ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 93 ศึกจัดอันดับรอบแรก ตอนปลาย
การแข่งขันยังคงดำเนินต่อไป
ศิษย์หลายคนถูกคัดออกในเวลาไม่นาน ในขณะที่ศิษย์อีกหลายคนสามารถ
สะสมแต้มได้ครบ และผ่านเข้ารอบถัดไป
สองสามีภรรยาเยว่หานผู้โชคดีได้พบศิษย์เข้ามามอบแต้มให้ถึงมือ ไม่
อยากจะเชื่อว่าหลังจากนั้นมาทั้งสองคนจะไม่พบใครอีกเลย
“ลั่วอี้พวกเราดวงซวยเกินไปหรือไม่?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ผ่านมาสองชั่วยามแล้วนับตั้งแต่เข้ามาในป่า นอกจากสัตว์อสูรที่เข้ามาหา
เรื่องเป็นครั้งคราวแล้ว พวกเขาก็ไม่พบศิษย์คนใดอีกเลย ราวกับว่าไม่มีใครอยู่
ในหุบเขาแห่งนี้แล้ว
บุรุษถูกถามผินหน้ามองภรรยา มุมปากหยักขึ้นเล็กน้อย
“ภรรยายังมีเวลาอีกมาก”
“ข้ารู้ แต่บางทีก็อดคิดไม่ได้ ท่านไม่คิดว่ามันแปลกหรือ? ผ่านมาสองชั่ว
ยามแล้วนับตั้งแต่เข้ามาในหุบเขา นอกจากสองคู่แรกที่เข้ามาหาเรื่องเอง พวก
เรายังไม่พบใครอีกเลย”
“บางทีจุดที่พวกเราปรากฏตัวอาจจะห่างไกลจากศิษย์คนอื่น”
เยว่ฉีคิดตามแล้วพยักหน้า ถึงอย่างนั้นนางก็ยังสงสัย
ศิษย์เข้ามาในหุบเขาตั้งมากมาย เหตุใดถึงหาไม่เจอ!!
นางอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าเวลาการแข่งขันจะ
สิ้นสุดลง ไม่แน่บางทีเดินหน้าต่อไปอีกไม่กี่ก้าวพวกเขาอาจจะพบศิษย์คนอื่น ๆ
คิดได้ดังนั้นคนที่เมื่อสักครู่ยังห่อเหี่ยวก็เปลี่ยนมามีชีวิตชีวา เยว่ฉีกระจาย
พลังจิตออกไปให้ไกลกว่าเดิม
แล้วก็เป็นจริงดังหานลั่วอี้กล่าว ห่างออกไปไม่ไกลมีกลุ่มคนอยู่ประมาณสิบ
คนกำลังต่อสู้กันอยู่
“ลั่วอี้เจอแล้ว” น้ำเสียงยินดีและรอยยิ้มเจิดจ้าถูกส่งมาให้ หานลั่วอี้เอ่ย
ถาม พอได้รับตำแหน่งก็โอบเอวพาภรรยาไปยังจุดหมาย
พวกเขาไม่ได้เข้าไปร่วมต่อสู้ แต่เลือกจะพรางตัวอยู่ไม่ไกลแทน
บนกิ่งไม้ไม่ไกลจากความชุลมุน มีสองสามีภรรยาเยว่หานนั่งแกว่งขาไปมา
มองดูคนทั้งสิบกำลังต่อสู้กัน ก่อนจะเข้ามาในเขตการต่อสู้เยว่ฉีได้ทำการลบ
ตัวตนของนางและสามีออกไปจนหมด พวกเขาจึงจับความผิดปกติไม่ได้ อีกทั้ง
คนที่กำลังต่อสู้กันอยู่นั้นมีความสามารถน้อยกว่าพวกเขา ทำให้เข้าใกล้ได้ง่าย
ขึ้น
ตอนแรกนึกว่าเป็นการต่อสู้แบบช่วงชิงความได้เปรียบของแต่ละคู่ไม่คิดว่า
จะเป็นแปดรุมสอง
สองคนตรงกลางถูกอีกแปดคนล้อมไว้ ดูจากรูปการณ์แล้วมีความเป็นไปได้
ที่ทั้งแปดคนจะรู้จักกัน
คนที่ถูกทั้งแปดล้อมอยู่นั้นไม่ใช่ใครอื่นเลย แต่เป็นเสินเทียนและหวานเว่ย
ดูท่าจะลำบากไม่น้อย เพราะระดับการบำเพ็ญของพวกเขาใกล้เคียงกัน
มาก แถมอีกฝ่ายยังมีจำนวนมากกว่า
เสินเทียนมีสีหน้ายุ่งยาก ส่วนหวานเว่ยที่ปกติมักยิ้มแย้มก็มีสีหน้า
เคร่งเครียดไม่ต่างกัน
เยว่ฉีนั่งแกว่งขามองสหายทั้งสองด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน นั่งมองเรื่องสนุก
อยู่ไม่ไกล สายตาจับจ้องไปยังทั้งสองคน
“เสินเทียน แม้การแข่งรอบแรกเจ้าจะทำผลงานไว้ไม่เลว แต่ตอนนี้ถึงเวลา
ที่เจ้าจะต้องพ่ายแพ้แล้ว!!” หนึ่งในแปดคนเอ่ย เขามีสีหน้ามั่นใจมากว่าจะ
สามารถล้มเสินเทียนได้
“หึ…แน่จริงก็เข้ามา ข้าไม่คิดจะยอมแพ้อยู่แล้ว”
“เป็นศิษย์น้องที่ปากเก่งเสียจริง!! พวกเราลุย” แล้วทั้งหมดก็เข้าปะทะกัน
การประมือกับคนที่มีระดับขั้นการฝึกปราณใกล้เคียงกันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่
นั่นก็เป็นเพียงการประมือกันด้วยวิชาคาถาและพลังปราณ ส่วนการประมือด้วย
กระบวนท่า คงต้องดูอีกทีว่าฝ่ายไหนมีความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิด
และมีความคุ้นเคยมากกว่ากัน
เสินเทียนหลบฝ่าเท้าที่ฟาดลงมาจากด้านบน ปากก็พึมพำร่ายคาถา ในมือ
พลันปรากฏลูกบอลไฟขนาดเท่ากำปั้น จากนั้นซัดลูกไฟเข้าใส่หน้าท้องอีกฝ่าย
ศัตรูมองเห็นการเคลื่อนไหวนี้ แตะเท้าบนพื้นกระโดดตีลังกากลับหลังหลบการ
โจมตี ระหว่างลอยตัวเหนือพื้น มือทั้งสองข้างก็เอื้อมเข้าไปหยิบเข็มสีเงิน
ออกมาซัดใส่คู่ต่อสู้
ชายหนุ่มสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กน้อยเข้าพอดี จึงสร้างดาบเปลว
เพลิงขึ้นมา ตวัดสกัดการโจมตี
เข็มเงินร่วงหล่นลงพื้น
เขาคิดจะใช้โอกาสที่อีกฝ่ายอยู่กลางอากาศโจมตีเข้าไปอีกครั้ง ทว่ากลับมี
คนพุ่งมาจากด้านซ้ายจึงต้องหันไปป้องกัน
ทั้งสองคนประมือกัน ระหว่างที่เขากำลังติดพันอยู่กับศิษย์พี่ตรงหน้า อีกสี่
คนที่เหลือก็พุ่งเข้ามาร่วมวงด้วย
ไม่นานเขาก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ฝั่งหวานเว่ยก็มีสภาพไม่ต่างกัน นางกระโดดมายืนข้างเสินเทียน ทั้งสองคน
หันหลังเข้าหากัน สายตาแน่วแน่ไม่คิดยอมแพ้ ทั้งที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เยว่ฉีผู้นั่งมองเหตุการณ์ยกยิ้ม
ยื่นมือเข้าช่วยเล็กน้อยคงไม่เป็นไรกระมัง
ว่าแล้วก็ขยายพลังจิตลงไปด้านล่าง โอบล้อมคนทั้งสิบเอาไว้ อาศัยช่วงที่
อีกฝ่ายกำลังได้ใจ โจมตีเข้าไปในจิตให้เสียหลัก
สองคนที่เหลือมองเห็นความผิดปกติเล็กน้อย อาศัยโอกาสที่เยว่ฉีสร้างให้
โจมตีอีกฝ่ายจนหมดสติ จากนั้นก้มลงเก็บป้ายหยกออกมา
“สนุกพอแล้วก็ออกมา” เป็นเสินเทียนที่เอ่ยขึ้น การโจมตีเมื่อสักครู่มีความ
เป็นไปได้ว่าจะเป็นเยว่ฉี เพราะคงไม่มีคนใจดีที่ไหนยื่นมือเข้าช่วยคนที่ตนไม่
รู้จัก
เขากวาดตามองบริเวณโดยรอบ ก่อนจะมองเห็นเยว่ฉีนั่งแกว่งขาไปมา
ท่าทางสบายใจอยู่บนกิ่งไม้ ข้างกายนางมีหานลั่วอี้ยืนมองอยู่
“สนุกมากไหม? ที่เห็นพวกข้ากำลังเสียเปรียบ”
“สนุกมาก ได้เห็นสีหน้าลำบากใจของเจ้าข้ายิ่งมีความสุข” นางเอ่ยยิ้ม ๆ
กระโดดลงมาจากต้นไม้ แต่ก่อนร่างกายจะถึงพื้นลมสายหนึ่งก็มารองใต้เท้า
นางรู้ว่าเป็นฝีมือใคร จึงหันไปเอ่ยขอบคุณ
เสินเทียนมองทั้งสองคนที่สภาพยังดีอยู่ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“พวกเจ้าไม่พบใครเลยหรือ?”
“พบสี่คนจากนั้นก็ไม่พบใครอีกเลย พอเดินมาเรื่อย ๆ ก็สัมผัสได้ว่ามีคน
กำลังสู้กัน อุตส่าห์ดีใจเผลอคิดไปว่าในที่สุดแต้มก็จะครบแล้ว ที่ไหนได้กลับมา
เจอเจ้าสองคน” เยว่ฉีพูดด้วยความรู้สึกเสียดาย
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าเจ้าไม่อยากพบหน้าข้า?”
“เพิ่งรู้ตัวหรือ? ตอนนี้ข้าอยากพบหน้าคนอื่นมากกว่าเจ้า เพราะข้านำแต้ม
จากพวกเจ้าไปไม่ได้!!”
“ใครว่าไม่ได้” เยว่ฉีชะงัก หันไปมองหน้าเสินเทียนด้วยความสงสัย มอง
รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยถาม
“เจ้ากับหวานเว่ยต้องการกี่แต้ม”
“คนละสี่แต้ม”
“เช่นนั้นอีกแปดแต้มที่เหลือไม่ต้องการแล้ว?”
“ใช่” ตอนนี้เอง เยว่ฉีพลันเผยยิ้มออกมา ยกมือตบไหล่เสินเทียนสองสาม
ที
“สมกับที่ยื่นมือเข้าช่วย นึกว่าจะไม่ได้อะไรติดมือมาแล้ว” สีหน้าระรื่นของ
นางทำเสินเทียนหมั่นไส้ เมื่อสักครู่ยังมีสีหน้าซังกะตายอยู่เลย มาตอนนี้กลับยิ้ม
แย้มมีความสุขแล้ว
เยว่ฉีจิปากเดินไปเก็บป้ายหยกที่เหลือ มอบสองป้ายให้สามี “ลั่วอี้ ความ
กังวลของพวกเราสิ้นสุดแล้ว ไม่นึกว่าสหายของเราทั้งสองจะนำแต้มมามอบให้
เยี่ยมจริง ๆ ” พูดไปส่ายหัวยิ้ม ๆ ไป
หานลั่วอี้ผู้ไม่เคยกังวลเรื่องแต้มเลยไม่ได้เอ่ยแย้งภรรยา ไม่ว่าภรรยา
ต้องการให้เป็นเช่นไร เขาก็จะเป็นเช่นนั้น
“เก็บแต้มเข้าป้ายเถิด เราจะได้ออกไปเสียที”
แล้วคนทั้งสี่ก็เก็บแต้มจนครบ จากนั้นก็ถูกย้ายมาบนลานประลองเช่นเดิม
บนลานประลองมีคนถูกดึงออกมาก่อนแล้วยืนอยู่เต็มไปหมด ทั้งคนที่ตกรอบ
และคนที่ผ่าน
เยว่ฉีกวาดตามอง ดูเหมือนว่าจำนวนคนที่ออกมายังไม่ถึงครึ่งของจำนวนที่
เข้าไป
ก็แน่ล่ะ การแข่งขันเพิ่งเริ่มไปได้ไม่นาน หากออกมาเยอะกว่านี้คงพูดได้คำ
เดียวการ
แข่งขันดุเดือด!!
ผู้เข้าแข่งขันศึกจัดอันดับทั้งหมดจะต้องยืนรออยู่บนลานกว้างจนกว่าเวลา
ในการแข่งขันจะสิ้นสุดลง ไม่ว่าพวกเขาจะผ่านหรือไม่ผ่านการทดสอบก็ตาม
และพอการแข่งขันเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย กลุ่มคนที่เหลืออยู่ด้านในก็ออกมา
กันเกือบหมดแล้ว
เหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น…
บนที่นั่งเหนือลานประลอง บุรุษรูปงามหล่อเหลามองลงไปด้านล่าง สายตา
เขาจับจ้องเพียงคนคนเดียวไม่ละสายตาไปไหน
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย ยิ่งมองก็ยิ่งมั่นใจว่าใช่ ใช่น้องสาวที่เขาตามหามา
นานหลายปี
“เทียนหลินติดต่อท่านลุงดีหรือไม่?”
“ไม่ใช่ตอนนี้ ข้าต้องการตรวจสอบให้แน่ใจอีกสักนิด แม้จะมั่นใจถึงแปด
ส่วนก็ตาม ข้าไม่อยากบอกเรื่องที่ยังมีความเป็นไปได้สองส่วนว่าจะไม่ใช่กับ
ท่าน” หม่าลู่เสียนมองสีหน้าคนข้างกาย
ทั้งที่ตนเองกำลังอดกลั้นและคาดหวังมากกว่าผู้ใด เจ็บปวดมากกว่าผู้ใด
แต่เพราะความกตัญญูไม่ต้องการให้พวกท่านประสบกับความผิดหวัง หาก
เรื่องราวในตอนท้ายไม่เป็นดังคิด จึงคิดจะทำทุกอย่างด้วยตนเอง
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าในนัยน์ตาของชายผู้นี้ต้องการจะเข้าไปกระชากร่าง
ของสตรีผู้นั้นเข้ามากอดแล้วเอ่ยถามว่า
เจ้าใช่น้องสาวของข้าหรือไม่… พิสูจน์ให้รู้เสียตอนนี้เลยว่าสิ่งที่คิดอยู่นั้นคือ
เรื่องจริง
หมิงเทียนหลินโทษตนเองมาตลอดหลายปี
การที่น้องสาวหายไป สาเหตุมาจากเขาดูแลน้องไม่ดี ทั้งที่ตัวเขาก็เป็นหนึ่ง
ในผู้สูญเสีย
หากไม่เจ็บปวด ไม่เศร้าโศก รอยยิ้มอ่อนโยน ใบหน้าซึ่งมักจะยิ้มแย้มอยู่
เสมอจะหายไปหรือ? ถึงจะดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนแต่ก็ไม่ได้สดใสเท่าครั้งแรกที่
ได้รู้จักกัน
เขามองอยู่ตลอด สังเกตอยู่เสมอ ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของหมิง
เทียนหลิน เขารับรู้ดี