ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 90 คนจากดินแดนระดับสูง
ท่านอาจารย์เอาจริง
คือสิ่งที่แวบเข้ามาในหัวหลังฝึกฝนตามคำสั่งของท่าน
นางต้องหลอมโอสถระดับเจ็ดและแปดให้ได้วันละสี่เม็ดทุกวัน (นับวันตาม
เวลาในมิติ) จากนั้นต้องฝึกใช้พลังจิตในการต่อสู้ และพลังปราณธาตุไฟซึ่งปกติ
จะใช้สำหรับหลอมโอสถอย่างเดียว
หลังขึ้นมาเป็นนักหลอมโอสถขั้นแปด พลังปราณที่เคยทำได้เพียงใช้หลอม
โอสถก็สามารถนำมาใช้ต่อสู้ได้เสียที ต่อจากนี้ก็สามารถต่อสู้เคียงข้างหานลั่วอี้
ได้แล้ว
การฝึกใช้พลังปราณสำหรับต่อสู้ของเยว่ฉีเรียกได้ว่าเรียนรู้ได้เร็ว ด้วยตัว
นางเป็นนักหลอมโอสถผ่านการฝึกควบคุมพลังปราณโดยละเอียดมาแล้ว พอ
ต้องมาใช้พลังปราณในการต่อสู้จึงสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้เร็ว
การฝึกต่อสู้นั้นสนุกมากแทบจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ทว่าส่วนที่ยากที่สุดใน
การฝึกฝนคือการหลอมโอสถ
เพราะโอสถระดับสูง สมาธิ พลังจิต และการควบคุมพลังปราณให้ละเอียด
นั้นยากมาก หากสมาธิหลุดเพียงนิด หรือว่อกแว่กคิดเรื่องอื่น โอสถที่กำลัง
หลอมอยู่ในเตาก็จะเสียหายและใช้งานไม่ได้ทันที
เล่นเอานางเหนื่อยมากทุกวัน แต่นอกเหนือจากความรู้สึกเหนื่อยจวนเจียน
อยากจะขาดใจตายนั้นมีข้อดีอยู่
การหลอมโอสถช่วยให้นางใช้พลังจิตและควบคุมพลังปราณได้ละเอียดขึ้น
หลายเท่า
ยิ่งควบคุมพลังปราณได้ดี ผลของวิชาจะยิ่งมีประสิทธิภาพ
“ไฟเยอร์บอล !!”
“จงร่วงหล่น ฝนดาวตกแห่งความพินาศ!!”
คำพูดแปลก ๆ หลุดออกมาจากปากเยว่ฉี นับตั้งแต่ที่นางเริ่มฝึกวิชา
สำหรับใช้ต่อสู้
ในตอนที่กำลังจะปลดปล่อยบอลไฟออกไป นางจะร่ายคาถาไฟเยอร์บอล
ยามต้องการปล่อยพลังไฟลูกเล็ก ๆ นับร้อยลงสู่พื้น นางก็จะเอ่ย จงร่วงหล่น
ฝนดาวตกแห่งความพินาศ
ครั้งแรกที่บุรุษทั้งสองคนได้ยินชื่อไม่คุ้นหู หัวคิ้วของพวกเขาถึงกับขมวดคิ้ว
เข้าหากัน
หานลั่วอี้เอ่ยถามภรรยาด้วยความสงสัยใคร่รู้ เช่นเดียวกับผู้อาวุโสหมิงที่รอ
ฟังคำตอบ
ส่วนต้นตอของความสงสัยก็ทำได้เพียงพยายามหาข้ออ้างมาแก้ตัว
นับตั้งแต่วันนั้น ทุกครั้งที่ฝึกวิชา จะได้ยินชื่อท่าแปลก ๆ ออกมาจากริม
ฝีปากอิ่มเสมอ
พอได้ฟังนานวันเข้า จากความรู้สึกแปลกชวนสงสัยก็กลายเป็น
ความคุ้นเคย ทว่าไม่เคยชิน…
‘ศิษย์ข้า เจ้าเลิกพูดจาแปลก ๆ ระหว่างปล่อยวิชาได้หรือไม่’ เสียงชายชรา
ดูเหนื่อยหน่ายไม่น้อย
เขาไม่อาจทำใจยอมรับชื่อแปลก ๆ เหล่านี้ได้เลย ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกว่ามี
บางอย่างไม่ถูกต้อง
“ท่านอาจารย์ชื่อที่ข้าพูดออกมาออกจะไพเราะ ท่านไม่คิดเช่นเดียวกับข้า
หรือ?” เอ่ยออกไปด้วยความสงสัย ระหว่างพูดคุยกับอาจารย์นางก็ฝึกร่ายคาถา
ไปด้วย
ในมือเรียวสวยมีปราณสีส้มแดงงดงามก่อตัวกัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นก้อนไฟ
ลอยเหนือฝ่ามือ
‘ไม่ คำพูดของเจ้าทำให้วิชาที่ข้าสอนหมดซึ่งความน่าเกรงขาม ทั้งยังดู
ขบขันในสายตาผู้อื่น!!’
เยว่ฉีหน้าบูด
อะไรกัน ชื่อท่าเหล่านี้ออกจะเท่แสนเท่ แถมนางยังชอบมาก!!
‘เจ้าไม่ต้องคิดเป็นอื่น หรือหาทางมาทำให้ข้าใจอ่อน เพราะการที่เจ้าพูด
ชื่อวิชาออกมาระหว่างต่อสู้…’
“จะทำให้ศัตรูรู้และคิดหาทางหลบวิชาของเจ้า” เยว่ฉีพูดแทรกคำพูด
อาจารย์
หลายวันมานี้นางได้ยินคำพูดเดิม ๆ มานับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้จำได้ทุก
ประโยคแล้ว
‘รู้แล้วเหตุใดยังทำเช่นเดิมอีก!!’
ท่านอาจารย์ไม่พอใจจริง ๆ แล้ว
นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอ่ยออกมาว่า
“ท่านอาจารย์ศิษย์รู้เจ้าค่ะ ศิษย์เพียงคิดว่าการพูดออกไปนั้นรู้สึกดีกว่าการ
ไม่พูดออกไป แต่ในเมื่อท่านยืนยันว่าการไม่พูดออกไปส่งผลดีกว่า ศิษย์ก็จะไม่
พูด เพียงแต่…” น้ำเสียงลากยาวของนางทำชายชรารู้สึกไม่ไว้วางใจ
‘เพียงแต่อะไรของเจ้า’
“เพียงแต่ยามอยู่ในมิติศิษย์ขอพูดชื่อท่านะเจ้าคะ” ไม่ว่าเปล่านางซัดพลัง
ในมือออกไปพร้อมส่งเสียงออกมาว่า
“ไฟเยอร์บอล !!”
ผู้อาวุโสหมิง ‘…’
เขาหมดคำจะพูดกับศิษย์คนนี้แล้ว !!
สองสามีภรรยาเยว่หานใช้เวลาตลอดสิบสี่วันฝึกฝนเลือดตาแทบกระเด็น
อยู่ในมิติ ฝึกจนพลังเกือบจะเหือดแห้ง จากนั้นดื่มน้ำแห่งชีวิตเล็กน้อยเพื่อฟื้นฟู
จากนั้นก็ฝึก ดื่ม ฝึก อยู่เช่นนั้นตลอดสิบสี่วัน
สิบสี่วันด้านนอก ทว่าในมิติกลับยาวนานนับเดือน
เพราะหนึ่งชั่วยามด้านนอก เท่ากับสองวันในมิติ
ผลลัพธ์จากการฝึกหนักนั้นเป็นที่น่าพึงพอใจมาก หานลั่วอี้เลื่อนขั้นขึ้นเป็น
ผู้ฝึกปราณขั้นเก้าระดับสูง ส่วนเยว่ฉีเลื่อนขึ้นมาเป็นนักหลอมโอสถขั้นแปด
ระดับสูง
“พวกเจ้าสองคนเก่งขึ้นอีกแล้ว?” เสินเทียนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ไม่เจอหน้ากันเพียงสิบห้าวันสองคนนี้เลื่อนขั้นอีกแล้ว
“ใช่ เจ้าเองก็พยายามเข้าเล่า อย่าปล่อยให้ข้าทิ้งห่างมากเกินไป”
เสินเทียนมองสีหน้ามั่นอกมั่นใจของเยว่ฉี ชายหนุ่มกอดอกเชิดหน้าขึ้น
“ไม่ต้องให้เจ้าบอก ข้าก็พยายามอยู่แล้ว ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าก้าวนำข้ามาก
เกินไป”
“ก็ดี เช่นนั้นไปกันเถิด เหลือเวลาอีกเดือนกว่า ข้าอยากคุ้นเคยกับการต่อสู้
ก่อนถึงเวลาแข่งขัน”
“ได้สิ ข้าเองก็อยากรู้ว่า ความสามารถข้าตอนนี้จะสู้ได้ถึงระดับใด”
กล่าวจบทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าหุบเขาหลังสำนัก ระหว่าง
เดินทางพลันได้ยินเรื่องบางอย่างเข้าพอดี
“คนจากดินแดนระดับสูงใกล้จะถึงแล้ว หากข้าสามารถเข้าไปอยู่ในสายตา
พวกเขาได้คงดีไม่น้อย”
“ข้าก็เช่นเดียวกัน ขอแค่เป็นที่พึงพอใจ อนาคตข้างหน้าคงสดใสไม่น้อย”
“ข้าได้ยินว่าคนที่มาเป็นคุณชายตระกูลหมิง พวกศิษย์พี่ที่เคยพบเจอล้วน
ชื่นชมคุณชายท่านนี้ว่า เป็นคนหนุ่มมีความสามารถ ทั้งยังอ่อนโยนใจดี”
“ไม่เพียงเท่านั้น คุณชายหมิงยังหล่อเหลามากจนหาตัวจับยาก ท่าทาง
สูงส่งและสง่างาม แตกต่างจากคนทั่วไป”
“อีกนานหรือไม่กว่าพวกเขาจะมาถึง”
“ศิษย์พี่บอกว่าจะมาถึงวันนี้ ช่วงยามเว่ย (13.00-14.59 น.) ”
“อีกไม่นานแล้ว เหล่าอาจารย์อนุญาตให้พวกเราเข้าร่วมการต้อนรับด้วย
มิใช่หรือ ข้าจะต้องรีบไปจะได้อยู่ด้านหน้า” ชายคนนั้นกล่าวจบก็รีบวิ่งไปทันที
คู่สนทนาอีกสามคนพลันวิ่งตามหลังไปติด ๆ
เยว่ฉีมองตามไป รู้สึกสนใจคนจากดินแดนระดับสูงอยู่บ้าง ทั้งยังต้องการ
ไปดูว่ามีใบหน้าหล่อเหลางดงาม หรือท่าทางสง่าอย่างที่ศิษย์ใหม่เมื่อสักครู่พูด
หรือไม่
หากไม่ติดว่าตอนนี้อยู่ในช่วงสำคัญคงจะเปลี่ยนเส้นทางแล้วตามหลังศิษย์
ใหม่พวกนั้นไป
“เข้าหุบเขาหลังสำนักสี่คน ชื่อ…” เยว่ฉีเอ่ยบอกชื่อกับศิษย์พี่ผู้เฝ้าประตู
ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในหุบเขาหลังสำนักอีกครั้ง
ครั้งนี้นางไม่ได้เข้าไปเพื่อเสาะแสวงหาโชควาสนา แต่มาเพื่อฝึกฝน
ความสามารถด้านการต่อสู้
“มาแล้ว ๆ พวกเขามาแล้ว!!”
น้ำเสียงตื่นเต้นยินดี ประหม่า และวุ่นวายของเหล่าศิษย์ทำเอาอาจารย์
ทั้งหลายต้องเอ่ยห้ามปรามให้สงบเสงี่ยมและอย่าส่งเสียงวุ่นวายมากเกินไป
เหนือท้องฟ้าของสำนัก บนอากาศไร้ซึ่งสิ่งใด มองขึ้นไปเห็นเพียงท้องฟ้า
สดใส ก้อนเมฆสีขาวลอยละล่อง พลันปรากฏรอยแยก ก่อนจะตามาด้วยเรือลำ
ใหญ่โตมโหฬารแหวกว่ายผ่านช่องว่างออกมาด้านนอก
เรือด้านบนมีทั้งสิ้นสิบสองลำ มีคนใหญ่คนโตจากดินแดนระดับสูงอยู่เพียง
สี่คน ที่เหลือล้วนเป็นคนคุ้มกัน และของที่นำติดไม้ติดมือมาเพื่อมอบให้ศิษย์ที่
ยอมเข้ามาอยู่ในการดูแลของตระกูล
สี่ตระกูลสูงสุดจะผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำในการเดินทางมายังดินแดน
ระดับกลาง คนเป็นผู้นำจะได้รับสิทธิ์ออกคำสั่งและดูแลอีกสามตระกูลที่เหลือ
ทั้งยังได้รับสิทธิ์เลือกศิษย์มีความสามารถเข้าร่วมตระกูลได้ก่อน
มีสิทธิ์เลือกแต่ไม่มีสิทธิ์บังคับ ผู้ถูกเลือกมีสิทธิ์ปฏิเสธคนที่เลือกตนได้ อีก
ทั้งหากมีการเลือกศิษย์คนเดียวกันหลายตระกูล ผู้ถูกเลือกจะได้รับสิทธิ์ในการ
ตัดสินใจว่าจะไปอยู่ตระกูลใด
การทำเช่นนี้นอกจากเพื่อดึงคนมีความสามารถเข้าสู่ตระกูลของพวกเขา
แล้ว ยังเป็นการป้องกันการคุกคามจากดินแดนระดับกลางอีกด้วย
อย่างที่รู้กันว่า ผู้ฝึกปราณขั้นสูงนั้นมีบุตรยากทำให้จำนวนประชากรของ
ดินแดนระดับสูงมีน้อยกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับดินแดนระดับกลาง
แล้วเหตุใดถึงไม่มองไปยังดินแดนระดับล่างด้วย? นั่นเป็นเพราะจำนวนคน
มีความสามารถจากดินแดนระดับล่างไม่สูงมากพอจนต้องให้ความสนใจ
ทว่าดินแดนระดับกลางนั้นไม่ใช่ ทุก ๆ ปีจำนวนการเพิ่มขึ้นของผู้มี
ความสามารถมีแต่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับดินแดนระดับสูง เพื่อป้องกัน
ไม่ให้คนจากดินแดนต่ำกว่ามีกำลังมากพอจะมารุกราน พวกเขาจึงต้องหาทาง
ป้องกันล่วงหน้า
เป็นการหลอกล่อเพื่อเหยียบหัวไม่ให้คนมีสถานะต่ำกว่าขึ้นมาอยู่สูงกว่า
เท่านั้นเอง
หากในอนาคตเกิดมีคนมีความสามารถควบคุมดินแดนระดับกลางปรากฏ
ตัวขึ้นมา อีกทั้งยังมีความคิดอยากจะควบคุมดินแดนระดับสูง เมื่อถึงเวลานั้น
พวกเขาจะได้มีคนเอาไว้รับมือ
แม้วันนั้นที่ว่าอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้นก็ตาม
แม้จะเรียกว่าสี่ตระกูลสูงสุด เป็นผู้แข็งแกร่งจนพาให้ผู้คนหวาดหวั่นเพียง
เอ่ยชื่อ แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่คนในดินแดนระดับต่ำกว่าเข้าใจกันไปเอง ความ
เป็นจริงในดินแดนระดับสูงยังมีอะไรมากกว่านั้น
มีหลายตระกูลที่ต้องการก้าวขึ้นมาแทนที่สี่ตระกูลหลัก กลบฝังพวกเขา
และเปลี่ยนตระกูลของตนขึ้นมาแทนที่
ถึงจำนวนของวิเศษ หยกวิญญาณ ศิลาวิญญาณจะมากกว่าสองดินแดนที่
เหลือ ทว่าการจะตามหามาไว้ในครอบครองก็ยังถือว่าทำได้ยากไม่ต่างกัน อีก
ทั้งคนจากดินแดนนี้ยังโหดเหี้ยม อำมหิต จิตใจบิดเบี้ยว กระหายในอำนาจ
ชื่อเสียง และความแข็งแกร่งมากกว่าสองดินแดนด้านล่างเสียอีก
ชื่อเสียงและความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง ความเชื่อนี้ถูกฝังลึกอยู่ในจิตใจของ
ผู้คนส่วนใหญ่ในดินแดนระดับสูง จนกลายเป็นการแข่งขันซึ่งนำมาสู่อันตราย
อันยากจะคาดเดา
“หมิงเทียนหลินเจ้าดูสิ เมล็ดพันธุ์ดี ๆ ไม่น้อยเลย” หม่าลู่เสียนสหายคน
สนิทเอ่ยยิ้ม ๆ เจ้าหมาน้อยผู้ยิ้มแย้มมองลงไปด้านล่างด้วยสายตาใส ยกมือขึ้น
โบกไปมาให้ศิษย์ทั้งหลาย
เกิดเป็นเสียงร้องยินดีดังลั่นขึ้นมาด้านบน ไม่ต่างจากดารากำลังโบกมือให้
แฟนคลับของพวกเขา
“ฮึ เท่านี้ก็ดีใจได้แล้ว? คนพวกนี้ช่างยินดีได้ง่ายเสียจริง”
“จุ ๆ ไท่ซ่าง เจ้าอย่าได้อารมณ์เสียไป ถึงอย่างไรหนึ่งในคนพวกนี้อาจจะ
กลายมาเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดีของตระกูลพวกเราก็ได้” สตรีเพียงหนึ่งเดียวบนเรือ
เอ่ยขึ้น นางเท้าแขนบนระเบียงเรือยื่นหน้าออกไปหลุบตามอง
“ดูสิ มีแต่ชายหนุ่มหน้าตาดีทั้งนั้น”
“อู๋หนิงอัน เจ้ามันเป็นสตรีบ้าผู้ชาย!!” คนถูกกล่าวหาหันขวับมองคนพูด
ขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์
“ฮึ ไท่ซ่าง เจ้ามันคนใจแคบ เพราะไม่หล่อเหลาเท่าเด็ก ๆ เหล่านั้นจึงได้
อิจฉาใช่หรือไม่?”
“ข้าน่ะหรืออิจฉามดปลวกพวกนั้น เจ้ากล้าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับคน
ต้อยต่ำเช่นนั้นได้อย่างไร !!”
ทั้งสองคนกำลังเตรียมประมือกันระบายความอึดอัด ทว่าเสียงหนึ่งกลับดัง
ขึ้นหยุดทั้งคู่
“พวกเจ้าเลิกทะเลาะกันแล้วทำตัวดี ๆ” เสียงนี้ไม่ได้ตะคอก ไม่ได้ขึ้นเสียง
เป็นน้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ทว่ากลับหยุดคนใจร้อนทั้งสองได้โดยง่าย
หม่าลู่เสียนผู้อยู่นอกเหตุการณ์ยิ้มพร้อมหัวเราะชอบใจ
“หม่าลู่เสียนเจ้าหยุดหัวเราะเยาะข้า !!” ไท่ซ่างเอ่ย
“ไท่ซ่างหยุดได้แล้ว อีกไม่นานเรือจะลงจอด อย่าทำให้ตระกูลต้องขาย
หน้า”
“หมิงเทียนหลินเจ้าเข้าข้างแต่เจ้าหมาของเจ้า ลำเอียงเกินไปแล้ว!!” อีก
ฝ่ายคล้ายไม่พอใจเล็กน้อย ถึงกระนั้นก็ยอมทำตาม
ทำตัวดี ๆ ยืนกอดอกด้วยท่าทีไม่พอใจ
“ข้าจะยอมประมือกับเจ้าหากทำตัวดี” ตอนนี้ถึงได้มีสีหน้าดีขึ้นมาบ้าง
“ดี ค่อยสมกับเป็นเจ้าขึ้นมาบ้าง”
หม่าลู่เสียนต้องการเอ่ยแย้ง แต่เมื่อหันไปเห็นสายตาที่บ่งบอกว่า อย่าขัด
คำสั่ง เขาถึงกับคอตกไม่พูดอะไร
สตรีเพียงหนึ่งเดียวมองซ้ายทีมองขวาดี ก่อนหยักยิ้มมุมปาก เจ้าพวกนี้ทำ
ตัวไม่ต่างจากสุนัขที่ถูกสวมปลอกคอให้เชื่องเลย