ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 82 ก้าวกระโดด
มีเรื่องเล่าลือว่า แกนเส้นพลังชีวิตที่มีสติปัญญาจะเลือกเจ้าของจาก
ความชอบ เมื่อเลือกแล้วผู้ครอบครองจะได้รับพลังส่วนหนึ่งและเลื่อนขั้นขึ้นไป
จากเดิมสองขั้น หลังจากนั้นความเร็วในการฝึกปราณจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
สองถึงสี่เท่า!!
และการที่แกนเส้นพลังชีวิตเลือกหญิงสาว ก็หมายความว่าระดับขั้นการฝึก
ปราณของนางจะต้องเพิ่มขึ้นสองขั้น
ร่างกายบอบบางลอยขึ้นกลางอากาศ หานลั่วอี้คิดจะยื่นมือออกไปดึง
ภรรยาเข้ามาใกล้ ทว่าแสงสีทองซึ่งส่องประกายออกมาจากตัว ทำให้ไม่
สามารถสัมผัสร่างนางได้
คนที่เมื่อสักครู่ยังยิ้มแย้ม มาตอนนี้กำลังเผยสีหน้าเจ็บปวด มือบางยกขึ้น
กุมหน้าอก หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน ใบหน้าบิดเบี้ยว
ริมฝีปากขบเม้มจนได้กลิ่นคาวเลือด หยดเลือดซึมออกมาจากริมฝีปากถูก
แสงสีทองสลายหายไป
เรือนร่างอรชรขดตัวเข้าหากัน ความรู้สึกเจ็บปวดเผยออกมาทางสีหน้า
หานลั่วอี้มองสีหน้าเจ็บปวดเหลือคณา ดังที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย
ความรู้สึกปวดใจ อยากจะยื่นมือออกไปดึงภรรยาออกมาจากความเจ็บปวด แต่
ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้
เจ็บเหลือเกินจะไม่ไหวแล้ว ใครก็ได้ช่วยที
ทรมานเหลือเกิน หะ…หายใจไม่ออก
ใครก็ได้
ท่านแม่
ท่านพ่อ!!
ช่วยลูกด้วย
ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่
ปล่อยข้าออกไปที!!
‘แกไม่น่าเกิดขึ้นมา หากไม่มีแก หากไม่มีแกสักคนละก็’
‘ท่านพ่อ จะทำเช่นไรต่อเจ้าคะ’
‘ไม่ต้องกังวล อีกไม่นานมันก็จะไม่มีโอกาสมาทำให้ลูกต้องรู้สึกแย่ อีกไม่
นานทุกอย่างจะต้องกลายเป็นของพวกเรา’
‘ท่านพ่อ เก่งกาจที่สุดเลยเจ้าค่ะ’
‘ต้องโทษที่แกเกิดมามีมากเกินไป หากเป็นเหมือนผู้อื่น ข้าคงไม่ทำเช่นนี้’
ใครกัน เสียงใครกัน พวกนายเป็นใครแล้วทำไมถึงได้ขังเด็กคนนั้นไว้
อึก…เหตุใดหน้าอกถึงเจ็บปวดขึ้นมา ร้อนมากราวกับว่ากำลังถูกไฟแผดเผา
“อ๊ากกกก!!!!”
“ลั่วอี้ ท่าจะไม่ดีแล้วไม่ใช่หรือ? ถึงเรื่องเล่าขานแต่บรรพบุรุษจะเชื่อถือได้
แต่ว่า…” เสินเทียนหยุดคำพูดเอาไว้เท่านั้น หลังเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของสหาย
หานลั่วอี้จ้องภรรยาไม่วางตา นัยน์ตาซึ่งปกติมักเรียบเฉย ฉายความเจ็บปวด
ออกมาอย่างยากที่จะอธิบาย
เขาไม่สนใจว่าจะมีใครอยู่ตรงนี้ เพราะสมาธิทั้งหมดถูกภรรยาดึงไป
หมดแล้ว
“ภรรยา…” น้ำเสียงเบาหวิวปานขาดใจหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูป
ฝ่ามือแกร่งกำเข้าหากันจนขึ้นข้อ พยายามอดกลั้นความรู้สึกปวดร้าวมากมาย
และภาวนาต่อสวรรค์ที่ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่
ขอให้ความเจ็บปวดที่นางกำลังเผชิญทุเลาลง รวมไปถึงขอให้ปลอดภัยกลับ
เข้าสู่อ้อมกอด
“อ๊าก!! เจ็บ เจ็บ จะไม่ไหวแล้ว!! อึก!”
“ท่านแม่ ฮึก! ท่านพ่อ ช่วยลูกด้วย”
ริมฝีปากบางเริ่มเพ้อพกถึงสิ่งที่รับรู้ได้ ภายใต้ดวงตาและจิตสำนึก
ร่างกายเริ่มบิดเกร็ง ได้ยินเสียงคล้ายกระดูกถูกหักเป็นชิ้น ๆ ก่อนจะถูกบด
ให้ละเอียด
ร่างกายเยว่ฉีกำลังเตรียมพร้อมสำหรับพลังที่มากขึ้น กระดูกร่างกายทุกชิ้น
กำลังถูกเปลี่ยนถ่ายให้แข็งแรงมากกว่าเดิม
กระบวนการนี้เจ็บปวดมากยากทานทน จนอยากจะตายไปเสียให้รู้แล้วรู้
รอด ทว่าหญิงสาวไม่ได้รับอนุญาตให้ตาย เมื่อร่างกายไม่อาจทนไหว แสงสีทอง
จะค่อย ๆ รักษาให้กลับมาดี
การเปลี่ยนถ่ายกระดูกยังคงดำเนินต่อไปยาวนานหลายชั่วยาม ภายใต้
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอยู่ตลอด
ใบหน้าบิดเบี้ยวของภรรยา ทำผู้ได้ชื่อว่าสามีปวดใจ ราวกับมีใครสักคนยื่น
มือเข้ามาบีบขย้ำหัวใจเขาให้แหลกละเอียด
ยามได้รับบาดเจ็บจนขาพิการ ได้รับสายตาดูแคลนจากครอบครัว คำนินทา
ดูถูก ยังไม่รู้สึกเจ็บเท่ายามเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของนาง
ไร้กำลังเสียเหลือเกิน…
แม้จะเข้าใจแต่ก็ไม่อาจยอมรับ ภรรยากำลังเจ็บปวดแต่เขากลับทำอะไร
ไม่ได้เลย เป็นสามีประสาอะไร สัญญาเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือว่าจะดูแลนางให้ดี
ไม่ให้เจอความเจ็บปวดหรือความรำคาญใจใด ๆ
สัญญาเอาไว้แล้วไม่ใช่หรือ?
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ชายผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตาไม่ว่าจะเจ็บปวดมากเพียงใด มา
ตอนนี้ดวงตากับแดงก่ำ พาให้คนมองรู้สึกปวดใจ
‘ฮึก ฮือออ ท่านแม่ลูกเจ็บ’
‘เยว่ฉีของแม่เจ็บที่ใด’
‘เจ็บไปหมดเลยเจ้าค่ะ เหมือนมีใครใช้ค้อนทุบ ๆ ตัวลูก’
‘เยว่ฉีลูกรักของแม่ ไม่มีใครทำร้ายลูกได้ แม่ พ่อ และพี่ชายจะปกป้องลูก
เอง’
‘ท่านแม่สัญญากับลูกนะเจ้าคะ อย่าให้ใครมาทำร้ายลูก’
‘แม่สัญญา ไหนมาให้แม่ดูลูกเจ็บตรงไหน’
ภายใต้จิตรับรู้ เด็กสาวคนหนึ่งกำลังออดอ้อนสตรีท่าทางอ่อนโยน ดวงตา
ทั้งสองข้างเอ่อคลอใบด้วยน้ำตา สตรีตรงหน้าดูแลคอยปลอบไม่ห่างกาย
“ฮึก ท่านแม่ ลูกเจ็บตรงนี้” มือเรียวสั่นไหว กุมหน้าอกร้องไห้สะอึกสะอื้น
ไหลบางสั่นเทาจากการร้องไห้ หยาดน้ำตาไหลรินลงมาถูกแสงสีทองโอบอุ้ม
เอาไว้ก่อนจะสลายหายไป
ทุกครั้งที่ร่างกายถูกทำลายให้รู้สึกเจ็บปวดยากจะทน แสงสีทองจะช่วย
คลายความเจ็บปวดและรักษาร่างกายบาดเจ็บให้ดีขึ้น ก่อนจะพบกับความ
เจ็บปวดอีกครั้ง
เป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป
ผ่านไปสี่ชั่วยามในที่สุดกระบวนการเปลี่ยนถ่ายกระดูกก็เสร็จสิ้น แสงสี
ทองหายไปแล้วก่อนจะตามมาด้วยร่างไร้สติที่ร่วงหล่น
หานลั่วอี้ตบเท้าเข้าไปอุ้มภรรยาแนบอก ใบหน้าบิดเบี้ยวจากความเจ็บปวด
หายไปหมดสิ้น เหลือเพียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ และระดับพลังเข้มข้น
“ดูเหมือนจะกลายเป็นนักหลอมโอสถขั้นแปดแล้ว” เสินเทียนก้มมองเยว่ฉี
ซึ่งหลับสนิทในอ้อมกอดสหาย ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หากนางทนความเจ็บปวดไม่ไหวแล้วเกิดจากไปจริง ๆ ไม่อยากคิดเลยว่า
หานลั่วอี้จะเป็นเช่นไร
“หานลั่วอี้ในเมื่อเรื่องทุกอย่างจบแล้ว เช่นนั้นกลับสำนักกันเถิด” เสิน
เทียนเงยหน้ามองสีหน้ารู้สึกผิดของคนข้างกาย
“ลั่วอี้ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า” สายตาไร้เรี่ยวแรงเหลือบขึ้นมองก่อน
พยักหน้า ใช้พลังปราณหยิบแผ่นเคลื่อนย้ายออกมาหักเป็นสองท่อน ก่อนร่าง
จะหายไปยังไม่ลืมสั่งสองสามประโยค
“เก็บหยกวิญญาณออกมาให้หมด ด้านในอาจจะเหลือแกนพลังชีวิตขนาด
เล็กอยู่อีก และก่อนจะตามมาช่วยเก็บพืชวิญญาณหน้าถ้ำกลับมาด้วย”
และร่างสองสามีภรรยาก็หายไป
เสินเทียนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่ทันจะได้พูดสหายก็ไปเสีย
แล้ว
ชายหนุ่มถอนหายใจ หันไปหาหวานเว่ย
“เจ้าเก็บพืชวิญญาณได้หรือไม่ แล้วนำใส่กล่องนี้” ว่าพร้อมยื่นกล่อง
สำหรับเก็บรักษาพืชวิญญาณให้หวานเว่ย
“ได้ ข้าทำได้”
“ส่วนเรื่องหยกวิญญาณไว้เยว่ฉีฟื้นค่อยมาคุยกันอีกที เรื่องแกนเส้นพลัง
ชีวิต พวกเราคงไม่มีหวังจะได้ดูดซับแล้ว” หวานเว่ย ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ เรื่อง
เกิดไปแล้ว อีกทั้งยังเป็นการตัดสินใจของแกนเส้นพลังชีวิต นางจะพูดอะไรได้
“คงเป็นเช่นนั้น แต่ก็ช่างเถิด ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าแค่ต้องพยายามขึ้นอีก
นิด” ความมองโลกในแง่ดีของนาง ทำเสินเทียนประหลาดใจ ไม่คิดว่าจะยังมี
คนเช่นนี้หลงเหลืออยู่
บริสุทธิ์ ตรงไปตรงมา และไร้ซึ่งความริษยา
“เจ้ารีบไปเถิด เก็บเสร็จแล้วพวกเราจะได้กลับบ้าง”
“อื้ม ข้าไปไม่นาน”
แล้วทั้งสองก็ช่วยกันสะสางสิ่งที่เหลือก่อนเดินทางกลับ