ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 86 แบ่งปันผลประโยชน์
เมื่อวานหลังโดนหานลั่วอี้เคี่ยวกรำอยู่ค่อนคืน เช้าวันต่อมาเยว่ฉีถึงกับ
กลายเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ได้แต่นอนแหมะอยู่บนเตียง
ทั้งที่ตนต้องเจ็บปวดจากความเก็บกดของสามี แต่คนกระทำกลับยิ้มหน้า
ระรื่นชวนให้หมั่นไส้ เยว่ฉีจึงเอาคืนด้วยการแกล้งโมโห ไม่พอใจที่เขาทำมาก
เกินไป ใบหน้ายิ้มระรื่นมีความสุขพลันเปลี่ยนเป็นสลด เมื่อภรรยาไม่ยอมพูด
ด้วย
“ภรรยา อย่าได้โกรธข้าเลย” น้ำเสียงเบาหวิว ใบหน้าเศร้าสร้อยไม่เข้ากับ
เขาเสียเลย เยว่ฉีต้องพยายามเม้มปากกลั้นไม่ให้เผลอหลุดขำออกมา
หานลั่วอี้ผู้กลัวภรรยาโกรธได้แต่ทำสีหน้าหงอย ๆ พยายามออดอ้อนให้
นางหายโกรธ แต่ด้วยไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรดี เขาถึงกับรู้สึกจนปัญญา
“ภรรยาข้านวดให้ดีหรือไม่?”
“…” ยังคงไร้เสียงตอบรับจากคนรัก หานลั่วอี้ร้อนใจขึ้นมาแล้ว เดินกระวน
กระวายอยู่หน้าเตียงไปมา สายตาเอาแต่มองไปยังเตียงนอนซึ่งมีภรรยานอน
หันหลังไม่ยอมมองหน้ากัน
“ภรรยา…” ชายหนุ่มก้าวไปนั่งลงบนขอบเตียง
จังหวะเดียวกับที่เยว่ฉีพลิกตัวนอนคว่ำหน้าลงบนเตียง เขาถึงกับชะงักไม่รู้
ว่าตอนนี้ภรรยาไม่พอใจอะไรอีกหรือไม่
เยว่ฉีใช้พลังเป็นตาที่สามมองสีหน้าหานลั่วอี้ พลันเห็นสีหน้าทำอะไรไม่ถูก
ของเขา นางต้องอดกลั้นมากแค่ไหนเพื่อไม่ให้หลุดขำออกมา!!
พยายามอดกลั้นพร้อมส่งเสียงออกไป
“จะนวดมิใช่หรือ? ชักช้าอันใดอยู่” เสียงเรียบติดไม่พอใจเล็กน้อยของ
ภรรยา ช่วยคลายความกังวลของเขาไปได้ไม่น้อย
อย่างน้อยภรรยาก็คล้ายไม่ได้โกรธเท่ายามตื่นนอนแล้ว
“ขะ…ข้าจะรีบนวดให้เดี๋ยวนี้”
ฝ่ามือแกร่งวางลงบริเวณเอวแล้วเริ่มออกแรงบีบนวดให้ การกระทำของ
เขาทั้งเงอะงะและไม่มั่นคง กระนั้นนางก็ไม่ได้เอ่ยปากออกไป
กลับรู้สึกว่า การกระทำของเขาน่าเอ็นดูไม่น้อย
ดูสิ ทั้งที่ไม่เคยทำอะไรเช่นนี้ แต่กลับตั้งใจทำพร้อมเอ่ยถามนางเป็นครั้ง
คราวว่า ลงแรงมากไปหรือไม่ เจ็บตรงนี้ใช่หรือไม่
หลังตื่นขึ้นมาแล้วรับรู้ว่าตนกลายเป็นนักหลอมโอสถขั้นแปดนางตกใจมาก
ทว่าอาการตกใจเหล่านั้นได้ถูกแทนที่ด้วยความเจ็บปวด
ดูเหมือนว่าหลังกายเป็นนักหลอมโอสถขั้นแปดแล้ว นอกจากความสามารถ
ด้านพลังจิตจะมากขึ้นแล้ว ยังเหมือนมีความสามารถด้านการต่อสู้เพิ่มขึ้นมา
ด้วย
แต่จะออกมาในรูปแบบใดนั้นคงต้องลองใช้งานดู ตอนนี้นางสัมผัสได้เพียง
เลือนรางจึงไม่ค่อยมั่นใจเท่าใดนัก
“ภรรยาตรงนี้ดีหรือไม่”
“อือ…ดีมาก มือท่านกำลังดี” เยว่ฉีตอบกลับพร้อมมองสีหน้าเขาผ่านพลัง
ของตน สีหน้าหานลั่วอี้ดีขึ้นมากแล้ว ไม่ได้กระวนกระวายเท่าตอนแรก
มือที่ขยับไปมาบริเวณเอวและบั้นท้ายเริ่มซุกซนขึ้นมาอีกครั้ง มือทั้งสอง
กำลังลอดผ่านผ้าเนื้อผ้าเข้ามาใกล้สะโพก นางรีบยื่นมือไปหยุดการกระทำนั้น
พร้อมเอ่ยเสียงเรียบ
“หากท่านไม่เลิกคิด ข้าจะแยกห้องนอน!!” เสียงเด็ดขาดของภรรยาทำเขา
ขนลุกซู่
แยกห้องนอน!! เขาไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น!!
ก่อนจะได้ชิมความหวานจากร่างกายขาวกระจ่าง ความคิดที่ว่าจะแยกห่าง
ยังไม่มี มาตอนนี้ได้ชิมความหวานจากอาหารรสเลิศ มีหรือจะอดใจไม่กินอีก
ครั้งได้ไหว
เขาจะทำใจแยกห้องได้เช่นไร!! เหลวไหลสิ้นดี!!
“ภรรยาข้ายอมแล้ว อย่าได้กล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาอีก” เยว่ฉีมองเขา
มองสีหน้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ ก็ได้แต่เผยยิ้มมุมปาก ถอนหายใจ
“อดกลั้นไว้บ้างร่างกายข้าไม่ได้แข็งแกร่งเท่าท่าน” คำพูดไม่ต่างจากคำ
อนุญาต หานลั่วอี้เงยหน้ามองภรรย โถมร่างกายเข้าใส่ ซุกซบบริเวณซอกคอ
ขาว โอบกอดภรรยาเต็มรัก
คนถูกกอดเปลี่ยนมานอนหงายบนเตียง
“ขอบใจภรรยา” ไม่รู้ว่าเขาขอบคุณเรื่องใด แต่มือเรียวสวยก็ยกขึ้นตบหลัง
สามีเบา ๆ
สุดท้ายนางก็ไม่สามารถโกรธชายผู้นี้ได้นาน…
หลังเคลียร์ใจกันเสร็จแล้ว เยว่ฉีได้ดื่มนำแห่งชีวิตเข้าไปอึกหนึ่งเพื่อฟื้นฟู
ร่างกาย ยังดีที่น้ำแห่งชีวิตช่วยให้อาการปวดเมื่อยและความรู้สึกเสียดสีบริเวณ
นั้นหายไป ไม่เช่นนั้นนางคงไม่มีหน้าออกไปพบผู้คน
พอเปิดประตูห้องออกมาสิ่งแรกที่เข้ามากระทบร่าง คือร่างเล็ก ๆ ของ
เด็กชายคนหนึ่ง
“พี่สะใภ้คิดถึงขอรับ!!” หานลั่วซานโถมตัวเข้ากอดหญิงสาว เยว่ฉีหลุบตา
มองพร้อมยกยิ้ม
“ลั่วซาน” มือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะกลมเล็ก เด็กชายตัวน้อยหัวเราะคิกคัก
ชอบใจ เงยหน้ามองยิ้ม ๆ
“พี่สะใภ้ลั่วซานเก่งขึ้น” ว่าจบก็ถอยหลังออกห่าง มือเท้าเอวเชิดหน้าขึ้น
อย่างภูมิใจ
เยว่ฉีสังเกตเห็นแล้วว่าหานลั่วซานกลายเป็นผู้ฝึกปราณขั้นสาม อายุเท่านี้ก็
เป็นผู้ฝึกปราณขั้นสามแล้ว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะปราณกำเนิดของเขาเกิดจาก
การดื่มน้ำแห่งชีวิต
“ลั่วซานเก่งมาก” พอได้เสียงเอ่ยชม สีหน้าเด็กชายยิ่งเบิกบาน เยว่ฉียื่นมือ
ไปให้ หานลั่วซานมองเข้าใจได้ทันที ยื่นมือไปจับมือเยว่ฉี
แล้วทั้งสามคนก็เดินไปด้วยกัน
บรรยากาศระหว่างทั้งสามอบอุ่นมาก เด็กชายตัวน้อยยิ้มแย้มสดใส
สนุกสนาน พูดจ้อไม่หยุด ทั้งเรื่องที่ฝึกอยู่ตอนนี้ ท่านลุง ท่านป้าที่ใจดี และอื่น
ๆ อีกหลายอย่าง ดูท่าจะเข้ากับคนในครอบครัวเสินได้อย่างดี
“มากันแล้วหรือ? มา ๆ มากินข้าวกันก่อน” เสินฟู่หมิงเชื้อเชิญคนทั้งสาม
ที่เดินมาถึงจุดทานข้าว บริเวณนี้อยู่ใกล้กับศาลากลางน้ำ มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา
และลานขนาดเล็ก
ได้ยินเสียงน้ำตกจำลอง และเสียงน้ำไหลกระทบหิน บรรยากาศเย็นสบาย
เหมาะสำหรับการผ่อนคลาย ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเช้า
เยว่ฉีรู้จักสถานที่นี้ได้อย่างไรนะหรือ? ความจริงแล้วหานลั่วซานเป็นคนพา
มา
หญิงสาวยิ้มรับคำเชิญ จากนั้นทั้งสามคนก็เดินไปหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ มี
เก้าอี้สำหรับหานลั่วซานด้วยหนึ่งตัว มองออกเลยว่าเด็กชายได้รับการปฏิบัติที่
ดีมาก
“เยว่ฉีนี่เจ้า!!” ทันทีที่หย่อนตัวลงนั่ง คนที่สังเกตความเปลี่ยนแปลงได้ก่อน
ใคร คือเสินฟู่หมิง ชายอาวุโสยกมือขยี้ตาแล้วจ้องนางอย่างละเอียดอีกครั้ง
“นักหลอมโอสถขั้นแปดจริง ๆ !!” แล้วโดยรอบก็ตกอยู่ในความเงียบ มี
เพียงเสินเทียนที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พึงพอใจกับปฏิกิริยาของครอบครัว
หานลั่วซานมองซ้ายขวา ก่อนจะเอ่ยทำลายบรรยากาศ
“ท่านปู่พี่สะใภ้แข็งแกร่งมากหรือขอรับ”
เสินฟู่หมิงหันไปตอบ
“ใช่แล้วลั่วซาน พี่สะใภ้ลั่วซานแข็งแกร่งมาก” เด็กน้อยดวงตาเป็นประกาย
หันไปหาเยว่ฉี
“พี่สะใภ้สุดยอด!!”
จากนั้นเยว่ฉีก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง รวมถึงเรื่องที่กลายเป็นนักหลอม
โอสถขั้นแปดได้ยังไง
คนฟังถึงกับถอนหายใจในความโชคดีอันมากล้นของนาง
“ยังคงเป็นคนที่ทำให้ประหลาดใจได้อยู่เสมอ” เสินฟู่หมิงเอ่ย เขาถึงกับ
ส่ายหัวจนใจ ไม่คิดว่าในโลกจะมีคนโชคดีมากถึงเพียงนี้อยู่ด้วย
เยว่ฉียิ้มรับไม่ตอบคำ จากนั้นก็เริ่มรับประทานอาหาร ระหว่างกินข้าวได้มี
การพูดคุยเกี่ยวกับหยกวิญญาณและศิลาวิญญาณ รวมไปถึงแกนเส้นพลังชีวิต
อีกสองแกน
หลังผ่านการพูดคุยมาอย่างยาวนานความคิดเห็นของคนทั้งหมดก็เข้ารูป
เข้ารอย เยว่ฉีไม่ได้สนใจแกนเส้นพลังสองแกนนั้น เพราะถึงยังไงนางก็ได้
มาแล้วหนึ่งแกน อีกทั้งยังแข็งแกร่งกว่าสองแกนนั้นมาก จึงมอบให้ตระกูลเสิน
ไป
หยกวิญญาณและศิลาวิญญาณก็แบ่งออกเป็นสี่ส่วน เยว่ฉีกับสามีสองส่วน
เสินเทียนหนึ่งส่วน และหวานเว่ยหนึ่งส่วน
ตกลงกันแล้วเสร็จทุกอย่าง ทางตระกูลเสินก็เริ่มจัดเตรียมห้องสำหรับไว้ให้
ศิษย์ของตระกูลเข้าไปดูดซับพลังจากของวิเศษที่พึ่งได้รับมาทันที
สิ่งสำคัญของตระกูลใหญ่รองจากชื่อเสียงเงินทองแล้ว ความแข็งแกร่ง
จะต้องไปด้วยกัน ไม่อย่างนั้นอาจถูกศัตรูทำลายได้โดยง่าย
และเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นก็ทำให้พวกเขารู้ซึ้งถึงเจตนาที่แท้จริงของตระกูล
มู่
หลังทานข้าวเสร็จเยว่ฉีได้ถามผู้อาวุโสเสินเกี่ยวกับกิจการขายโอสถ ตอนนี้
นางเป็นนักหลอมโอสถขั้นแปดแล้ว จึงอยากฝึกหลอมโอสถให้มากขึ้น จะได้
ฝึกฝนและความคุมพลังที่เพิ่มขึ้นมหาศาลในเวลาอันสั้น แต่จะหลอมออก
มาแล้วเก็บใส่ขวดโหลไว้ก็กระไรอยู่
เยว่ฉีจึงคิดหาผลประโยชน์จากการฝึกฝนนี้ อีกทั้งเงินในมือก็เหลือไม่มาก
แล้ว จึงอยากเก็บสะสมเพิ่ม
แน่นอนว่าผู้อาวุโสเสินยินดีมาก ทั้งยังบอกว่าหากต้องการสมุนไพรใดเป็น
พิเศษ สามารถบอกทางตระกูลเสินได้ พวกเขาจะหามาให้
หลังพูดคุยเรื่องค้าขายโอสถ และแบ่งปันกำไรได้แล้ว เยว่ฉีพลันนึก
บางอย่างออก
“ลั่วอี้ ซากกบตัวนั้นท่านยังเก็บไว้หรือไม่?” หานลั่วอี้พยักหน้าเอ่ย
“เก็บไว้” หญิงสาวพยักหน้าขึ้นลง หันไปทางเสินฟู่หมิง
“ท่านปู่เสิน ข้ามีบางอย่างอยากขอร้องท่าน” เพราะสนิทกันมากแล้ว เสิน
ฟู่หมิงจึงบอกให้เยว่ฉีและหานลั่วอี้เรียกตนเช่นเดียวกับที่เสินเทียนเรียก ทั้ง
สองคนไม่ขัดความต้องการของคนแก่จึงเรียกท่านปู่ตามที่เขาต้องการ
“ว่ามาเลย” เสินฟู่หมิงเอ่ยยิ้ม ๆ
“อย่างที่ท่านทราบ พวกข้าล้มกบทลายผาได้ตนหนึ่ง หัวใจของกบขายได้
ราคาดี ข้ากับหานลั่วอี้ก็ไม่ต้องการเก็บไว้ใช้เอง ท่านปู่เสินคิดเห็นเช่นไร”
“หัวใจกบทลายผา แม้จะถือว่าเป็นยาดีสำหรับผู้ฝึกปราณแต่ก็ร้ายแรงมาก
เพราะหากระหว่างดูดซับเกิดความผิดพลาดขึ้นอาจส่งผลให้ธาตุไฟเข้าแทรก
ได้”
ได้ยินประโยคนี้เยว่ฉีถึงกับคิดตาม แต่ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นยาดีไม่ใช่
หรือ? บางทีท่านอาจจะรู้ความลับอย่างอื่นนอกจากนี้ หรือมีวิธีช่วยให้หานลั่วอี้
ไม่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก ถึงอย่างไร นางก็ไม่เชื่อว่าเขามีจิตคิดร้ายกับนางและ
สามี
คิดตกแล้วก็หันมาตั้งใจฟังคำพูดเจ้าบ้านตระกูลเสิน
“หัวใจกบทลายผาไม่เหมาะกับเสินเทียนหลานชายข้า อีกทั้งยังไม่มี
ประโยชน์ต่อแม่นางหวาน ส่วนคนอื่น ๆ ในครอบครัวก็ไม่มีประโยชน์ ข้ามี
ความคิดว่าขายดีกว่า”
“ท่านปู่เสินความคิดหลักแหลม ข้าเองก็มีความตั้งใจว่าจะขาย” พอได้ยิน
คำตอบรับ เสินฟู่หมิงคล้ายรู้สึกว่า นางมีความตั้งใจจะขายตั้งแต่แรก แล้วเหตุ
ใดถึงต้องพูดจาอ้อมค้อม!!
“เช่นนั้นก็ขาย”
“ข้าเห็นด้วย ข้าขอรบกวนให้ตระกูลเสินช่วยเป็นตัวกลางในการค้าขายได้
หรือไม่? หากค้าขายในนามข้าคงเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น”
เสินฟู่หมิงมองใบหน้างดงามของหญิงสาว พลันเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ขึ้นมาทันที
นางเพียงต้องการให้ตระกูลเสินออกหน้า ไม่ใช่ว่าต้องการความคิดเห็นของ
ตนจริง ๆ ถึงจะเข้าใจแล้วก็ไม่คิดเปิดเผย ตกลงทำตามที่นางต้องการ
“ได้ ตระกูลเสินจะรับผิดชอบเอง มีของดีเช่นนี้จัดการประมูลคงดีกว่าขาย
ออกไปง่าย ๆ คนมีเงินในดินแดนนี้มีไม่น้อย คงมีหลายตระกูลยอมควักเงินก้อน
โตออกมาซื้อ”
“เยี่ยมไปเลย ข้าเองก็หวังเช่นนั้น ส่วนเรื่องโอสถ ไว้ข้ากลับสำนักแล้วละ
ฝึกหลอมแล้วส่งมาให้ตระกูลเสิน”
“เข้าใจแล้ว”
ผู้คนที่นั่งอยู่โดยรอบได้แต่นั่งฟังเยว่ฉีคุยกับเสินฟู่หมิงเงียบ ๆ พร้อมรู้สึก
ชื่นชมที่นางสามารถคุยกับผู้แข็งแกร่งได้โดยไม่รู้เกรงกลัวทั้งยังเป็นกันเอง