ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 304 เรื่องจริงสุดพิสดาร
ต่งจื้อลอบจรดริมฝีปากกับขอบชาม กินโจ๊กข้นคลั่กอย่างเอร็ดอร่อย
รสชาติของเสบียงยามศึกสงครามอย่างโจ๊กธัญพืชอบกรอบ แท้จริงแล้วก็ไม่เลิศรสอะไรนัก จะว่าไปก็สู้โจ๊กชนิดอื่นๆ ไม่ได้เลยสักนิด แต่สำหรับต่งจื้อผู้ซึ่งห่างหายจากอาหารร้อนๆ มานาน คราวนี้พอได้ลิ้มรสโจ๊กใส่เนื้อกระต่ายฉีก ผักป่าแถบนี้ แถมยังมีเกลือปรุงรสอีกด้วย ความรู้สึกตื้นตันกลับแล่นวาบขึ้นมาในอก
ถึงกับรู้สึกว่า มันมีรสเลิศราวกับสำรับอาหารชั้นสูง
จนแอบหวั่นใจอีกครั้งว่านี่ก็เป็นเพียงภาพลวงตา
“คุณชาย…คุณชายบอกว่าท่านมาจากแคว้นอี้โจว เหตุใดจึงมาถึงที่นี่ได้เล่า” ต่งจื้อเหลือบมองซ่งโหยว
“ข้าลงเขามาพเนจร เดิมก็เดินทางไปทั่ว มิได้ปักหลักตายตัว ส่วนเหตุที่มาถึงที่นี่…” ซ่งโหยวยิ้มบาง “ก็เพราะเหตุผลกับท่าน เพื่อมาแสวงหานกศักดิ์สิทธิ์แห่งแคว้นเย่ว์โจวนั่นเอง”
“แล้วคุณชายจะออกเดินทางเมื่อใด”
“พักเพียงหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าก็ไปต่อแล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยกับเขา “แท้จริงจากตรงนี้จนพ้นป่าต้นชิงถง ก็ไม่ไกลเป็นหลายสิบลี้ พรุ่งนี้สายๆ ก็ออกจากป่าได้แล้ว”
“หลายสิบลี้…” ต่งจื้อพลันเหม่อไปชั่วขณะ
หลายสิบลี้ฟังดูไม่ไกลนัก ทว่าเพียงเท่านี้กลับกักขังตนไว้ได้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ซ่งโหยวจึงกล่าวต่อ “ท่านเดินทางมาทางกวงโจว ขากลับก็ย่อมกลับเส้นทางเดิม ส่วนพวกข้าจะมุ่งไปทางตะวันออก สู่จ้าวโจว ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าถึงจะเดินทางจากเจาโจวไปหันโจวได้ พรุ่งนี้พวกข้าจะพาท่านออกไปเอง”
“ออกไป…”
หัวใจของต่งจื้อพลันสั่นไหว หวั่นเกรงว่าประโยคต่อไปที่ได้ยิน จะเป็นเพียงการล่อลวงของนักพรตเหมือนจะปลอบให้เขาหลับไป แล้วพอสะดุ้งตื่นกลับพบว่าตนยังนอนขดอยู่กลางป่าท่ามกลางหมอกพิษ ร่างแข็งทื่อไร้เรี่ยวแรง รอบกายไร้ซึ่งนักพรต กองไฟ โจ๊ก หรือแม้แต่กวางทิพย์กับต้นชิงถง
แต่โชคดีที่นักพรตหาได้พูดเช่นนั้นไม่ หากแต่บอกให้เขากินต่ออย่างสบายใจ พลางชวนสนทนาเรื่อยเปื่อย
ต่งจื้อรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นขึ้น ใจคลายความตึงเครียด แต่ก็มีลางไม่สู้ดีผุดขึ้นมาอีกครั้ง
แล้วก็เป็นจริงตามคาดเมื่อนักพรตปริปากกล่าวต่อ
“ท่านเพิ่งผ่านทั้งความหนาว ทั้งความหิว ร่างกายทรุดโทรม แถมยังดูดซึมหมอกพิษเข้าไป ถึงจะดื่มกินอาหารร้อนๆ แล้วฟื้นคืนสติ ก็ยังไม่ควรฝืนกาย หากไม่พักผ่อนเกรงว่าหลังพ้นป่านี้ไปจะทิ้งโรคไว้ชั่วชีวิต อยู่พักที่นี่เถิด หลับไปก่อน พรุ่งนี้เช้าพวกข้าจะปลุกแล้วพาออกไป ขอท่านจงวางใจ”
ต่งจื้อได้ยินถึงกับหัวใจร่วงวูบ
มันมาอีกแล้ว…มันมาแล้ว…บรรยากาศตรงหน้านี้ แม้แต่คำพูดก็ช่างคุ้นหูยิ่งนัก
จึงเพิ่งตระหนักขึ้นได้ว่าที่นี่มีหมอกพิษ หากไร้ยันต์คุ้มครอง จะหน้ามืดเวียนหัว เนื้อหนังเน่าเปื่อย ริมฝีปากแตกเป็นแผล แต่ตนกลับหาได้รู้สึกสิ่งใดไม่ ตื่นมาแล้วกลับรู้สึกสดใส เหมือนหมอกนี้เป็นเพียงควันจางทั่วไป
“ซวยแล้ว…”
เกรงว่านอนหลับครานี้ อาจมิได้ลืมตาขึ้นมาอีก หรือหากตื่นขึ้น ก็อาจกลับไปนอนขดอยู่กลางป่าเหมือนเดิม
ใจจริงไม่อยากหลับเลย…
แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด พอกินดื่มอิ่มหนำ ร่างกายอบอุ่นขึ้น ความง่วงก็ถาโถมเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ราวกับที่นักพรตกล่าว ร่างกายที่ฝ่าด่านความหิวหนาวกับหมอกพิษมา ย่อมทรุดโทรมลง เพียงระลึกได้ ความเหนื่อยล้าทั้งหมดก็พรั่งพรูออกมา อีกทั้งน้ำเสียงของนักพรตก็สงบสุขุม สายตาอ่อนโยนประหนึ่งเซียนผู้ลงมาโปรดสัตว์ บวกกับกองไฟอบอุ่นและผ้าห่มแห้งสะอาด ยิ่งทำให้ใจสบายจนเคลิบเคลิ้ม
ท้ายที่สุด ความง่วงก็ถาโถมเข้ามา ร่างกายไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป สักแต่จะล้มลง
ได้แต่ลืมตามองไปข้างหน้า
เห็นนักพรตยังคงสงบนิ่ง เด็กหญิงตัวน้อยนั่งเรียบร้อยเคียงข้าง จ้องมองเขาด้วยแววตาใคร่รู้ ม้าแดงเคี้ยวเอื้องไม่ห่าง นกนางแอ่นก็เกาะบนหลังมัน คอยเฝ้ามองมายังเขา
ต่งจื้อค่อยๆ หรี่ตาลงแล้วหลับไปทันที
เป็นการหลับที่ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความรู้สึกตัว ไม่เหมือนการนอนปกติที่ยังรู้ว่าเวลาล่วงผ่านไปบ้าง ตื่นมาก็ยังพอแยกแยะว่าหลับไปนานเท่านั้น แต่ครั้งนี้กลับว่างเปล่า ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตนได้นอนหลับไปแล้ว คล้ายช่วงเวลานี้ได้หายสาบสูญไปเลยทีเดียว
ต่งจื้อสะดุ้งเฮือกแทบจะลุกพรวดขึ้นมา
พอลืมตาก็พบว่าฟ้าสว่างแล้ว รอบกายยังคงมีหมอกพิษลอยคลุ้ง ต้นชิงถงสูงชะลูดตั้งตระหง่านราวเสาหลักฟ้า แทงทะลุเมฆหมอกขึ้นไปบนสวรรค์ มิใช่ป่าในโลกมนุษย์ แต่คล้ายแดนอสูรยุคบรรพกาล
เขารีบกวาดตามองรอบตัว พบว่ายังห่มผ้าบางไว้ กองไฟตรงหน้าเหลือแต่เถ้าถ่านแดงๆ ม้าแดงยังยืนอยู่ไม่ไกล กำลังเคี้ยวเอื้องช้าๆ นักพรตกับเด็กหญิงก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้นเช่นเดิม ดูเหมือนจะเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว และกำลังมองมาที่เขา
“นี่…”
หัวใจของต่งจื้อค่อยผ่อนคลายลง เขารีบลุกขึ้นด้วยสีหน้ามึนงง
“ท่านตื่นแล้วหรือ”
“ตื่นแล้ว…”
“รู้สึกเช่นไร”
“…ดีอยู่”
“เช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเถิด”
“ได้สิ…”
ต่งจื้อแทบไร้ซึ่งความคิดเป็นของตนเอง อีกฝ่ายว่าอย่างไร เขาก็ทำตามไปหมด
เขารีบลุกขึ้น ยังไม่ทันเก็บผ้าห่ม เด็กหญิงตัวน้อยก็เข้ามารับไป พับใส่ถุงผ้าเรียบร้อย นักพรตก็นำไปผูกบนหลังม้า จากนั้นก็เคลื่อนขบวนออกเดินทาง
ต่งจื้อตามไป เด็กหญิงคอยยื่นธัญพืชอบกรอบกับเนื้อกระต่ายให้เขาเป็นอาหารมื้อแรกของวัน
ต่งจื้อเดินไปพลาง เคี้ยวแผ่นธัญพืชไปพลาง ร่างโอนเอนคล้ายจะล้มอยู่ทุกขณะ
บางครั้งเด็กหญิงก็ปีนขึ้นหลังม้า บางครั้งก็ลงมาเดินเคียงข้าง บางคราก็หักกิ่งไม้มาใช้ตีหญ้าเล่น บ้างก็ล้วงเอากริชออกมา แทงตรงนั้น ขีดตรงนี้ ดูซุกซนร่าเริงยิ่งนัก ส่วนเจ้านกนางแอ่นบินก็บินนำอยู่ข้างหน้า ร้องเจื้อยแจ้วไม่หยุด ทำหน้าที่นำทางอย่างขยันขันแข็ง โผบินขึ้นสูงบ้าง แล้วก็วนกลับมาในพริบตา
ม้าแดงก็เชื่อง เดินตามมาอย่างว่าง่าย
ระหว่างทางมีเสียงหมีคำราม ทำเอาต่งจื้ออกสั่นขวัญแขวน แต่เด็กหญิงน้อยเพียงโบกธงเล็กๆ ขึ้นมา หมาป่าตัวใหญ่สิบกว่าตัวปรากฏขึ้น เมื่อหมีได้กลิ่นฝูงหมาป่า ก็หนีหายไปในทันที
นักพรตหัวเราะพลางเอ่ยกับนาง
“ไม่ทันไรแม่นางสามสีก็กลายร่างเป็นจอมมารผู้ปราบสัตว์ร้ายเสียแล้ว”
คำว่า ‘แม่นางสามสี’ และ ‘จอมมาร’ ฝังลึกอยู่ในใจต่งจื้ออย่างห้ามไม่ได้
เพียงแต่ทั้งสองก็หาได้มีท่าทีปองร้ายใดๆ แก่เขา ต่งจื้อเองก็จนปัญญา ไม่อาจทำสิ่งใดได้ จึงจำใจติดตามไปแต่โดยดี
เช้าวันนั้น ใกล้ย่ำเที่ยง พวกเขาก็เดินพ้นป่าชิงถงออกมา แต่กว่าจะหลุดพ้นเขตหมอกพิษได้ ก็ล่วงเลยมาถึงยามบ่าย
ภาพเบื้องหน้าเป็นทุ่งหิมะขาวโพลน ต้นไม้ใหญ่สองสามต้นแผ่กิ่งก้านสาขา แต่ปลายกิ่งนั้นกลับเป็นเกล็ดน้ำแข็งใสสะอาดราวอัญมณีหาใช่ใบไม้ โลกตรงหน้าสว่างสะอาดตา หากหันกลับไปข้างหลัง ก็ยังเป็นม่านหมอกขาวโพลนปกคลุมแน่นหนา
ต่งจื้อเหม่อมอง ราวกับเพิ่งก้าวออกมาจากแดนบรรพกาล กลับสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง
ถึงกระนั้น นักพรตก็หยุดยืนแล้วชี้ไปทางใต้พลางกล่าวกับเขา
“พ้นเขตนี้ก็ไม่มีหมอกพิษแล้ว หากท่านจะกลับกวงโจว ก็จงมุ่งไปทางใต้ ท่านเชี่ยวชาญการเอาชีวิตกลางป่า ย่อมไปต่อได้เอง เส้นทางของเราต่างกัน จึงมิอาจส่งไปไกลกว่านี้”
“ข้า…ข้า…” ต่งจิ้วยกมือชี้ตรงหน้า แววตาพลันวูบไหว “กลับไปได้จริงๆ หรือ”
“ใช่แล้ว” ซ่งโหยวพยักหน้าให้ทั้งรอยยิ้ม “เพียงแต่หนทางยังอีกยาวไกล ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ ระวังตนให้มากก็แล้วกัน”
“ข้า…”
“เชิญ”
ต่งจื้อก้าวออกไปอย่างโซเซไม่มั่นคง ระลึกถึงวันที่ติดอยู่ในป่าชิงถง ท่ามกลางหมอกพิษหนาแน่น มองทางใดก็ล้วนเหมือนกันหมด ต่อให้ก้าวเท่าไรก็หาทางออกมิได้ แต่ตอนนี้เพียงครึ่งวันก็กลับเดินออกมาได้แล้ว ยามรำลึกถึงภาพม่านหมอกในป่าเขาราวแดนบรรพกาล แล้วหันมามองหิมะขาวสะอาดเบื้องหน้า ย่อมอดมิได้ที่จะรู้สึกเสมือนฝัน
เขายกมือขึ้นลูบใบหน้า อยากเรียกสติให้ตื่น แต่กลับพบว่า แผลเปื่อยพุพองบนแก้มกับริมฝีปากที่แตกแห้งกลับหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อแลบลิ้นแตะริมฝีปากดู ก็ไม่มีแม้รอยระคายเคือง
ยิ่งเหมือนฝันเข้าไปใหญ่
ต่งจื้อหัวเราะขมขื่น
เมื่อวานยังได้ยินนักพรตกล่าวว่า คงต้องรอจนถึงหานโจว จึงรู้ว่านี่เป็นเพียงความฝันหรือแท้จริง ตอนนั้นเขายังไม่ใส่ใจนัก บัดนี้กลับแน่ใจว่า แม้ยามนี้ก็ยังเหมือนความฝัน หากเดินทางถึงกวงโจวหรือแม้กระทั่งกลับไปถึงหานโจวแล้ว ได้พบผู้คนคุ้นเคย จึงจะรู้แจ้งว่า เรื่องนี้หาใช่ความฝันแต่อย่างใด
หากไม่ใช่ฝัน ก็คือได้พบเทพเซียนแน่แท้
พ้องกับเรื่องราวที่ตนเล่ามาครึ่งชีวิตไม่ผิดเพี้ยน
ต่งจื้อเดินโซเซห่างออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเพียงจุดดำบนผืนหิมะ
นักพรตยังคงยืนมองจนอีกฝ่ายลับสายตาไป จึงหันกลับมา
พลันสัมผัสได้ถึงบางอย่าง จึงหันกลับไป
หมอกพิษยังปกคลุมทั่วผืนป่า แต่ในหมอกนั้นกลับปรากฏเงาร่างของกวางตัวหนึ่ง
กวางนั้นมิได้ก้าวไปไหน หากเชิดหน้ามาสบตากับเขา
ซ่งโหยวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนค้อมกายคารวะ
“ท่านมีเรื่องใดอยากชี้แนะหรือ”
กวางตัวนั้นมีขนาดพอๆ กับลูกแกะ มันจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเปล่งวาจาดั่งมนุษย์ เสียงกังวานแผ่วเบาดุจสายลม
“ได้ยินกันว่าทิศตะวันตกของแคว้นเหยียนโจว มีเซียนจากเหอโจวปราบมารปีศาจมาตลอดทาง ครั้นถึงเหยียนโจวก็กำจัดไปได้อีกไม่น้อย เซียนผู้นั้นคือท่านใช่หรือไม่”
“ท่านรู้ได้อย่างไร” ซ่งโหยวถาม
“แดนเหนือมีมารปีศาจชุกชุม แม้ข้าจะบำเพ็ญตนอยู่ในป่าทางเหนือของแคว้นเย่ว์โจว ก็มักได้ยินเรื่องเล่าจากภายนอกเสมอ”
“แล้วท่านอยากบอกสิ่งใดแก่ข้า”
“ท่านมาจากไหน”
“ก็อย่างที่ท่านรู้นั่นแล ข้ามาจากเหอโจว ผ่านเหยียนโจวมา”
“แล้วท่านจะไปที่ใด”
“ออกพเนจรทั่วหล้า”
“ท่านไปทั่วเย่ว์โจวแล้วหรือ”
“มากกว่าครึ่งแล้ว”
“…”
เจ้ากวางพลันเหลียวซ้ายแลขวา เหมือนเกรงกลัวสิ่งใดอยู่ ก่อนจะก้มหน้าลงแล้วเอ่ยว่า “ที่เย่ว์โจมารปีศาจมากมายนัก ทั้งยังมีเรื่องราวน่าพิศวงไม่น้อย ท่านควรเดินทางให้รอบคอบกว่านี้”
สิ้นคำก็ไม่รอให้ซ่งโหยวถามต่อ สะบัดเท้าวิ่งหายเข้าไปในม่านหมอกทันที ร่างนั้นจางหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย