ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 83 กลับมาแล้ว
ข่าวที่ว่ามีศิษย์เข้าไปในหุบเขาหลังสำนักเกือบสี่เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการ
ยืนยันว่ากลับออกมา กลายเป็นสิ่งที่ศิษย์ในสำนักหลายคนยกขึ้นมาถกเถียงกัน
บ้างออกความเห็นว่าพวกเขาอาจจะตายไปแล้ว บ้างก็ออกความเห็นว่า
บางทีพวกเขาอาจจะพบโชควาสนาใหญ่จึงยังไม่ออกมา
จริงอยู่ที่ทางสำนักมีกฎอนุญาตให้ศิษย์ออกนอกสำนักได้เพียงเดือนละครั้ง
แต่ด้วยหุบเขาหลังสำนักนั้นถูกยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักอยู่กลาย ๆ
การกระทำของพวกเขาจึงไม่ถือว่าผิดกฎ
ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ใด ๆ มีศิษย์หลายคนในสำนักหายเข้า
ไปในหุบเขานานหลายเดือนก่อนจะกลับออกมา
แต่ที่ครั้งนี้เป็นมีการพูดกันอย่างคึกคัก เพราะหนึ่งในสี่คนที่หายเข้าไปเป็น
ถึงคุณชายตระกูลเสิน อีกทั้งสามคนที่เหลือยังเป็นศิษย์ใหม่มีชื่อ
หลังสามตระกูลใหญ่รู้เรื่อง เสินฟู่หมิง รวมถึงบิดามารดาเสินเทียนรีบ
เดินทางมายังสำนักเซียนหลงเพื่อสอบถามความจริง และต้องการให้ทางสำนัก
เซียนหลงอนุญาตให้พวกเขาส่งคนเข้าไปตามหาเสินเทียน
ตระกูลมู่ที่ไม่ลงรอยกับตระกูลเสินรู้เรื่องนี้เข้า รีบมาแสดงตน ทั้งยังบอก
กล่าวว่าการให้ตระกูลเสินเข้าไปในเขตสำนักเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะตั้งแต่
ที่ก่อตั้งสำนัก ทางสำนักยังไม่เคยอนุญาตให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปยุ่มย่ามเรื่อง
ภายใน
ตระกูลเสินเองก็ไม่มีสิทธิ์เหนือกว่าตระกูลอื่น ๆ
ส่วนตระกูลจูทำตัวเป็นกลาง เป็นฝ่ายไกล่เกลี่ยตระกูลทั้งสอง
เรื่องนี้ลากยาวนานหลายวัน ทางสำนักก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนไหวใด ๆ
ถึงจะเคารพตระกูลใหญ่อยู่บ้าง แต่จะอนุญาตให้ตระกูลหนึ่งมีสิทธิ์เหนือกว่าอีก
ตระกูลหนึ่ง ก็ดูไม่ดีเท่าใดนัก
และไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับทั้งสี่คน พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ
ถึงอย่างไรสำนักเซียนหลงก็ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับดินแดนระดับสูง
ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังหรือหวาดกลัวตระกูลใหญ่จากดินแดนระดับกลาง แต่
ที่ยอมฟังเพราะถือว่าเห็นแก่หน้าพวกเขา แถมผู้ฝึกปราณขั้นเซียนยังเป็นคน
ออกปากขอร้องเอง
ว่าก็ว่าเถิด ตอนแรกทางสำนักใจอ่อนไปหลายส่วนและยินดีอนุญาตให้เป็น
กรณีพิเศษ ติดตรงที่ตระกูลมู่มาถึงพอดี จึงไม่สามารถทำได้
เพราะไม่ต้องการมีปัญหาหลายฝั่ง จนส่งผลให้เกิดเรื่องน่าปวดหัวตามมา
“พวกแกกำลังหวังให้หลานข้าเป็นอันใดไปใช่หรือไม่ ถึงได้คอยแต่ประวิง
เวลาอยู่เช่นนี้ พวกหมาลอบกัด!!” เสินฟู่หมิงทนไม่ไหวจนต้องสบถคำไม่น่าฟัง
ออกมา
เจ้าพวกนี้กำลังวางแผนอยากให้หลานของเขาตาย
ตระกูลมู่น่ารังเกียจ!!
ตั้งแต่ได้ข่าวก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้เสินเทียนจะเป็นเช่นไรบ้าง
จะยังปลอดภัยดีอยู่หรือไม่ เขาที่เป็นปู่ปวดใจทั้งยังเป็นกังวลมากเหลือเกิน
หากไม่ใช่หวาดกลัวว่าตระกูลจะเป็นอันตรายเพราะไม่เคารพกฎสำนัก เขา
ก็อยากจะบินเข้าไปตามหาหลานสุดที่รักเสียเดี๋ยวนี้
“ฮึ ผู้เฒ่าเสิน เจ้ากล้าว่าร้ายตระกูลข้าหรือ!! ไม่มีหลักฐานอย่าได้มาพูดใส่
ร้าย ข้าเพียงยกกฎที่มีมาเนิ่นนานของสำนัก ซึ่งห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปภายใน
ข้าไม่เห็นว่าตนจะทำอะไรผิด” คำตอบไม่ยี่หระทั้งยังได้ใจจากมู่เหยียน ยิ่ง
กระตุ้นความเดือดดาลของเสินฟู่หมิง ผู้เฒ่าวัยร้อยกว่าปีระเบิดพลังออกมา
“มู่เหยียนแก!! คิดจะทำร้ายครอบครัวข้าไปถึงไหน!!” การระเบิดพลังของผู้
ฝึกปราณขั้นปรมาจารย์กดดันเหล่าผู้น้อยภายในห้องเป็นอย่างมาก โต๊ะ เก้าอี้
ถูกพลังพุ่งเข้าใส่จนล้มระเนระนาด
“เสินฟู่หมิงคิดว่าข้าจะกลัวเจ้าหรือ!! เจ้าอยากมีเรื่องใช่หรือไม่? ได้ มาดูกัน
ว่าระหว่างข้ากับเจ้า ใครจะเก่งกาจมากกว่ากัน!!”
“ฮึ เอาสิ!!”
ระหว่างที่สองผู้นำตระกูลกำลังเปิดจะเปิดศึกกัน ก็มีศิษย์ตระกูลเสินคน
หนึ่งวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามา
“ทะ…ท่านผู้นำ นะ.. ฮึก นายน้อย” เพียงได้ยินคำพูดนี้ เสินฟู่หมิงก็ละ
ความจนใจกลับมา ก้าวขาครั้งเดียวมายืนประชิดผู้มาใหม่
“หายใจเข้าลึก ๆ แล้วบอกมาว่าหลานข้าอะไร”
“คุณชายเสินเขา…”
ยังไม่ทันที่ชายผู้นั้นจะได้กล่าวจบ เสียงเรียบ ๆ ติดขี้เล่นอันเป็นเอกลักษณ์
ของเสินเทียนพลันดังขึ้น “ท่านปู่ ท่านมาทำอะไรที่สำนักหรือขอรับ ดูสิ คง
ไม่ใช่ว่าท่านกำลังเล่นสนุกอยู่ใช่ไหม?” ชายหนุ่มหยักยิ้มมุมปาก มองท่านปู่
ด้วยสายตาซุกซน
ชายชราเมื่อเห็นว่าเป็นหลานชายก็เข้าไปดึงคนเข้ามากอด
“หลาน!? หลานปู่กลับมาแล้ว หลานไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” พูดจบก็ผละ
ออก จับไหล่หลานหมุนซ้ายขวา ตรวจดูว่าบาดเจ็บที่ใดหรือไม่
เสินเทียนอยากจะหลุดขำ แต่ก็ขำไม่ออกเมื่อหลุบตามองสีหน้าเป็นกังวล
ระคนโล่งใจอยู่ในทีของท่านปู่ พอหันไปมองบิดามารดา ก็เห็นว่าท่านทั้งสอง
ดวงตาแดงก่ำ
ดูเหมือนเขาจะทำให้ท่านทั้งสามเป็นกังวลมากจริง ๆ
จะไม่ให้พวกเขากังวลได้อย่างไร ในเมื่อเสินเทียนเคยประสบเหตุการณ์โคน
ลอบสังหารมาแล้ว ทั้งสามคนจึงอ่อนไหวเกี่ยวกับข่าวการหายตัวไปของเขา
เป็นพิเศษ
“กลับมาก็ดีแล้ว คราวหลังส่งข่าวบอกครอบครัวบ้าง รู้หรือไม่ว่าพ่อแม่เจ้า
และปู่เป็นห่วงมาเพียงใด”
“ท่านปู่หลานเข้าใจแล้วขอรับ คราวหลังจะไม่ทำอีก” สายตาเสินเทียน
อ่อนโยนขึ้น ในอกพลันรู้สึกอบอุ่น
ครอบครัวรักเขามากจริง ๆ หากสามารถสร้างครอบครัวกับคนที่เหมือน
พวกเขาได้ ชีวิตต่อจากนี้คงมีความสุขไม่น้อย
“เสินเทียน เจ้ากลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดแล้ว?” นี่ไม่ใช่เสียงจากตระกูล
เสินหรือตระกูลมู่
แต่เป็นเสียงจากจูจื่อเยวียน เขาสัมผัสความผิดปกติได้ตั้งแต่แรก และพอ
มองดูอย่างละเอียดก็ได้รู้ว่าเสินเทียนขึ้นมาเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดระดับสูง อีก
ไม่นานจะขึ้นไปเป็นผู้ฝึกปราณขั้นแปด
นี่มัน…ความสามารถในการฝึกปราณแบบใดกัน
มองหาทั่วทั้งดินแดนระดับกลาง ผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดระดับสูงตอนอายุยี่สิบ
เอ็ดปีมีราวหนึ่งหมื่นคนเท่านั้น และหากสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้ฝึกปราณขั้น
แปดก่อนอายุยี่สิบสอง จากในจำนวนหนึ่งหมื่นก็จะเหลือเพียงหนึ่งพันคน
หนึ่งพันจากจำนวนประชากรทั้งหมดของดินแดนระดับกลาง เรียกได้ว่ามี
ชื่อเสียงขึ้นมาอย่างแท้จริง
เสินเทียนโค้งมุมปาก หันไปหาผู้เฒ่าตระกูลจู
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เสินฟู่หมิงก็จับหลานไปดูให้ดี เพราะมัวแต่
ห่วงอาการบาดเจ็บถึงไม่ทันสังเกต มาตอนนี้ดวงตาทั้งคู่มองเห็นอย่างชัดเจน
“หลานเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดแล้วจริง ๆ รีบกลับบ้านแล้วเล่าให้ปู่ฟัง ว่าสี่
เดือนที่ผ่านมาเกิดเรื่องใดบ้าง”
เรื่องนี้ไม่เหมาะพูดต่อหน้าคนมาก เสินฟู่หมิงจึงเลือกจะเลี่ยงหัวข้อนี้แล้ว
พูดเรื่องอื่น
“อาจารย์อาวุโส ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้น
ขอให้พวกท่านเรียกเก็บค่าความเสียหายไปยังตระกูลเสิน ข้าจะรับผิดชอบ
ทั้งหมด”
ได้พบหลาน เสินฟู่หมิงก็เปลี่ยนเป็นคนยิ้มแย้ม โอบอ้อมอารีเข้าถึงง่าย
อาจารย์อาวุโสมองเสินเทียนอย่างพิจารณา เข้าสำนักมาได้สี่เดือนก็เลื่อน
ขั้นแล้ว เป็นการข้ามขั้นแบบก้าวกระโดดมาก เรียกได้ว่าเป็นชายหนุ่มผู้โดดเด่น
คนหนึ่ง
ตระกูลเสินกลับไปแล้ว ส่วนตระกูลจูเมื่อไม่มีเรื่องให้ต้องออกหน้าจึงขอตัว
กลับไป ภายในห้องจึงเหลือเพียงตระกูลมู่
มู่เหยียนกัดฟันกรอด ทั้งที่คอยภาวนาให้มันตาย ๆ ไปเสีย แต่กับกลับมา
พร้อมพลังที่แข็งแกร่งขึ้น
ทำได้อย่างไร? ภายในเวลาเพียงสี่เดือนกลับสามารถก้าวขึ้นมาอีกขึ้น ทั้งยัง
อยู่ในระดับสูงอีกด้วย
น่าแค้นใจนัก!!
“ท่านพ่อพวกเรากลับกันเถิดขอรับ” มู่เหยียนตวัดสายตาน่ากลัวมองมา มู่
ฝานตงถึงกับสะดุ้ง
บิดาโกรธแล้ว แม้จะรู้ว่าไม่ได้โกรธตน แต่ก็อดรู้สึกเสียวสันหลังไม่ได้
มู่เหยียนที่รู้ว่าเผลอใส่อารมณ์กับบุตรชายหลับตาลง ปรับลมหายใจให้คงที่
แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
“กลับบ้านกันก่อน”
“ขอรับ”
แล้วกลุ่มสุดท้ายภายในห้องก็ทยอยออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงเศษซาก
ความเสียหายจากการปล่อยพลังของสองผู้แข็งแกร่งขั้นเซียน
“หลานปู่บอกปู่ได้หรือไม่ว่า ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาเกิดเรื่องอะไรขึ้น” เสิน
ฟู่หมิงเอ่ยถามหลังออกมาจากห้องไกลพอสมควร
เสินเทียนยกยิ้มไม่คิดอธิบายตอนนี้ ชายหนุ่มเอ่ยออกไปว่า
“ท่านปู่รอหลานสักครู่ได้หรือไม่ หลานจะไปคุยกับอาจารย์ขออนุญาตกลับ
บ้าน”
“ได้ ๆ ปู่จะรอตรงนี้ แล้วสองสามีคู่นั้นเล่า”
เสินเทียนยกยิ้มสูงขึ้น เมื่อคิดถึงภาพที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ชายหนุ่มกล่าว
เสียงติดข่มกลั้นความสนุก
“ท่านปู่อีกไม่นานก็จะได้พบขอรับ สองคนนั้นจะกลับบ้านพร้อมกับข้า”
“ดี ดี ลั่วซานบ่นคิดถึงทั้งสองคนแทบทุกวัน” เสินฟู่หมิงไม่คะยั้นคะยอต่อ
ไว้รอหลานเล่าให้ฟังหลังจากนี้
“ท่านพ่อ หรือการที่เสินเทียนเลื่อนขั้นได้เร็วจะเกี่ยวข้องกับสองคนนั้น
ขอรับ” เสินอู๋ซิงเอ่ยกระซิบ
“คงมีส่วน เพียงแค่ไม่รู้ว่าทำเช่นไร ไว้ถึงเวลาเสินเทียนคงเล่าให้พวกเรา
ฟัง”
“ทำได้เพียงแค่รอสินะขอรับ ข้าละสงสัยมากจริง ๆ แต่ก็ไม่ต้องการเอ่ย
ถามสองคนนั้นตรง ๆ ด้วยกลัวว่าพวกเขาจะอึดอัด ข้าไม่อยากทำให้สหายบุตร
รู้สึกไม่ดี”
“เจ้าทำดีแล้ว เมื่อถึงเวลาเสินเทียนคงบอกพวกเรา ส่วนความลับของสอง
สามีภรรยาคู่นั้น…” เสินฟู่หมิงหยุดพูดมองตามแผ่นหลังหลานชายซึ่งห่าง
ออกไป
“คนเราล้วนมีความลับที่ไม่อยากให้คนนอกรู้ ขอแค่ทั้งสองคนนั้นยังเป็น
มิตรสหายที่พร้อมระวังหลังให้เสินเทียน แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
เสินอู๋ซิงพยักหน้าเห็นด้วย
“ท่านพ่อกล่าวได้ถูกต้อง คนที่มีจิตใจเผื่อแผ่เช่นสองคนนั้นหาไม่ง่ายเลย
จริง ๆ ”