ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 305 อำเภอมั่วจู๋ แคว้นจ้าวโจว
“เรื่องพิสดาร…”
ซ่งโหยวยืนนิ่งอยู่กับที่ ขมวดคิ้วพึมพำกับตนเอง
ก่อนจะละสาย ขยับไม้เท้าออกเดินต่อไป
เบื้องหน้าคือแนวเทือกเขาทอดตัวยาว ท้องฟ้ากว้างไกลดูเหมือนครึ่งทรงกลมสีน้ำเงินเข้ม กว้างใหญ่จนไร้รอยแยก ยอดเขาหิมะโค้งตัวอ่อนโยนดุจเส้นพู่กัน ไม่เห็นแม้เงามนุษย์
บนผืนหิมะมีรอยเท้าเรียงรายทอดยาวสู่ทิศใต้ อีกทางหนึ่งคือรอยเท้าเดินเลียบสันเขาออกไปทางตะวันออก
แม้ซ่งโหยวไม่เข้าใจว่าภูตตนนั้นคิดจะบอกใบ้อะไร หรือมีเจตนาใดแอบแฝง ต้องการให้เขาพำนักที่เย่ว์โจวหรือแดนเหนือเนิ่นนานเพียงไร แต่เขามักทำตามคำโน้มน้าว ไหนๆ ก็เป็นนักพรตพเนจรอยู่แล้ว เห็นว่าการใช้เวลาเพิ่มไปกับการเดินให้ทั่วเย่ว์โจวก็มิใช่เรื่องเสียหาย เดิมทีตั้งใจจะข้ามป่าต้นชิงถงไปเขาเทียนจู้ แล้วจึงลงไปพำนักในจ้าวโจว ทว่าบัดนี้กลับคิดวกอ้อมเสียอีกหนึ่งรอบ
เย่ว์โจวแทบจะร้างผู้คน การเดินทางจึงยากลำบากนัก ตลอดทางยังพบบ่อยครั้งว่ามีกระดูกขาวกระจัดกระจาย เป็นศพที่ถูกทิ้งไว้กลางทุ่งนับสิบปี ควรกลบฝังให้ดี จะได้ไปสู่สุคติ ซ่งโหยวจึงจำต้องหยุดช่วยเหลืออยู่พักๆ
บางครา ก็เจอซากปีศาจที่รอดพ้นจากการกวาดล้างของสวรรค์ ล้วนเป็นปีศาจชั่วร้าย บางตนสกปรกส่งกลิ่นเหม็นคาว บางตนยังบงการดวงวิญญาณอาฆาต ที่ดูเพียงผิวเผินก็รู้ว่ามิใช่สิ่งดี ซ่งโหยวจึงสะบัดมือกำจัดให้สิ้น
เขายังพบร่องรอยพิกลที่ซ่อนลึกนัก ยากจะสังเกต ต้องเพ่งพินิจจากพลังสรรพสิ่งจึงรู้ว่าเคยมีผู้ยิ่งใหญ่มาพำนัก แต่ก็เพียงเท่านั้น มิได้พบจอมมารหรือผู้บำเพ็ญใดๆ ทั้งสิ้น คล้ายกับในป่าต้นชิงถงไม่มีผิด ไม่รู้ว่าผู้ใดล่วงรู้การมาของเขาแล้วไปซ่อนตัว หรือสิ้นชีพไปนานแล้ว ไม่อาจค้นหาได้ง่ายๆ หากจะเสาะให้ถึงที่สุดก็เปลืองเวลา ทั้งยังเสียมารยาทนัก
จอมมารที่เคยก่อเภทภัยในเย่ว์โจว ก็มีเพียงจอมมารวัวขาวเพียงตนเดียว นับเป็นหนึ่งในจอมมารชั่วช้า ซึ่งกำเนิดขึ้นท่ามกลางศึกแดนเหนือเมื่อหลายปีก่อน ทว่าก็ถูกสวรรค์กวาดล้างไปนานแล้ว เย่ว์โจวเป็นถิ่นที่สั่งสมพลังวิญญาณและวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน การมีมารปีศาจดำรงอยู่ก็มิใช่เรื่องแปลกใหม่ หากแต่เมื่อไม่ได้ยินข่าวอันตรายเล็ดลอดออกมา ซ่งโหยวก็จะเสาะหาพอเป็นพิธีแล้วก็ถือว่าเพียงพอ หากจะรื้อค้นถึงขั้นรุกล้ำก็ไม่สมควร
สุดท้ายเขาก็แค่จดจำไว้แล้วก้าวเดินต่อไป
กินเวลาร่วมหนึ่งเดือนเต็ม
ซ่งโหยวยืนอยู่หน้าประตูเมือง แหงนมองชื่อ ‘มั่วจู๋ ‘ที่สลักบนป้ายเหนือกำแพง แล้วจึงเข้าไปแสดงผ่านทางต่อทหารยาม ก่อนจะเดินเข้าสู่ตัวอำเภอ
เมืองมั่วจู๋ตั้งอยู่สุดตะวันตกเฉียงใต้ของจ้าวโจว ติดกับฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเย่ว์โจว และเหนือสุดของหานโจว ทว่ามีแนวเขาและด่านใหญ่ขวางไว้ ทำให้เมื่อสิบปีก่อน เย่ว์โจวถูกพวกชาวแดนเหนือรุกรานจนย่อยยับ แต่จ้าวโจวกลับไม่ได้รับความเสียหายมากนัก
ยามนี้เดินอยู่ในเมือง แม้ถนนแคบๆ มีบ้านเรือนทรงเตี้ยทั้งสองข้างทางจะเก่าแก่เพยงใด แต่ใกล้จึงช่วงปีใหม่แล้ว จึงมีผู้คนพอคึกคัก ยิ่งยามเช้า จะเห็นพ่อค้าแม่ขายตั้งแผงตามทาง
มีทั้งคนขายฟืน ถ่าน น้ำดื่ม ไข่ไก่ รวมถึงกระบุงกระจาดไม้ไผ่ ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือยังมีคนรับห่อไข่เยี่ยวม้าให้เสร็จสรรพด้วย
เมื่อเปรียบกับเย่ว์โจวอันว่างเปล่า หรือแม้แต่อำเภอเล็กๆ ในเหยียนโจวหรือเหอโจว เมืองมั่วจู๋ก็ยังดูคึกคักมีชีวิตชีวากว่ามาก เพียงแต่ถ้าเทียบกับเมืองทางใต้แล้วก็ยังถือว่าขัดสนไม่น้อย
พื้นถนนปูด้วยศิลา ยามม้าย่ำก้าวพลันเกิดเสียงดังเป็นจังหวะ
บางช่วงมีบันไดหิน ม้าก็ต้องก้าวขาขึ้นอย่างระมัดระวัง
ซ่งโหยวเดินถามทางอยู่ครู่ใหญ่ จึงหาที่พักกลางอำเภอแห่งหนึ่งได้
ด้วยความที่แผ่นดินต้าเยี่ยนมีเศรษฐกิจเฟื่องฟู อีกทั้งเมืองมั่วจู๋ยังมีไผ่หมึกซึ่งใช้ทำพู่กัน เป็นที่ชื่นชอบของนักปราชญ์นักเขียน ทำให้แม้จะเป็นเมืองชายแดน แต่โรงเตี๊ยมและโรงพักม้าก็ยังพอทำมาค้าขายได้
เขาผูกม้าไว้หน้าประตู ก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยม
ธรณีประตูเตี้ยและถอดออกได้
เข้ามาก็เป็นลานกว้าง ไว้ให้พ่อค้าเดินทางหยุดม้าเกวียน ไม่ใช่โถงใหญ่แบบเมืองหลวง ต้องเดินผ่านลานไปจึงได้พบเถ้าแก่โรงเตี๊ยม
โรงเตี๊ยมในยุคนี้ โดยเฉพาะในเมืองเล็กๆ ส่วนใหญ่ห้องพักล้วนถูกผู้เช่าระยะยาวจับจองไว้ เช่น บัณฑิตหรือข้าราชการที่มาอาศัยชั่วคราว ส่วนคนเดินทางผ่านมา เช่น พ่อค้าหรือนักพเนจร ก็มักจะเลือกพักในโรงพักม้าหรือกระท่อมมากกว่า เพราะสะดวกและถูกกว่า ทั้งยังไม่ตรวจสอบเข้มงวด บางแห่งถึงกับไม่ต้องลงชื่อ เหมาะสำหรับชาวยุทธ์
ซ่งโหยวพูดคุยกับเจ้าของร้านอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตกลงเช่าห้องหนึ่งเดือน ราคาถูกกว่าค่าเช่าบ้านในเมืองทางใต้เสียอีก
เขาพาม้าเข้ามาผูกไว้ในลาน ส่วนห้องพักของเขานั้นอยู่ชั้นสอง
“ช่วงนี้โรงเตี๊ยมไม่ค่อยมีแขกหรอก ช่วงปีใหม่ผู้คนต่างกลับบ้านกันทั้งนั้น หลังจากนั้นถึงจะกลับมาคึกคัก ข้าน้อยเห็นท่านเป็นนักพรต ย่อมรักความสงบ จึงจัดห้องด้านหลังให้ จะได้ไม่ต้องถูกรบกวนโดยเสียงพ่อค้าตอนเช้าและกลิ่นมูลม้าในลาน”
“โรงเตี๊ยมของข้ามีอาหาร แต่ต้องสั่งล่วงหน้า น้ำร้อนสำหรับดื่มหรืออาบก็เช่นกัน เก็บเงินแยกตามที่ใช้จริง น้ำมันตะเกียงกับถ่านเตาก็ด้วย หากท่านอยากทำอาหารเอง ก็ยืมครัวได้ เพียงจ่ายค่าวัตถุดิบเล็กน้อย”
“ข้าจะจำไว้”
“ออกไปทางซ้ายมีโรงน้ำชา ส่วนทางขวามีโรงสุราตั้งอยู่ไม่ไกล มีทั้งหญิงคณิกาและบ่อนพนัน หากท่านอยากสรรหาความรื่นรมย์ก็ลองไปดูได้” เถ้าแก่หัวเราะเบาๆ แล้วลดเสียงต่ำลง “แต่พักนี้ทางเหนือวุ่นวายนัก ถึงจ้าวโจวจะสงบกว่า แต่บางครั้งก็มีข่าวผู้คนโดนผีหลอก หากไม่จำเป็น ก็อย่าออกไปตอนดึกเลย เพราะพอตะวันลับขอบฟ้า นอกจากโรงสุราและบ่อนพนันก็ไม่มีสิ่งใดให้เพลิดเพลินแล้ว”
“ข้าต้องแจ้งเถ้าแก่ก่อนว่าข้ายังมีสหายอีกสองคน หนึ่งเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาเกลี้ยงเกลา ส่วนอีกหนึ่งเป็นเด็กหญิงอายุน้อย หากพวกเขามาหาข้า ก็ปล่อยให้เข้าออกตามสะดวกเถิด”
เถ้าแก่พยักหน้า “รับทราบ”
“รบกวนท่านด้วย”
“ท่านพักผ่อนเถิด หากต้องการอะไรก็เรียกข้าได้” เถ้าแก่ตอบอย่างนอบน้อม ก่อนจะถอยออกไป
ซ่งโหยววางห่อสัมภาระลง แล้วเปิดย่ามออก แมวสามสีตัวหนึ่งพลันกระโดดออกมา หันซ้ายหันขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้ววิ่งพล่านไปทั่ว สูดดมสำรวจสถานที่ใหม่อย่างเพลิดเพลิน จากนั้นเขาก็เปิดกระเป๋าข้างของย่ามอีกใบ นกนางแอ่นก็โบยบินออกมา
แต่นกนางแอ่นกลับมิได้ซุกซนเหมือนเจ้าแมว หากแต่ยืนนิ่งเพราะรู้สึกผิดอยู่ในใจ แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า
“ข้าทำให้ท่านลำบากแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอก”
ซ่งโหยวตอบไปเช่นนั้นแล้วก็ยิงคำถามต่อ “แล้วปกติเจ้าพักอยู่ที่ใด”
“ข้ายังไม่ชินกับการอยู่ในห้องนัก ข้าเห็นตรงประตูมีต้นไม้ใหญ่ ให้ข้าอาศัยอยู่บนต้นไม้หรือบนหลังคาก็ได้ จะได้ช่วยท่านเฝ้ายามและดูแลม้าของท่านด้วย”
“ย่อมได้”
แท้จริงแล้วใช่ว่าโรงเตี๊ยมจะไม่อนุญาตให้นกนางแอ่นอยู่ แต่หากจะอธิบายว่ามันมีจิตปัญญารู้ความและเชื่อฟังคำสั่ง ก็คงยุ่งยากเปล่าๆ อีกทั้งเขาก็รู้ดีว่า นกนางแอ่นชอบอาศัยในที่เปิดโล่ง ต่อให้ต้องนอนค้างตามพงหญ้า ก็ยังเลือกเกาะบนกิ่งไม้สูงสุดเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดบดบังสายตา ทั้งยังมีนิสัยไม่ชอบอยู่ในห้อง หากไม่มีเหตุจำเป็นก็มักบินเข้าออกเพียงครู่หนึ่ง ซ่งโหยวจึงมิได้อธิบายต่อกับเจ้าของร้านให้วุ่นวาย
แมวสามสีเงยหน้าขึ้นพูดกับเขา
“ก็แค่กลิ่นอับชื้นเท่านั้นเอง”
“กลิ่นอับ!”
“เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทก็หายแล้ว”
ซ่งโหยวจึงก้าวไปเปิดหน้าต่างออก พลางเป่าลมเบาๆ กลับกลายเป็นลมกรรโชกรุนแรงพัดเข้ามา กวาดเอากลิ่นอับออกไปหมดสิ้น
หันกลับมาอีกที แมวน้อยก็กลายร่างเป็นเด็กหญิงตัวน้อยแล้ว นางกำลังเลียนแบบท่าทางของเขา ค่อยๆ รื้อของในย่ามออกมาทีละชิ้น
เหยือกน้ำกับถ้วยชามที่โรงเตี๊ยมเตรียมไว้ก็มีอยู่ แต่ซ่งโหยวพกของตนมาเอง นางจึงหยิบวางเรียงไว้บนโต๊ะ
ตะเกียงที่เมื่อครู่ยังวางข้างย่าม บัดนี้ถูกยกไปไว้ใกล้เตียง
ถุงย่าม กริช และธง ก็ถูกจัดเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ
รู้ว่าทุกครั้งที่ซ่งโหยวปักหลักอยู่แห่งใด ย่อมต้องเขียนบันทึก นางจึงหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาเรียงไว้ให้
เด็กหญิงตั้งใจเรียงสัมภาระราวกับเป็นศิษย์ตัวน้อยจริงๆ
บางทีก็รู้สึกว่านางเริ่มโตเกินวัยแล้ว
ซ่งโหยวรู้ดีถึงความคิดของนาง นางมักะคิดว่าตนเป็นแมวตัวโตเฉลียวฉลาด ต้องคอยดูแลนักพรต ไม่ต่างจากแมวบ้านทั่วไปที่พอโตขึ้น ก็มักแสดงท่าทีเหมือนหันกลับมาเลี้ยงเจ้าของ เสมือนจะรู้สึกภาคภูมิใจจากการทำเช่นนั้น
“ขอบคุณแม่นางสามสี”
ซ่งโหยวยิ้ม เขามองออกไปยังถนนเบื้องล่างผ่านหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่ง เด็กหญิงก็จัดการฝนหมึกให้เรียบร้อยแล้ว
เขาจึงจำต้องนั่งลง กางกระดาษขาวออกแล้วเริ่มเขียนตามเคย
เดิมทีเขาตั้งใจจะไปพักที่เมืองหลวงของจ้าวโจว ทว่าช่วงนี้ตรงกับเทศกาลปีใหม่ อีกทั้งดินแดนเหนือก็เต็มไปด้วยหิมะหนาวเหน็บ หนทางยากลำบาก สภาพอากาศโหดร้าย รอให้หิมะละลายเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วค่อยออกเดินทางคงดีกว่า แต่เพราะคำพูดไม่กี่ประโยคของภูตกวาง ทำให้เขาต้องเสียเวลาในเย่ว์โจวเพิ่มอีกเดือนหนึ่ง สุดท้ายจึงได้มาเยือนเมืองชายแดนแห่งนี้
ฤดูหนาวอันยาวนาน ทั้งยังเป็นเทศกาลปีใหม่เช่นนี้ เดินทางไม่ค่อยสะดวกนัก เขาจึงคิดว่าจะพักอยู่ที่นี่สักหนึ่งหรือสองเดือน รอจนหิมะละลายแล้วค่อยออกเดินทางต่อ
สิ่งที่เขาพบเห็นในเย่ว์โจว ย่อมต้องบันทึกไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสระห้าสี น้ำตกเย่ว์หลง ป่าต้นชิงถงที่มีนกศักดิ์สิทธิ์โผบินยามราตรี เขาเทียนจู้ซึ่งเป็นที่เหินสู่สวรรค์ของเทพเจ้า หรือซากศพที่นอนตายเกลื่อนกลาด ตลอดจนเรื่องราวของนักเล่าเรื่อง และความผิดปกติของกระแสพลังวิญญาณ ไหนจะลำธารน้ำแข็งที่เดินข้ามได้ ต้นไผลึกน้ำแข็งที่งดงามราวกับในความฝัน หรือแม้แต่เจ้าแมวสามสีที่ต้องเบียดตัวเข้ามาหาความอบอุ่นจากเขาทุกค่ำคืน
นักพรตหนุ่มเขียนไปทีละบรรทัดทีละหน้า ลายมือมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนแม่นางสามสีก็จัดการจุดไฟในเตาร้อน เพราะนางกลัวหนาว จึงคิดว่าซ่งโหยวก็ต้องกลัวหนาวเช่นเดียวกัน นางจึงยกเตาไฟมาไว้ตรงเท้าเขา แล้วตะโกนเรียกนกนางแอ่นที่พักอยู่ริมหน้าต่างมานั่งผิงไฟด้วยกัน
……………