ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 87 ใกล้ศึกจัดอันดับแล้ว
พักอาศัยอยู่ที่ตระกูลเสินประมาณหกวันก็ถึงวันที่พวกเขาต้องเดินทางกลับ
สำนัก
เยว่ฉีเอ่ยลาหานลั่วซานพร้อมมอบหินสื่อสารให้ บอกเด็กชายตัวน้อยว่า
หากคิดถึงพี่สะใภ้และพี่ใหญ่สามารถใช้เจ้าสิ่งนี้ติดต่อมาได้เสมอ
เด็กชายตัวน้อยมีความสุขมากหลังได้ยิน สีหน้าเบิกบานมีความสุขหลังรู้ว่า
สามารถพูดคุยกับทั้งสองคนได้ตลอด
ระหว่างนี้ทางตระกูลเสินก็ได้เตรียมตัวสำหรับจัดงานประมูลหัวใจกบทลาย
ผา และขายเนื้อของสัตว์อสูรระดับนายพล เนื้อสัตว์อสูรมีพลังวิญญาณแผงอยู่
สามารถขายได้ราคาดี
ข่าวนี้สร้างความเปลี่ยนแปลกขึ้นในเมืองโม่ชิง ไม่เพียงเท่านั้น เมืองละแวก
ใกล้เคียงต่างก็ต้องการมีส่วนร่วมในการประมูลหัวใจสัตว์อสูรระดับนายพลใน
ครั้งนี้
ในขณะที่ตระกูลเสินกำลังคึกคัก ต้นเหตุของเรื่องราวก็เดินทางมาถึงสำนัก
เซียนหลงแล้ว
ทั้งสี่คนเดินทางทีละก้าวตั้งแต่บันไดขั้นแรก มาจนบันไดขั้นบนสุด ทันทีที่
มาถึงก็กลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาทันที
“พวกเขาใช่ไหม? ที่ค้นพบสัตว์อสูรหายาก”
“สตรีผู้นั้นคือนักหลอมโอสถสินะ ข้าอยากขอให้นางหลอมโอสถให้”
“บุรุษผู้นั้นหล่อเหลามาก คนที่สามารถล้มศิษย์พี่ได้”
“หนึ่งในพวกเขาอาจจะเข้าชิงสิบอันดับแรกของรายชื่อผู้แข็งแกร่งก็ได้”
“หากเป็นจริงศิษย์ใหม่อย่างพวกเราคงได้หน้าแล้ว เพราะยี่สิบอันดับแรก
ไม่เปลี่ยนแปลงมาสองปีแล้ว”
เสียงพูดคุยต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับพวกเขา ไม่ได้ดึงความสนใจได้มากเท่า
เปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้แข็งแกร่ง
หลังได้ยินคำพูดนี้หัวคิ้วสวยถึงกับขมวดเข้าหากัน
“หมายความว่าเช่นไร?” เสินเทียนได้ยินเสียงพึมพำจึงเอ่ยตอบ
“สำนักเซียนหลง จะมีงานหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับสำนัก เป็นสิ่งที่ทาง
สำนักจะจัดขึ้นทุกปี เรียกว่า ศึกจัดอันดับ สำหรับคนที่สามารถก้าวไปยืนอยู่ใน
รายชื่อสิบอันดับแรกจะได้รับของวิเศษมากมายตามลำดับที่ตนสามารถขึ้นไป
ยืน”
“ของรางวัลคงดีไม่น้อยสินะ”
“ดีมาก !!” เสินเทียนดวงตาเป็นประกาย เขาเองก็อยากเข้าร่วมเช่นกัน
อยากรู้ว่าในบรรดาศิษย์มากมาย ตนมีความสามารถอยู่ในลำดับใด
“ว่ากันว่า มีตั้งแต่หยกวิญญาณระดับสูงที่สุดสิบก้อน ศิลาวิญญาณ
ระดับกลาง พืชวิญญาณระดับสูง ไปจนถึงโอสถระดับเก้าคุณภาพดี” ได้ยินคำ
ว่าโอสถระดับเก้าคุณภาพดี เยว่ฉีพลันสนใจขึ้นมาแล้ว
โอสถระดับเก้า เป็นระดับที่ตอนนี้นางไม่มีทางหลอมออกมาได้ อย่าว่าแต่
ระดับเก้าเลย ขนาดระดับแปดยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถหลอมออกมาได้สักเม็ด
ไหม
“เสินเทียนเรื่องนี้ต้องมีติดอยู่บนกระดานประกาศใช่หรือไม่?”
“ปกติควรเป็นเช่นนั้น” ได้รับคำยืนยัน เยว่ฉีก็คว้าจับมือสามีแล้วพาวิ่งไป
ยังกระดานประกาศทันที
ทิ้งให้คนตอบคำถามมองตามตาปริบ ๆ ได้แต่เดินตามหลังไปอย่างช่วย
ไม่ได้
ใช่เวลาไม่นานก็มาถึงกระดานประกาศ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหานาน แค่
เข้าใกล้ก็มองเห็นกระดาษแผ่นใหญ่แปะเด่นหราอยู่บนกระดาน บนนั้นมี
รายละเอียดการแข่งขัน วันเวลาเปิดรับสมัคร
แถมปีนี้ยังพิเศษมากกว่าทุกปี ยี่สิบอันดับแรกของรายชื่อผู้แข็งแกร่ง ทาง
สำนักจะพาไปยังดินแดนระดับสูง !!
ได้ยินว่าดินแดนระดับสูง ดวงตานางยิ่งเป็นประกาย
ดินแดนระดับสูงหรือ? นางอยากไปดูสักครั้ง ขนาดดินแดนระดับกลางยังมี
สิ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากถึงเพียงนี้ หากเป็นดินแดนระดับสูงไม่อยากจะคิดเลยว่า
จะมีอะไรให้ตื่นเต้นอีกบ้าง
แต่ยี่สิบอันดับแรกหรือ? ไม่รู้ว่าความสามารถของนางตอนนี้จะสามารถขึ้น
ไปถึงยี่สิบอันดับแรกได้หรือไม่
ไม่สิ จะตัดสินใจไปเองตอนนี้ไม่ได้ มีแต่ต้องพยายามเท่านั้น หากสู้กันซึ่ง ๆ
หน้าแล้วไม่ได้ผล คงต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย
หานลั่วอี้มองสีหน้าเดี๋ยวดีใจ เดี๋ยวกังวลของภรรยาด้วยความสงสัย จึงเอ่ย
ถามออกไป
“ภรรยาเป็นอะไรหรือ”
“ลั่วอี้ ข้ากังวลว่าจะไม่สามารถเข้าไปอยู่ในรายชื่อยี่สิบอันดับแรกได้ ข้า
อยากไปดินแดนระดับสูง” ชายหนุ่มพลันยกยิ้มมุมปาก
นึกว่าภรรยาเป็นอะไรไปเสียอีก ที่แท้กำลังกังวลเรื่องการแข่งขัน
มีเวลาเหลืออีกประมาณสองเดือนสองการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ยังพอมีเวลาให้
เรียนรู้และฝึกฝนอยู่บ้าง แถมนางยังเป็นถึงนักหลอมโอสถ ความสามารถใน
การจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวนั้นมีมากกว่าผู้ฝึกปราณขั้นเดียวกันเสียอีก ภรรยา
สามารถเอาชนะได้แน่
การต่อสู้แบบกลุ่มภรรยาอาจจะเสียเปรียบ แต่การต่อสู้แบบตัวต่อตัวนั้น
ต่างกัน คนที่มีระยะการโจมตีไกลกว่า และแยบยลกว่ามักเอาชนะได้โดยไม่
จำเป็นต้องใช้กำลังมาก
“ภรรยายังพอมีเวลา ลองปรึกษาอาจารย์ ท่านอาจจะมีทางช่วยเหลือ”
เพราะท่านแข็งแกร่ง เขาเชื่อว่าด้วยความสามารถของอาจารย์จะต้องสอนสั่ง
ภรรยาได้ดี ขนาดตัวเขายังรู้สึกกว่า วิธีการสอนของอาจารย์ให้ผลลัพธ์ดีกว่า
การเรียนตามตำราปกติหลายเท่าตัว
“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกัน ถึงตอนนั้นหากไม่สามารถปืนขึ้นไปได้จริง ๆ ก็ให้
ถือว่าได้ทำเต็มที่แล้ว”
“เช่นนี้ถึงจะเหมาะกับเจ้า” ชายหนุ่มหยักยิ้มอ่อนโยน ยกมือขึ้นลูบผมนุ่ม
สลวย
“เลิกขมวดคิ้วได้แล้ว การแสดงออกเช่นนี้ไม่เหมาะกับเจ้าเอาเสียเลย”
เสินเทียนและหวานเว่ยที่เดินมาเห็นทั้งสองคน “…”
ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าเป็นเช่นไร แต่ตอนนี้พวกเขารู้สึกสำลักอาหาร
สุนัขเสียแล้ว
ศึกจัดอันดับเป็นตัวช่วยกระตุ้นได้อย่างดีเยี่ยม หลังกลับมาถึงห้อง ทั้งสี่คน
ก็แยกย้ายกันไปฝึกฝน ดีที่รอบ ๆ บ้านมีคาถาป้องกันเสียงและป้องกันการสอด
แนมจากบุคคลภายนอก ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนแอบดูหรือแอบฟังว่าพวก
เขากำลังทำอะไรอยู่
และเพราะหลังจากเช่าบ้านแล้วพวกเขาหายไป ทั้งยังไม่ได้มีการไปแจ้ง
ออกจากห้อง จึงต้องใช้ค่าเช่าย้อนหลังทั้งที่ไม่ได้อยู่ เสินเทียนและหวานเว่ยมี
แต้มพอสำหรับค่าเช่าห้าเดือน และเหลือแต้มอยู่เล็กน้อยสำหรับใช้ชีวิตอยู่ใน
สำนัก จากนี้หลังฝึกฝนเสร็จต้องไปหาแต้มกันบ้างแล้ว
ฝ่ายเยว่ฉีมีแต้มเหลือเฟือ นางจึงไม่เดือดร้อนอะไร แต่ก็ต้องการแต้ม
เช่นเดียวกัน
ทั้งสี่คนจึงนัดกันว่า หลังเก็บตัวฝึกฝนกันพอประมาณแล้วจะเข้าไปหุบเขา
หลังสำนัก เพื่อล่าสัตว์อสูรมาแลกเป็นแต้มและฝึกฝนการต่อสู้ไปในตัวด้วย
ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน นัดแนะว่าอีกครึ่งเดือนจากนี้ให้มาพบกันที่หน้า
บ้านหานลั่วอี้
“ลั่วอี้ เรายังไม่ได้เข้าไปฝึกในห้องเส้นพลังปราณ วันนี้พวกเราเข้าไปที่นั่นดี
หรือไม่? จัดการเรื่องนี้แล้ว ข้าว่าจะเข้าไปฝึกในมิติ เพราะที่นั่นสามารถปรับ
เวลาให้เร็วกว่าเวลาด้านนอกได้”
“ข้าเห็นด้วยกับความคิดภรรยา” เยว่ฉียิ้มแป้น จับมือสามีแล้วเดินไปยัง
จุดหมายด้วยกัน
ทั้งสองคนใช้เวลาไม่นานก็มาถึงห้องเส้นพลังปราณ หานลั่วอี้ยื่นป้ายให้คน
เฝ้าทางเข้าดูพออีกฝ่ายเห็นก็มองเขา พลางครุ่นคิดแล้วเอ่ยถาม
“เจ้านี่เองเด็กใหม่ที่สามารถเอาชนะศิษย์เก่าได้ ผู้ฝึกปราณขั้นเก้าสินะ
เก่งกาจมากจริง ๆ ” ชายคนนั้นเอ่ยยิ้ม ๆ หลังนึกออก
เขาทำหน้าที่เฝ้าหน้าประตูมานาน ยังไม่เคยเห็นหน้าคนที่ได้รับแผ่นป้ายนี้
ไม่คิดว่าผ่านมาสี่เดือนอีกฝ่ายถึงพึ่งปรากฏตัว ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้เวลาสักพัก
กว่าจะจำได้
สิ่งที่เรียกว่าห้องเส้นพลังปราณ ถูกสร้างเป็นชั้นลึกลงไปใต้ดิน ยิ่งลงไปชั้น
ลึกมากเท่าใด ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความหนาแน่นของพลังปราณซึ่งถูกรวมเอาไว้
ภายในห้อง ด้วยวิธีการลับของทางสำนัก
ใช้เวลาเดินทางจากทางเข้าลงมาตามบันไดประมาณสิบชั้นพวกเขาก็มาถึง
ห้องที่ว่า
“ในห้องจะมีแท่นไว้สำหรับเสียบป้ายตัวนี้ หลังเข้าไปแล้วห้องจะปิดตัวลง
ทันที พอถึงกำหนดเวลาแล้ว หากพวกเจ้าไม่ยอมออกมา กลไกภายในห้องจะ
ดีดพวกเจ้าออกมาด้านนอกเอง ขอให้ฝึกฝนด้วยความตั้งใจ” ศิษย์พี่ผู้นำทาง
อธิบายการใช้งานให้ฟังคร่าว ๆ แล้วเดินกลับไป
ตรงหน้าทางเข้าจะมีหลุมขนาดพอดีกับตัวป้าย หานลั่วอี้วางป้ายลงไป
ประตูห้อง จากนั้นประตูห้องก็เปิดออก
ทั้งสองสัมผัสได้เพียงพลังงานบางเบา หลังเข้าไปในห้องแล้วประตูก็ปิดตัว
ลงในทันที
อย่างที่ศิษย์พี่คนนั้นพูด กลางห้องมีแท่นสูงขึ้นมาเหนือพื้น ทั้งสองคนก้าว
เข้าไปนั่งข้างแท่น จากนั้นเสียบป้ายลงไปตามคำแนะนำ
พลังปราณบางเบาที่สัมผัสได้ตอนแรกเปลี่ยนเป็นเข้มข้นขึ้นมาทันที
สิ่งที่สัมผัสได้ทำเอาเยว่ฉีประหลาดใจ
“นี่มันไม่ต่างจากพลังจากเส้นพลังชีวิตใต้ดินเลย”
“ทางสำนักคงมีมันไว้ในครอบครอง”
เยว่ฉีพยักหน้าคิดตาม
“นั่นสิ สำนักมีชื่อขนาดนี้คงมีครอบครองเป็นแน่ เรารีบฝึกเถิด เวลาหนึ่ง
วันไม่ถือว่านาน”
แล้วทั้งสองคนหลับตานั่งสมาธิ
ทั้งสองคนกำลังฝึกฝน ศิษย์ในสำนักคนอื่น ๆ เองก็ไม่ต่างกันและในขณะที่
ทุกคนกำลังขะมักเขม้นที่จะเป็นหนึ่งในยี่สิบคนแรก คนจากดินแดนระดับสูงก็
กำลังเดินทางมา
“หมิงเทียนหลินไปดินแดนระดับกลางครั้งนี้เจ้าช่วยแบ่งศิษย์มากฝีมือให้ข้า
บ้าง” เสียงหยอกล้อของสหายคนสนิทเรียกสายตาเรียบนิ่งให้หันไปมอง
ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าหมิงเทียนหลิน หยักยิ้มมุมปากเอ่ยเสียงเรียบ “คง
ต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถหรือไม่”
คนฟังถึงกับรู้สึกหมั่นใส่ ส่งเสียงขึ้นจมูก “หากเจ้าแสดงฝีมือ ไม่ว่าใครก็
ต้องการตามติดเจ้า ตัวข้าจะมีโอกาสได้เช่นไร”
“เจ้ารู้อยู่แล้ว แล้วจะมาขอร้องข้าให้ได้อะไรขึ้นมา”
“หมิงเทียนหลิน ข้าคือสหายเจ้า เจ้าเห็นแก่ที่ข้าเป็นสหายบ้างไม่ได้หรือ
!?”
“คงไม่ได้”
“หมิงเทียนหลิน เจ้ามันคนใจดำ หากไม่มีข้าคิดว่าเจ้าจะมีสหายหรือ!!”
“ข้าขอร้องเจ้าหรือ? เป็นเจ้าที่ติดตามข้ามาเอง” คนพูดหยักยิ้มมุมปาก
เล็กน้อย ดวงตาหรี่ลง
คนฟังถึงกับรู้สึกหงุดหงิด เจ้าบ้านี่ เหตุใดถึงชอบใจร้ายกับตนอยู่เรื่อย
“ข้าไม่คุยกับเจ้าแล้ว !!”
“ตามใจเจ้า” คำพูดไม่ยินดียินร้ายจากปากสหาย ทำสองขาที่กำลังหันหลัง
กลับหยุดชะงัก หันกลับมายืนข้างกายหมิงเทียนหลินเช่นเดิม
“ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะไม่ไปไหน จะอยู่ก่อกวนเจ้า” หมิงเทียนหลินหยัก
ยิ้มมุมปาก ฝ่ามือแกร่งยกขึ้นสัมผัสเอวอีกฝ่ายดึงเข้าหาตัวเร็ว ๆ ครั้งหนึ่ง
“เช่นนั้นก็อยู่เถิด” คนข้าง ๆ ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีก
ทว่าในจุดที่ไม่มีใครเห็นริมฝีปากเขายกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย