
เพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ จัดการสร้างม่านพลังมาปิดปากถ้ำให้เหมือนเป็นภูเขา
ลูกเล็กธรรมดา
เสร็จเรียบร้อยก็เดินกลับเข้ามาจัดการสร้างม่านปกคลุมรอบแผ่นหิน
ป้องกันไม่ให้กลิ่นอายของพลังแน่นหนากระจายออกไปด้านนอก
ชายหนุ่มหันมาส่งสัญญาณให้คนทั้งสาม พวกเขาถึงพยักหน้าตอบรับและ
เดินถอยห่างออกมา
หานลั่วอี้เริ่มร่ายคาถา วางมือเหนือแผ่นหิน แผ่นหินขนาดใหญ่ไร้ความ
เสียหาย ทว่าพื้นดินใต้แผ่นหินกลับแยกตัวออก เผยแสงสีเหลืองส้มใต้พื้นดินลึก
ลงไปประมาณสิบจั้ง
คาดคิดเอาไว้แล้วว่า สิ่งที่ถูกฝังอยู่คงไม่ธรรมดา แต่เมื่อเห็นกับตาว่า
มากมายมหาศาลแค่ไหน พลันระงับความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่
ดวงตาสุกสกาวเป็นประกายระยิบระยับ จ้องมองศิลาวิญญาณมากมายกอง
พะเนินอยู่ด้านล่าง จนมีขนาดเท่าภูเขาลูกเล็ก
“ภรรยาลงไปได้แล้ว” เยว่ฉีพยักหน้า หานลั่วอี้โอบเอวคนเข้าหาแล้ว
กระโดดลงไป
เมื่อกระโดดเข้าสู่เส้นพลังชีวิต ความมีชีวิตชีวาจากพลังวิญญาณพลันโอบ
ล้อมพวกเขา
เสินเทียนเหาะเข้าไปใกล้หยิบหยกวิญญาณระดับสูงที่สุดคุณภาพสูงขึ้นมา
มือไม้ถึงกับสั่นไหว เมื่อกวาดตามองแล้วยังเห็นว่าหยกวิญญาณที่เหมือน
ของในมือยังมีอยู่อีกประมาณสองหมื่นก้อน !!
ไม่รู้ว่าภายใต้กองหยกวิญญาณที่มองไม่เห็นจะมีอะไรถูกซ่อนเอาไว้อีกบ้าง
หยกวิญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากการมีอยู่ของเส้นพลังชีวิต พลังวิญญาณ
ที่ลอยออกมาจากแก่นกลาง ถูกควบแน่นและก่อตัวขึ้นกลายเป็นหยกวิญญาณ
ยิ่งอยู่ใกล้แก่นกลางมาเท่าใด ตัวหยกวิญญาณจะยิ่งมีคุณภาพดีมากเท่านั้น
เผลอ ๆ อาจจะมีศิลาวิญญาณร่วมด้วย
“นะ…นี่มัน หยกวิญญาณสีน้ำเงินทั้งหมดเลย” เยว่ฉียกยิ้มเล็กน้อยให้กับ
ท่าทางของเสินเทียน ก้าวเข้าไป
หญิงสาวขยายพลังจิตออกไป เมื่อพลังจิตเคลื่อนเข้าไปใกล้ใจกลางกอง
หยกวิญญาณ พลังแข็งแกร่งสายหนึ่งพลันยื่นมาสัมผัสพลังของนาง จนต้องรีบ
ดึงพลังกลับมาพร้อมก้าวถอยหลัง
“ภรรยาเป็นอะไรไป”
เยว่ฉีตกใจมาก ไร้สติโต้ตอบไปชั่วขณะ
เสินเทียนที่เมื่อสักครู่ยังดีใจ พอเห็นสหายแสดงสีหน้าไม่สู้ดีใบหน้าจึงฉาย
แววกังวล เขาถอยออกมาระวังภัยที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร
ผู้ฝึกปราณทั้งสามเตรียมปกป้องนักหลอมโอสถเพียงคนเดียว
“ข้าไม่เป็นไร เมื่อสักครู่คล้ายมีบางอย่างยื่นออกมาจับพลังข้า ข้าจึงตกใจ”
สิ้นสุดเสียง เสียงหัวเราะของเด็กพลันดังออกมาจากกองหยกวิญญาณ และ
ไม่นานสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ก็ลอยเข้ามา
พุ่งเป้ามาทางเยว่ฉี
ทั้งสามคนเตรียมพร้อมโต้ตอบ หานลั่วอี้กางม่านพลังปกป้องภรรยา
“อย่า!!ไม่ต้อง ไม่เป็นอันตราย”
ลูกไฟส่งเสียงเด็กลูกหนึ่งลอยเข้ามาหาเยว่ฉี ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้า
“เจ้าคืออะไรกันแน่?” เยว่ฉีเอ่ยถามด้วยความสงสัย ก้าวเท้าไปด้านหน้า
จ้องลูกไฟขนาดเล็กซึ่งยังคงส่งเสียงหัวเราะสนุกสนานราวเด็กแรกเกิด
หานลั่วอี้ปลดม่านออกแล้ว ยืนมองภรรยาก้าวเข้าไปใกล้
ทั้งสามคนรู้จักสิ่งนี้เป็นอย่างดี
เพราะเป็นสิ่งที่ตั้งใจลงมาเก็บกลับไปตั้งแต่แรก
ทว่ากลับเกิดเรื่องไม่คาดคิด ไม่คิดว่าแกนกลางเส้นพลังชีวิตจะมีสติปัญญา
สิ่งนี้กว่าจะสามารถเจริญเติบโตจนมีสติปัญญา ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหกพัน
ปี ดูจากที่คล้ายเด็กแรกเกิด คงจะพึ่งได้รับสติปัญญามาไม่นาน
แกนเส้นพลังชีวิตวัยเด็กจะไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยม ชื่นชอบการละเล่นและเรื่อง
สนุกสนาน ทว่าดูจากการที่มันชื่นชอบเยว่ฉี ยอมให้นางเข้าใกล้ คงมีอะไร
บางอย่างในตัวนางดึงดูดเจ้าสิ่งนี้
“อยากมาอยู่ด้วยกันหรือ? แน่ใจแล้วหรือ?” ยิ่งเห็นหนึ่งคนหนึ่งลูกไฟคุย
กัน ทั้งสามคนยิ่งมั่นใจในการคาดเดาของตน
ไม่สิ…มีอยู่คนหนึ่งที่คาดเดาบางอย่างได้
ในตัวเยว่ฉีมีต้นไม้แห่งชีวิตอยู่ และนั่นคือสิ่งที่แกนเส้นพลังชีวิตต้องการเข้า
ไปอยู่อาศัย
มันเหงามาก อยากมีเพื่อนคุย และต้องการรูปร่างที่มั่นคง หลังได้สัมผัส
พลังจิตของนาง กลิ่นอายหอมอ่อน ๆ ทั้งยังอบอุ่นซึ่งแผ่กระจายออกมาทำให้
แกนเส้นพลังชีวิตชื่นชอบมาก
“จะไม่ทำอันตรายใช่ไหม? หากสัญญาจะให้อยู่ด้วย”
ลูกไฟสีเหลืองส้มขยับขึ้นลงคล้ายผงกศีรษะ ลอยวนรอบ ๆ ตัวหญิงสาว
หลายรอบ พร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ ราวกับพึงพอใจในคำตอบและยินดีจะอยู่
ด้วยกัน
เยว่ฉียื่นมือไปด้านหน้า คิดจะให้แกนพลังชีวิตลอยมาอยู่บนมือ แต่เจ้าตัว
น้อยแสนซุกซนกลับทะลุเข้าไปในร่าง หายเข้าไปในมิติและจัดการสิ่งสู่ต้นไม้
แห่งชีวิต
น้ำในบ่อที่ไม่เคยเหือดแห้งถูกพลังมหาศาลกระตุ้นอีกครั้ง และเกิดการ
เปลี่ยนแปลง
น้ำแห่งชีวิตเริ่มเปลี่ยนเป็นสีรุ่ง ความบริสุทธิ์ของน้ำเพิ่มถึงสองเท่า กลิ่น
อายของพลังวิญญาณก็เข้มข้นขึ้น
ผู้อาวุโสที่อยู่ด้านใน “…”
ศิษย์ข้าพบโชควาสนาและนำมาให้ต้นไม้ของข้าได้จริง ๆ สิ่งนี้จะทำให้สอง
สามีภรรยาไร้เทียมทาน สามารก้าวข้ามขีดจำกัดที่มนุษย์ไม่อาจก้าวไปถึง !!
เมื่อหายตกใจ ผู้อาวุโสหมิงก็หายเข้าไปในต้นไม้แห่งชีวิต ตรวจสอบแกน
เส้นพลังชีวิต
สองคนที่มองลูกไฟหายเข้าไปในร่างเยว่ฉี “…”
พวกเขาเสียดายมาก ดูท่าแล้วเจ้านั่นคงไม่มีทางจะออกมาแล้ว
ได้แต่ถอนหายใจเสียดาย เพราะไม่สามารถทำอะไรได้