ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 84 ตกตะลึง
ข่าวการกลับมาของศิษย์ใหม่ทั้งสี่คนเป็นที่ฮือฮาของศิษย์ในสำนัก และเมื่อ
มีคนเห็นว่าระดับขั้นการฝึกปราณของพวกเขาเพิ่มขึ้น ข่าวซึ่งแต่เดิมสร้างความ
แตกตื่นมากอยู่แล้วยิ่งทวีมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะหานลั่วอี้ที่กลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเก้า รวมถึงเสินเทียนที่อีกไม่
นานมีแนวโนมจะกลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นแปด
ศิษย์หลายคนหลังได้ยินข่าวต่างพากันคาดเดาไปต่าง ๆ นาน และคำที่พวก
เขาพูดถึงมากที่สุดก็คือ การที่ทั้งสี่คนเลื่อนขั้นได้เร็วคงเป็นเพราะพบเจอของดี
ข่าวลือนี้ทำเอาประตูทางเข้าหุบเขาซึ่งปกติจะมีศิษย์เดินทางเข้าไปประมาณวัน
ละหนึ่งถึงสองร้อยคนคึกคักขึ้นมาหลายเท่า
รวมไปถึงกิจการการขายแผ่นเคลื่อนย้าย รายได้ไม่มีวันหลังทั้งสี่คนกลับมา
เทียบได้กับการขายแผ่นเคลื่อนย้ายประมาณครึ่งเดือน
ภายในสำนักกำลังคึกคัก หลานคนต้องการเข้าไปในหุบเขาเพื่อเสาะ
แสวงหาโชควาสนา ทว่าเหล่าคนในข่าวลือกับไม่รู้เรื่องนี้และกำลังเดินทางไปยัง
ตระกูลเสิน
สีหน้าเป็นห่วงระคนเป็นกังวลตลอดเวลาของหานลั่วอี้ ทำเอาผู้คนโดยรอบ
ไม่กล้าเปิดปากพูดคุยกัน ใครไม่รู้บ้างว่าบุรุษผู้นี้รักและหวงแหนภรรยามาก
เพียงใด
แต่สิ่งที่ผู้คนสงสัยคือ คนที่รักภรรยามากถึงขนาดนั้น ทำไมถึงได้ปล่อยให้
นางสลบไสลไม่รู้สึกตัว
เรื่องนี้คงมีเพียงคนที่ไปด้วยกันเท่านั้นที่รู้
ความเงียบยังคงปกคลุมไปตลอดเส้นทาง จนกระทั่งนกนางแอ่นเขาเดียวลง
จอดบนลาน
ชายหนุ่มอุ้มภรรยาพากระโดดลงมาก่อนใคร เขาหันไปโค้งทำความเคารพ
ผู้ใหญ่ทั้งสามของบ้าน เอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าขอตัวพาภรรยาไปพักที่ห้อง แล้วจะตามไปยังห้องโถงขอรับ” เสินฟู่ห
มิงพยักหน้า
“หากเจ้ากังวลจะอยู่กับนางก่อนก็ได้ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นไว้ให้เสินเทียนเล่า
ให้พวกข้าฟัง”
“ขอบคุณมากขอรับ” กล่าวจบก็หันหลังจากไปทันที
ไม่มีใครเอ่ยห้าม พวกเขาล้วนเข้าใจความรู้สึกของเขา เพราะเคยสัมผัส
ความรู้สึกเป็นห่วงหลังรับรู้ข่าวการลอบสังหารของเสินเทียน และไหนจะการ
หายตัวไปครั้งนี้
ตอนนี้เขาคงไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น นอกจากอยู่ข้าง ๆ เฝ้ารอให้ภรรยาได้
สติขึ้นมา
“พวกเราก็ไปกันเถิด”
ภายในพื้นที่ส่วนตัวสำหรับตระกูลเสิน ศาลากลางสระบัว สายลมอ่อนโยน
และบรรยากาศอบอุ่น มีคนห้าคนกำลังพูดคุยกันอยู่
“ลูกเป็นคนบอกเยว่ฉีขอรับว่าหุบเขาหลังสำนักมีของดีอยู่ ด้วยนิสัยของ
นาง ซึ่งเป็นคนชอบเรื่องตื่นเต้นสนุกสนานจึงตกลงและเดินทางไปพร้อมกัน”
“จากนั้นเล่า” เสินฟู่หมิงเอ่ยถาม
ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนนอกมาได้ยิน สถานที่แห่งนี้ได้มีการกางม่านกั้นเสียง
และม่านป้องกันไว้แล้ว
“พอเข้าไปได้ไม่นานพวกเราก็พบโชค แต่เป็นโชคร้ายกบทลายผาระดับ
นายพลออกมาต้อนรับ”
พอได้ยินคนทั้งสามถึงกับสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เมื่อสี่เดือนก่อน ทั้งสี่
คนยังไม่แข็งแกร่งเท่าตอนนี้กับพบเจอศัตรูแสนร้ายกาจ
หากพลาดพลั้งขึ้นมา…
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านปู่ ไม่เห็นต้องกังวลขอรับ ถึงจะพบสัตว์อสูรระดับ
นายพลแต่ลูกก็ปลอดภัยกลับมาได้” เสินเทียนพยายามพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
เพื่อไม่ให้ทั้งสามคนเป็นกังวล
“ต่อจากนั้นเล่า”
ต้องมีเรื่องมากกว่าที่เล่ามาเป็นแน่ ดูจากท่าทางหลานชายแล้ว อีกฝ่าย
จะต้องพบเจอเรื่องที่ไม่อยากจะบอกกับพวกเขา
เสินเทียนมองสายตาคาดคั้นจากผู้ใหญ่ทั้งสาม แล้วถอนหายใจออกมา
พวกเขาแสดงท่าทีไม่ยินยอมและต้องการรู้เรื่องทั้งหมด
“อย่างที่หลานได้บอกไป เยว่ฉีชื่นชอบเรื่องตื่นเต้น ตอนที่กำลังวิ่งหนีเจ้า
สัตว์ร้ายตนนั้น นางกลับส่งเสียงออกมาอย่างสนุกสนาน ไม่นานก็เอ่ยปากให้
เอาชนะสัตว์อสูรตนนั้น”
“แล้วหลานก็ทำหรือ? กำจัดสัตว์อสูรระดับนายพล หลานบ้าไปแล้วหรือ?
หลานเป็นเพียงผู้ฝึกปราณขั้นหกจะเอาอะไรไปสู้!!” เสียงผู้อาวุโสเสินเต็มไป
ด้วยความเคร่งเครียด
“ท่านปู่ ตอนนั้นหลานคิดเหมือนท่านปู่ แต่หลังจากฟังคำพูดนางและแวว
ตามั่นใจหลานจึงตกลงทำตาม”
“แล้วเป็นเช่นไร? การที่หลานกลับมาอย่างปลอดภัยคงมิใช่ว่าสามารถ
จัดการได้ใช่ไหม !?”
เสินเทียนหยักยิ้มมุมปากพลางผงกหัวขึ้นลง
“ขอรับ พวกเราสามารถกำจัดสัตว์อสูรระดับนายพล แม้ตอนสุดท้ายจะน่า
หวาดเสียวไปบ้าง”
หลังจากนั้นเสินเทียนก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างอยู่ในหุบเขาให้ผู้ใหญ่
ทั้งสามฟัง โดยมีหวานเว่ยช่วยเสริมคำพูดของเขาเป็นครั้งคราว
กว่าเรื่องราวทุกอย่างจะจบ หัวใจคนฟังเต้นไม่เป็นจังหวะอยู่หลายครั้ง ทั้ง
ยังคาดเดาเรื่องเลวร้ายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นอยู่ตลอด
“ปู่ควรจะดีใจที่หลานปลอดภัยกลับมา หรือควรจะรู้สึกหวาดกลัวว่าจะ
สูญเสียหลานไป”
เสินเทียนรีบเอ่ยปลอบคนแก่ “ท่านปู่ ท่านปู่ควรดีใจขอรับ เพราะการ
ตัดสินใจของเยว่ฉีทำให้หลานกลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดภายในสี่เดือน และ
หากท่านปู่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางท่านปู่จะยิ่งตกตะลึง”
“มีเรื่องอะไรที่น่าหวาดกลัวและตกตะลึงเท่ากับการที่หลานและสหายต่อสู้
กับสัตว์อสูรระดับนายพลและวิ่งหนีสัตว์อสูรระดับแม่ทัพด้วยหรือ?”
“เรื่องที่หลานกลายเป็นผู้ฝึกปราณสี่ได้ในเวลาอันสั้นเป็นเพราะเยว่ฉีตรวจ
พบเส้นพลังชีวิตใต้ดินขอรับ”
สิ้นสุดเสียง บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบ เสินเทียนกระตุกยิ้มมุมปาก
มองท่าทางแข็งค้างของผู้ใหญ่ทั้งสาม
เห็นไหม? หลานบอกแล้วว่ามีเรื่องให้ตกตะลึงมากกว่าอยู่อีก !!
“เสินเทียนนี่ลูก!!”
“เสินเทียนนี่หลาน!!”
ทั้งสามคนเอ่ยพร้อมกัน ทั้งยังขยับมาหาเสินเทียนพร้อมอาการตกตะลึง
เส้นพลังชีวิตงั้นหรือ? เส้นพลังที่กล่าวว่านับพันปีหมื่นปีถึงจะก่อขึ้นมาสัก
ครั้ง
สิ่งวิเศษที่ช่วยให้ผู้ฝึกปราณสามารถฝึกปราณได้เร็วขึ้น
และด้วยความวิเศษถึงขั้นสามารถสร้างสงครามแย่งชิงขึ้นมาได้เลย
“ตกใจมากใช่ไหมขอรับ? ครั้งแรกที่หลานพบหลานตกใจมากเช่นกัน และ
หลังได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของสิ่งวิเศษนี้หลานก็เข้าใจ สมกับเป็นของวิเศษ
ความสามารถของหลานข้ามขั้นได้เร็วมาก ทั้งยังไม่รู้สึกถึงจุดตีบตัน”
“แล้วตอนนี้ของสิ่งนั้นอยู่ที่ใด? ห้ามให้ใครค้นพบเด็ดขาดเรื่องนี้ต้องเก็บไว้
เป็นความลับ ไม่สิ หลานได้นำกลับมาหรือไม่”
มองท่าทางลนลานสติคล้ายไม่อยู่กับตัวของท่านปู่แล้ว ทำเอาเขาเกือบ
หลุดขำ
“ท่านปู่หลานนำกลับมาด้วยขอรับ ถึงแม้แกนที่มีสติปัญญาจะเลือกเยว่ฉี
แต่โชคดีที่ยังเหลือแกนไร้สติปัญญาที่พลังน้อยกว่าอยู่สองแกนขอรับ”
“เมื่อกี้หลานว่ายังไงนะ แกนเส้นพลังชีวิตที่มีสติปัญญาอย่างนั้นหรือ !!”
เสินเทียนถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้ทำไมตอนนี้เขาถึงได้เริ่มเข้าใจความรู้สึกเยว่
ฉี
จากนั้นชายหนุ่มก็เล่าเรื่องทั้งหมดออกมา รวมถึงเรื่องที่ว่ารอบ ๆ แกนเส้น
พลังชีวิตนั้นเต็มไปด้วยหยกวิญญาณและศิลาวิญญาณมากมาย
ใช่แล้ว พอเก็บหยกวิญญาณเข้าไปในแหวนมิติที่ท่านปู่มอบให้ ก่อนจะเข้า
ไปอาศัยอยู่ในสำนัก เขาก็พบว่ายิ่งเข้าใกล้ใจกลางมากเท่าใด พลังงานในหยก
วิญญาณยิ่งเข้มข้นขึ้นและพอผ่านชั้นของหยกวิญญาณ ก็พบศิลาวิญญาณ
มากมาย ส่องประกายระยิบระยับจนแสบตา
“นี่เป็นแกนเส้นพลังชีวิตสองแกนที่หลานนำกลับมาขอรับ” เสินเทียนหยิบ
แกนทั้งสองออกมาให้คนในบ้านดู หวานเว่ยผู้มองอยู่ข้าง ๆ อดที่จะมองด้วย
ความหลงใหลไม่ได้
ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้ง ความเป็นประกายงดงามของมันยังคงดึงดูดให้อยากมอง
ไปอีกนาน
แกนเส้นพลังชีวิตสองแกนนี้ขนาดใหญ่กว่าของเยว่ฉี ทว่าพลังที่สัมผัสได้
กลับน้อยกว่ามาก
“เป็นแกนพลังชีวิตจริง ๆ แค่มีเจ้านี่ตระกูลเราก็สามารถสร้างผู้ฝึกปราณ
ขั้นเซียนได้นับร้อยคน ส่วนผู้ฝึกปราณขั้นเก้าสร้างได้เป็นพันคน !!” เสินฟู่หมิง
รู้สึกฮึกเหิม พอคิดว่าอีกไม่นานตระกูลเสินจะแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งกว่า
ตระกูลมู่เขาก็ไม่อาจกักเก็บความรู้สึกยินดีเอาไว้ได้อีก
ตระกูลนั้นบังอาจใช้วิธีสกปรกจ้องจะทำร้ายหลานชายเขาอยู่บ่อยครั้ง หาก
มีโอกาสตนจะต้องเอาคืนให้สาสม!!
“แม่นางหวานเจ้ามีตระกูลอยู่หรือไม่?” เสินฟู่หมิงหันไปหาหวานเว่ย คน
ถูกถามถึงกับสะดุ้ง ตอบกลับเสียงหนักแน่น
“ไม่มีเจ้าค่ะ ข้าเป็นเพียงผู้ฝึกปราณธรรมดา”
“ไม่มีตระกูลแต่กลับก้าวขึ้นมาถึงขั้นนี้ได้ ถือว่ามีพรสวรรค์ ไม่สนใจเข้า
ร่วมตระกูลเสินหรือ?” หวานเว่ยตาโต หันไปมองเสินเทียน
ชายหนุ่มเพียงยกยิ้ม แล้วหันไปหาท่านปู่
“ท่านปู่ ท่านควรลดนิสัยเห็นใครมีความสามารถก็เอ่ยปากชวนเข้าตระกูล
ลงบ้าง แม้นางจะไม่ใช่คนของตระกูลนางก็ยังถือว่าเป็นสหายของหลาน”
เสินเทียนไม่เข้าใจตนเองว่า เหตุใดถึงได้เชื่อในตัวสตรีตรงหน้ามากถึงเพียง
นี้ ทั้งที่พึ่งรู้จักกันไม่นาน อาจจะด้วยฝ่าฟันอันตรายหลายอย่างมาด้วยกัน
รวมถึงสายตาไร้พิษภัยที่มองมาของนาง รวมถึงความเชื่อใจที่เยว่ฉีมมีต่อนาง
ทำให้เขาเชื่อว่า
สตรีผู้นี้จะไม่ทรยศ
เสินฟู่หมิงมองเสินเทียน “หลานปู่ วาจาเจ้าไม่ธรรมดา การที่ปู่อยากได้คน
มีความสามารถเข้าร่วมตระกูลผิดมากหรือ !!”
“โถ่…ท่านปู่พอได้แล้วขอรับ มาคุยเรื่องต่อจากนี้กันก่อน แกนเส้นพลังชีวิต
ทั้งสองนี้ ข้าคิดว่าเยว่ฉีจะมอบให้ครอบครัวเราขอรับ ด้วยเหตุนี้ข้าจึงอยาก
ขอร้องท่านปู่อนุญาตให้หวานเว่ยเข้ามาดูดซับพลังจากแกนทั้งสองนี้”
เสินฟู่หมิงตอบโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ปู่อนุญาต ถึงอย่างไรนางก็ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ค้นพบ” หวานเว่ยได้ยินก็รีบ
เอ่ยปากขอบคุณ เรียกสายตาเอ็นดูจากผู้ใหญ่ทั้งสาม
“แล้วหยกวิญญาณและศิลาวิญญาณเล่า นำออกมาให้ปู่ดูได้หรือไม่”
“ท่านปู่เรื่องหยกวิญญาณและศิลาวิญญาณรอให้เยว่ฉีฟื้นขึ้นมาก่อนค่อย
คุยเรื่องนี้กันดีกว่าขอรับ”
“ได้สิ ปู่ไม่รีบ” เมื่อได้รับรู้เรื่องราวเกือบทั้งหมดแล้ว เสินฟู่ หมิงจึงเบาใจ
ไปหลายส่วน ทั้งยังรู้สึกว่า สตรีข้างกายเสินเทียนผู้นี้ไม่เลวเลย รวมถึงการ
กระทำเล็กน้อยของคนทั้งสองที่มีให้กัน…
หากสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ได้คงดีไม่น้อย
“หลานไปพักผ่อนเถิด พาสหายไปพักที่เรือนว่างด้วย เดินทางกันมาเหนื่อย
ๆ แทนที่จะได้พักกลับถูกคนแก่ดึงตัวมา” ว่าจบก็หันไปหาหวานเว่ย
“แม่หนูอย่าได้ถือสาคนแก่เลยนะ” หวานเว่ยยิ้ม
“ไม่ถือสาเจ้าค่ะ ผู้น้อยรู้สึกสนุกที่ได้พูดคุยกับพวกท่าน” เสินฟู่หมิงพยัก
หน้ายิ้ม ๆ รู้จักถ่อมตนเสียด้วย
“เอาละไปได้แล้ว ปู่เองก็ต้องการพัก”
“ท่านปู่ หลานไม่เห็นว่าท่านปู่จะเหนื่อยเลยนะขอรับ”
“เจ้านี่ !!ยอกย้อนปู่หรือ? ไปได้แล้ว”
เสินเทียนอมยิ้มหลังได้แกล้งคนแก่ หันไปดึงมือหวานเว่ยพาวิ่งออกไปจาก
บริเวณนี้ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสามเห็นพวกเขาถึงกับหันไปมองหน้ากัน พร้อมสายตา
สื่อความหมาย