ข้ามเวลามาเป็นภรรยาของสามีขาพิการ ตระกูลหาน - ตอนที่ 94 ศึกจัดอันดับรอบสอง
เวลาหนึ่งวันไม่ถือว่านาน แต่สำหรับคนที่เข้าร่วมศึกจัดอันดับนั้น เวลาหนึ่ง
วันคือช่วงเวลาบีบเคล้นพวกเขาให้หายใจลำบาก
เมื่อการทดสอบรอบแรกสิ้นสุดลง ในที่สุดพวกเขาก็โห่ร้องออกมาได้เสียที
ไม่ใช่โห่ร้องออกมาจากความดีใจเพียงอย่างเดียว แต่โห่ร้องออกมาเพราะความ
โล่งใจ ที่ในที่สุดก็ผ่านรอบแรกมาได้
การแข่งขันรอบสองจะถูกจัดขึ้นวันพรุ่งนี้ ยังพอมีเวลาให้เตรียมตัว
ศิษย์ทั้งหลายเดินทางออกจากลานประลองแล้ว ศิษย์หลายคนมีสีน่าเศร้า
สร้อยเพราะไม่ผ่านการแข่งขันรอบแรก หลายคนเอ่ยปลอบเพื่อนที่รู้จักกัน
พร้อมบอกว่ายังมีการแข่งขันอีกครั้ง สามารถเข้าร่วมได้เสมอ หรือไม่หากมั่นใจ
ในความสามารถตนเองก็สามารถขอท้าสู้คนที่อยู่ในรายชื่อผู้แข็งแกร่งได้
ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เยว่ฉีเพิ่งได้รู้
ตั้งแต่เข้ามาในสำนัก นางไม่เคยได้ใช้เวลาอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในสำนักเลย
หากไม่เข้าไปฝึกฝนในมิติ ก็เข้าไปฝึกฝนในหุบเขา ขนาดสวนสมุนไพร หรือห้อง
แรงโน้มถ่วงก็ยังไม่เคยเข้าไปเหยียบเลยสักครั้ง
หอสมุดยิ่งแล้วใหญ่ อาจารย์บอกว่าในมิติมีหนังสือเพียงพอแล้วไม่
จำเป็นต้องไปเสียแต้มกับของแบบนั้น
นางผู้ได้ชื่อว่าศิษย์ผู้เชื่อฟังจึงไม่เคยเข้าไปในหอสมุด
วันที่สองของการแข่งขัน
คนที่ผ่านรอบแรกเข้ามาได้นั้นกวาดตามองแล้วยังถือว่าเหลืออยู่มาก ศิษย์
ที่ยังเหลือรอดจากเมื่อวานมารวมตัวกันหมดแล้ว
เช่นเดียวกับเมื่อวาน วันนี้คนทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานคือ อาจารย์อาวุโส
อาจารย์อาวุโสลอยเหนืออากาศ หลุบตามองศิษย์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จาก
การแสดงพลังเมื่อวานมีศิษย์หลายคนเข้าตาคนจากดินแดนระดับสูง พวกเขา
เริ่มเรียกดูรายชื่อคนที่ตนสนใจกันบ้างแล้ว วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ศิษย์ทั้งหลาย
จะได้แสดงฝีมือ
“ยินดีกับศิษย์ที่ผ่านเข้ามาในรอบที่สอง ครั้งนี้จำนวนศิษย์ที่เหลือยังถือว่า
ห่างไกลจากร้อยอันดับแรก และเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ จะเริ่มการ
แข่งขันรอบที่สองนับจากนี้!!”
สิ้นสุดเสียงศิษย์ทั้งห้าร้อยคนก็ถูกสุ่มให้ไปยืนบนลานประลองขนาดเล็ก ซึ่ง
มีพื้นที่เพียงสองจั้งเท่านั้น บนลานประลองหนึ่งลานมีศิษย์ยืนอยู่ลานละห้าคน
“การแข่งขันรอบนี้ง่ายมาก ศิษย์คนใดสามารถยืนอยู่บนลานเป็นคน
สุดท้ายจะถือว่าผ่านเข้ารอบ!!”
“เช่นนั้นเริ่มการแข่งขันได้!!”
ไร้ซึ่งพิธีรีตอง ไม่มีคำพูดยืดเยื้อน่ารำคาญ สิ้นสุดคำพูดของอาจารย์อาวุโส
บนลานประลองขนาดเล็กพลันปรากฏม่านพลังขึ้นมา
“อาจารย์ลืมบอกไป หากเท้าของพวกเจ้าหลุดออกมานอกม่านพลังจะถือ
ว่าหมดสิทธิ์ผ่านเข้ารอบ”
เยว่ฉี ‘ปกติแล้วอาจารย์อาวุโสเป็นคนเช่นนี้หรือ?’
สิ่งแรกที่หญิงสาวทำไม่ใช่เข้าร่วมการต่อสู้ แต่เป็นการมองหาหานลั่วอี้ รวม
ไปถึงสหายอีกสองคน เมื่อเห็นว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน จึงรู้สึกโล่งใจ
ขึ้นมา
หากโชคร้ายถูกจับไปอยู่บนลานประลองเดียวกันคงจะเสียใจมาก เพราะ
พวกเขาคาดหวังยี่สิบอันดับแรกกันมาก และหวังว่าจะสามารถก้าวขึ้นไปอยู่บน
นั้นได้ตามที่หวัง
“กำลังดูถูกพวกข้าอยู่หรือ !!” เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมร่างกายใหญ่โต
กระโจนเข้าใส่เยว่ฉี หญิงสาวขยับก้าวไปด้านข้างสองก้าว สองมือไขว้หลัง เอน
ตัวหลบการโจมตีของอีกฝ่าย
ฝ่ายที่กระโจนเข้าใส่ไม่คิดว่าเป้าหมายของตนจะหลบการโจมตีได้ ทำเอา
ตอบสนองไม่ทัน ร่างกายลอยละล่องออกไปนอกม่านพลัง ตอนที่ร่างกายทั้ง
สองคนเคลื่อนผ่าน เขายังหันมามองนาง สีหน้าตกตะลึง
ชายคนนั้นถูกตัดสินว่าแพ้ทันที
เกิดเป็นความเงียบบนลานประลอง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะ
“ฮ่า ฮ่า เจ้าโง่ นางเป็นนักหลอมโอสถ แม้นางจะไม่มองเจ้าแต่ก็ใช่ว่านาง
จะจับการเคลื่อนไหวของเจ้าไม่ได้”
“ตั้งแต่เข้าสำนักมาเพิ่งเคยเห็นคนตกรอบเร็วขนาดนี้!”
“ไม่ถึงหนึ่งเฟินด้วยซ้ำ”
ชายผู้นั้นรู้สึกขายหน้าและอับอายมาก รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งออกจากลาน
ประลอง
เยว่ฉีส่ายหัว อะไรของเขากัน
“แม่นาง อย่าโทษที่พวกข้าใจร้ายแล้วกัน” หนึ่งเสียงดังขึ้น หลังหยุดขำ
ชายผู้นั้นแล้ว
ดูเหมือนว่าระหว่างที่นางกำลังตรวจสอบสหาย สามคนที่เหลือคงปรึกษา
กันว่าจะจัดการนางก่อนสินะ
เยว่ฉีหันไปเผชิญหน้า มือข้างหนึ่งไขว้หลัง มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาทำท่าเชื้อ
เชิญ วางลงบนหน้าท้องก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกล่าว
“ศิษย์น้องพร้อมรับการสอนสั่ง”
น้ำเสียง สายตา และท่าทาง ไม่มีส่วนใดของนางที่เกรงกลัว หรือเป็นกังวล
ในสายตาที่มองตามเต็มไปด้วยความมั่นใจ มั่นใจว่าจะสามารถล้มศิษย์พี่ทั้ง
สาม
อีกฝ่ายถึงกับคิ้วกระตุก ส่งเสียงไม่พอใจในลำคอ
“ข้าจะดูว่าสีหน้าเจ้าจะถือดีต่อไปได้อีกนานเท่าใด!!”
กล่าวจบผลึกน้ำแข็งมากมายพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ อีกฝ่ายบังคับ
ผลึกพุ่งเข้าใส่เยว่ฉี ดวงตาหญิงสาวหดเล็กลงพร้อมมุมปากหยักโค้ง
เยว่ฉีตวัดปลายนิ้วเพียงครั้งเดียว เปลวเพลิงพลันปรากฏขึ้นสกัดการโจมตี
ผนึกน้ำแข็งถูกความร้อนเผาไหม้จนละลาย กลายเป็นไอ
“อะ…อะไรกัน!!”
สีหน้ามั่นใจในคราวแรกถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก
“ศิษย์พี่ไม่โจมตีต่อแล้วหรือเจ้าคะ? เช่นนั้นข้าขอโจมตีแล้วกัน” เยว่ฉีไม่
ปล่อยให้คนทั้งหมดได้ตั้งสติ รอยยิ้มเย็นเผยบนดวงหน้างดงาม ทำเอาร่างกาย
คนทั้งสามสั่นไหว ขนลุกไปทั่วทั้งตัว
รอยยิ้มงดงามสะกดให้พวกเขาจ้องมอง เป็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์ของปีศาจ
ร้าย
หญิงสาวตรงหน้ายังคงแย้มยิ้ม ทว่าบรรยากาศกดดันกลับทำให้คนทั้งสาม
ไม่กล้าแม้จะขยับตัว พลังจิตแผ่กระจายออกไป ปกคลุมทั่วทั้งร่าง ก่อนจะ
ควบคุมให้เข้าไปโจมตีจิตของอีกฝ่าย
ยังไม่ทันจะได้เข้าใกล้กว่าหนึ่งจั้ง คนทั้งสามก็หมดสติล้มลงไปนอนบนพื้น
เสียแล้ว
รอยยิ้มงดงามหดหาย ใบหน้าเผยความรู้สึกเสียดาย หลุบตาลงมองคนทั้ง
สาม พร้อมเอ่ยออกมาว่า
“จบแล้วหรือ?”
น้ำเสียงเสียดายถูกเอ่ยออกมา หญิงสาวเอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัย
ก่อนจะหันหลังเดินห่างออกมา
ตัดสินผู้ชนะบนลานประลอง พร้อมม่านพลังที่จางหายไป
ทั้งที่เป็นคำพูดและน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความกดดัน แต่กลับสามารถ
กระตุ้นความรู้สึกของคนที่มองอยู่ด้านบนได้เป็นอย่างดี
“สตรีผู้นั้นเป็นใครกัน จัดการได้ยอดเยี่ยมมาก รอยยิ้มของนางทำเอาข้าขน
ลุกซู่ไปทั้งตัว” อู๋หนิงอันที่มองการแข่งขันอยู่ถึงกับตาแข็งค้าง ไม่คิดว่าสตรีที่ดู
ไม่มีพิษภัย พอเผยยิ้มร้ายจะทำให้คนตัวแข็งค้าง
“ข้าชอบนาง ข้าจะเลือกนางมาเป็นคนของตระกูลข้า !!” อู๋หนิงอันเอ่ย
เสียงหนักแน่น ไม่ได้พบเจอสตรีที่มีท่าทีถูกใจนางเช่นนี้มานานแล้ว นางตื่นเต้น
จนอยากจะลงไปทักทายเสียตอนนี้
“เหอะ คนเช่นนี้ต้องมาที่ตระกูลไท่เท่านั้น นางเหมาะกับตระกูลข้า
มากกว่า!”
“ตระกูลเจ้า? ระหว่างบุรุษกับสตรีข้าเชื่อว่านางจะเลือกข้า !!”
“นางต้องมาอยู่ตระกูลหมิง” เสียงเรียบ ๆ ของชายหนุ่มทำคู่กัดทั้งสองหัน
มามอง
“เทียนหลินเจ้าสนใจนางด้วยหรือ? ข้านึกว่าเจ้าสนใจชายที่อยู่ข้างกายนาง
เสียอีก”
ชายผู้นั้นเขาก็สนใจ อยากรู้ว่าสองคนนั้นมีความเกี่ยวข้องอะไรกัน
อาจารย์ที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้ยินทั้งสามคนพูดคุยกัน ทั้งยังเป็นเรื่องของศิษย์
ใหม่ผู้น่าจับตามอง จึงหันมาพูดด้วยท่าทีสนิทสนมเล็กน้อย
“ท่านทั้งสามสนใจนักหลอมโอสถของสำนักเราหรือขอรับ?”
“หืม? นางเป็นนักหลอมโอสถหรือ? ตอนแรกข้าก็สงสัยเพราะการโจมตี
ของนางนั้นมีบางอย่างไม่ถูกต้อง รู้เช่นนี้แล้วนางต้องมาอยู่ที่ตระกูลข้า !!” อู๋
หนิงอันยืนยันหนักแน่น ตระกูลนางมีนักหลอมโอสถ อีกทั้งยังมีบรรพบุรุษเป็น
ถึงนักหลอมโอสถขั้นเทพ !!
“เป็นนักหลอมโอสถยิ่งต้องมาอยู่ตระกูลข้า หนิงอันตระกูลเจ้ามีนักหลอม
โอสถแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีนักหลอมโอสถเพิ่ม!!” ไท่ซ่างกล่าว
“เจ้าเป็นบ้าหรือ? มีแล้วไม่ต้องมีเพิ่ม ใครสั่งใครสอนให้เจ้ามีความคิดเช่นนี้
เช่นนั้นเอาอย่างนี้ ข้าขอนางเพียงคนเดียวแล้วจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับศิษย์คนอื่น”
อาจารย์ท่านนั้นมีสีหน้าลำบากใจ เหตุใดคนจากตระกูลระดับสูงถึงได้เอา
แต่ใจกันเสียหมด
ไม่สิ ยังมีคุณชายหมิงที่สงบเสงี่ยมน่าเคารพนับถืออยู่คนหนึ่ง รวมไปถึง
คุณชายหม่าที่นั่งเงียบอยู่ข้างกายด้วย
“อู๋หนิงอัน ไท่ซ่าง สตรีผู้นั้นจะต้องมาอยู่ตระกูลหมิง” อาจารย์ที่เพิ่งเอ่ย
ชมเขาเมื่อสักครู่ถึงกับเหงื่อตก
คุณชายหมิงท่านก็ร่วมวงกับสองคนนี้ด้วยหรือขอรับ แล้วใครจะเป็นคน
ห้ามปรามพวกเขาสองคน
อาจารย์ท่านนั้นทำใจกล้า เอ่ยออกไปก่อนเรื่องจะวุ่นวายมากกว่านี้
“ท่านทั้งสามเห็นทีจะยากขอรับ หากท่านเลือกนางเพียงคนเดียวนางคงไม่
มีทางไปกับตระกูลพวกท่าน”
“อาจารย์ท่านนี้ ท่านกำลังล้อข้าเล่นกระมัง นางจะกล้าปฏิเสธคนจาก
ดินแดนระดับสูงจริงหรือ ว่าแต่นางเป็นใครกัน มีภูมิหลังหรือไม่” อู๋หนิงอันถาม
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่ทราบเท่าใดขอรับ รู้เพียงว่านางมาจากดินแดนระดับ
ต่ำ ก่อนจะเดินทางมายังดินแดนระดับกลาง”
“คนจากดินแดนระดับต่ำ? เก่งกาจถึงเพียงนี้!!ไม่เลวเลยนางเป็นคนมี
พรสวรรค์มาก!!” อู๋หนิงอันพยักหน้าพึงพอใจ ต้องนำตัวนางมาตระกูลอู๋ให้ได้
หมิงเทียนหลินหลุดเข้าไปในความคิดของตนทันที ไม่ได้สนใจว่าทั้งสามคน
จะคุยอะไรกันต่อ
มิน่าเล่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยค้นหาคนที่มีหน้าตาคล้ายน้องสาว
เจอ ที่แท้นางถูกส่งไปยังดินแดนระดับต่ำ
เท่านี้ก็มั่นใจได้สิบส่วน น้องสาวไม่ได้หนีไปหรือพลัดหลง นางถูกใครบาง
คนลักพาตัวไป ก่อนจะนำไปทิ้งยังดินแดนระดับต่ำ เพื่อไม่ให้พวกเขาหาเจอ
ส่วนคนที่ทำ คงจะเป็นคนพวกนั้น…
ดินแดนนั้นล้าหลังมากแค่ไหน แค่คิดก็ปวดใจแล้ว
ชายหนุ่มผู้กำลังปวดใจ คิดไปต่าง ๆ นานา ถูกประโยคหนึ่งของอาจารย์ดึง
ให้หลุดออกมาจากห้วงความคิด
ประโยคที่ทำเอาเขาตกตะลึง
“นางมีสามีแล้ว หากพวกท่านเลือกนางแต่ไม่เลือกสามีนาง นางคงไม่
ยินยอมไปกับพวกท่าน”
“ว่าเช่นไรนะ !!” คำถามนี้ไม่ได้มาจากอู๋หนิงอัน แต่มาจากหมิงเทียนหลิน
ปฏิกิริยาของชายหนุ่มทำคนที่เหลือตกตะลึง
‘เหตุใดถึงได้ตกใจมากถึงเพียงนี้ คงไม่ใช่ว่าหมิงเทียนหลินชื่นชอบสตรีผู้นั้น
ใช่ไหม?’ ไท่ซ่างมองเขาด้วยความสงสัย
แตกต่างจากอู๋หนิงอัน นางถามออกไปตรง ๆ ว่า
“เทียนหลิน เจ้าตกใจเรื่องที่นางมีสามีแล้วมากถึงเพียงนี้ คงมิใช่ว่าเจ้าชื่น
ชอบสตรีผู้นั้นใช่ไหม?”
“จะเป็นไปได้เช่นไร!” ชายหนุ่มขมวดคิ้วตอบ
ความรู้สึกมากมายประเดประดังเข้ามาทำเอาเขาควบคุมอารมณ์ตนเอง
ไม่ได้ไปชั่วขณะ หม่าลู่เสียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กระตุกเสื้อให้เขารู้สึกตัว สีหน้าบ่ง
บอกว่าให้ใจเย็นลง
ชายหนุ่มสูดลมหายใจแล้วพรูออกมาปรับอารมณ์ให้เย็นลง ก่อนเอ่ย
“ข้ารู้สึกไม่สบาย ขอตัวก่อน” แล้วเดินจากไปพร้อมหม่าลู่เสียน
ไท่ซ่างและอู๋หนิงอันมองตามหลังจนลับตา
สตรีเพียงหนึ่งเดียวหันมาถามคนข้างกาย
“ไท่ซ่าง เจ้าว่าเทียนหลินชอบแม่นางคนนั้นจริงหรือไม่? เจ้าก็รู้ปกติแล้ว
เทียนหลินเป็นคนใจเย็น น้อยนักจะเห็นเขาเสียอาการเช่นนี้ สาเหตุที่เขา
แสดงออกจนเกินควรต้องเป็นเพราะตกหลุมรักสตรีผู้นั้นเป็นแน่ !!” นางกล่าว
อย่างมั่นใจ
ไท่ซ่างมองอู๋หนิงอัน เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าความคิดนางมีความเป็นไปได้
จึงพยักหน้ารับ