ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 306 ฟังเรื่องราวของตนเองที่โรงน้ำชา
ภายในโรงน้ำชาข้างโรงเตี๊ยม
เพราะใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ ช่วงนี้จึงเก็บเกี่ยวแทบไม่ได้ ผู้คนจึงว่างเว้นจากงานหนัก อีกทั้งยังเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวที่เต็มใจควักเงินออกมาใช้ในรอบปี โรงน้ำชาจึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ค้าขายคึกคัก
บ้างนั่งสนทนาหัวร่อเฮฮา บ้างตั้งใจฟังคนเล่าเรื่อง บ้างก็เป็นคนจากบ่อนพนันที่เกิดเบื่อจึงย้ายมาเล่นเบี้ยเสี่ยงทายที่นี่
เมื่อซ่งโหยวพาแมวสามสีมาถึง ก็เหลือโต๊ะสุดท้ายพอดี จึงนั่งลงสั่งชาธรรมดาหนึ่งกา ค่อยๆ จิบระหว่างฟังเรื่องเล่า ส่วนเจ้านกนางแอ่นนั้นเกาะอยู่บนขื่อ ไม่กล้าบินลงมาเพราะมีคนเยอะ
“เรื่องราวต่อจากคราวก่อน”
“กองทัพชาวแดนเหนืออัญเชิญบรรดาเทพเซียนลงมาจากสวรรค์ ปลุกพลังเรียกสายน้ำมหาศาลให้ซัดสาด อนิจจัง สายน้ำเชี่ยวกรากประหนึ่งคลื่นสมุทร กระหน่ำท่วมทุ่งหญ้ากว้างใหญ่! ก่อนหน้าก็เคยเล่าไปแล้วว่า เซียนผู้นั้นมีวัวเขียวคู่กายคอยแปลงกายเป็นมังกรพ่นไฟบ้าง พ่นน้ำบ้าง เหินหาวล่องทะเลย่อมไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าหลังกำแพงเมืองหย่วนจื้อยังมีพลทหารนับแสนตั้งกองกำลังอยู่ เหล่าทหารพร้อมอาวุธครบมือล้วนเกรงกลัวน้ำท่วมครั้งนี้!”
ซ่งโหยวได้ยินดังนั้น ก็ก้มหน้าลงโดยมิได้เอ่ยคำใด
แมวสามสีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวข้างๆ เงยหน้ามองเขาด้วยแววตาแฝงความฉงน
เขาเพียงยื่นถ้วยเคลือบลายคราม ซึ่งมีน้ำชาเพียงครึ่งถ้วยให้แมวน้อยชิม
แมวสามสีขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเขาอย่างไม่เข้าใจ
ทว่าในเมื่อส่งมาแล้วก็จำต้องก้มลงชิม แลบปลายลิ้นสีชมพูออกมาลิ้มรสแล้วหดกลับทันที พร้อมทำตาหยี หน้าตาบูดเบี้ยว
ซ่งโหยวจึงเผยรอยยิ้มพอใจออกมา
“สายน้ำซัดกระหน่ำ!”
“ซ่า! ครืน!
“ช่วงเวลาวิกฤติ เทพเซียนผู้นั้นพลันชักกระบี่ออกมากวัดแกว่ง!”
“เพียงกระบวนท่าเดียว! ก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำพสุธา พลังรุนแรงไร้ขอบเขต! ปราณกระบี่พุ่งทะลุสู่ท้องนภา ผ่าแยกผืนพิภพ เกรงว่าแม้แต่เทพบนวิมานสวรรค์ หรือราชาผีใต้ดินก็ต้องสั่นสะท้าน! สายน้ำเชี่ยวกรากประหนึ่งมหาสมุทรกลับถูกผ่าออก! เหล่ามัจฉาตกลงสู่ผืนดิน ดิ้นกระเสือกกระสนอยู่อย่างนั้น! จะเป็นปลาจากที่ใดกัน!”
เขาออกจากเมืองหลวงมาเมื่อสองปีที่แล้ว วิธีชงชายอดนิยมในฉางจิงและหยางโจวยังเผยแพร่มาไม่ถึงที่นี่ ผู้คนยังต้มชาด้วยวิธีการดั้งเดิม ใส่พุทราแห้ง บ๊วยดอง และส่วนผสมสารพัด กลิ่นและรสออกหวานอมเปรี้ยว แม้จะไม่ใช่ชาชั้นเลิศ รสฝาดขมและฝืดคอ แต่ชาวบ้านแถบนี้กลับชอบกันนัก
อาจเพราะรสชาตินั้นขมขื่นคล้ายชีวิตของพวกเขา
แมวสามสีดูสับสนกว่าเดิม นางยืนบนเก้าอี้ ยื่นอุ้งเท้าเล็กๆ ไปเขี่ยไม้เท้าไผ่ที่พิงอยู่ข้างตัวซ่งโหยว ราวกับอยากพิสูจน์ว่ามันเกี่ยวข้องกับ ‘กระบี่คราม’ ที่เพิ่งได้ยินมาอย่างไร
นางหันไปมองเขาอีกที แววตาคล้ายอยากจะถามจริงจัง แต่ก็ดูเหมือนอยากแหย่
ซ่งโหยวได้แต่ยื่นถ้วยชาให้ดื่มอีก
“แล้วเซียนผู้นั้นเพียงชูนิ้วชี้ขึ้น! เอ่ยว่า ‘จงหือดแห้งไปเสีย‘!”
“ฉัวะ!”
“พวกท่านลองเดาดูสิว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ”
“มวลน้ำเชี่ยวกรากที่เอ่อท่วม กลับถอยร่นไป!”
นักเล่าเรื่องยิ่งคึกคะนอง ครั้นเห็นเงินรางวัลกองเต็มพื้น ใบหน้าก็ยิ่งปลื้มปีติ ตบโต๊ะเสียงดัง พร้อมหัวเราะร่า
“แม้แต่น้ำยังฟังถ้อยคำคนออก!”
ผู้คนทั้งโรงน้ำชาต่างส่งเสียงฮือฮาแทนคำสรรเสริญ
พวกที่เอาโรงน้ำชามาใช้แทนบ่อน ถึงจะจดจ่อกับการพนันอยู่ แต่กลับตั้งฟัง ฟังแล้วก็ฮึกเหิม หากใครเพิ่งชนะพนันก็โยนเหรียญทองแดงขึ้นบนเวทีอย่างไม่หวงแหน
คนที่นอกโรงน้ำชาก็เบียดกันแน่นเช่นกัน บ้างจ่ายค่าโต๊ะค่าชาไม่ไหว บ้างก็ไม่อยากเสียเงิน ปกติร้านมักไล่ตะเพิดหรือเรียกให้จ่าย ทว่าวันนี้โต๊ะด้านในเต็มหมดแล้ว เงินทองไหลมาไม่ขาดสาย อีกทั้งนี่ก็เป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงปล่อยเลยตามเลย
ซ่งโหยวจิบชาพลางเหลือบตามองออกไปนอกหน้าต่าง
เห็นถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็มายืนมุงด้วย
แต่ผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดกลับเป็นเด็กชายวัยสิบสองสิบสาม ใบหน้าคล้ำแดด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาดๆ ดวงตาสุกใสจับจ้องนักเล่าเรื่องตาไม่กะพริบ แม้แฝงแววเหนื่อยอยู่บ้าง แต่แววตานั้นกลับเป็นประกายงดงาม
พวกเขาปรารถนาสิ่งใดกัน ปรารถนาจะมีอิทธิฤทธิ์ดุจเซียนในเรื่องเล่า หรือปรารถนาให้ตนได้ไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ได้เห็นด้วยตา เรื่องราวอันควรเป็นเพียงตำนาน กลับเกิดขึ้นจริงเมื่อปีนี้ที่ชายแดนตะวันตกของเหยียนโจว
“เหล่าปีศาจเห็นแล้วถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ! สิงสาราสัตว์นานาชนิดแผดเสียงร้อง พ่นของเหลวสีเขียวเหนียวเหนอะออกมา…”
“ทำไมเป็นเช่นนั้นเล่า”
“พวกมันกระอักน้ำดีออกมาอย่างไรเล่า!”
“เหล่าปีศาจที่เหลือเห็นเข้าก็ตกใจ รีบเผ่นหนี ต่างเผยฤทธิ์แปลงกายสารพัด! บ้างกลายเป็นนกโผบิน บ้างกลายเป็นปลาแหวกว่ายไป บ้างแปลงเป็นสายลมทมิฬพัดหายไปในพริบตา บ้างก็คืนร่างเดิมแล้ววิ่งหนีไป มีสารพัด เห็นแล้วไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี!”
“แต่เซียนผู้สูงส่งกลับกล่าวว่า ‘จับพวกมันกลับมาให้ข้าด้วยเถิด’ แม้จะฟังดูเหมือนเป็นคำขอ แต่แท้จริงแล้วเป็นสั่งลูกเสือข้างกาย! มิได้เล่าไปแล้วหรือว่า นอกจากเซียนผู้นั้นจะวัวเขียวคู่ใจท่องไปทั่วหล้า ยังมีลูกเสืออีกตัวด้วย!”
แมวสามสีได้ยินถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากเผยเขี้ยวเล็กสองซี่ราวลูกเสือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
นางหันมามองซ่งโหยวอีกครั้ง
เขากลับเพียงยิ้มให้ ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
“เจ้าลูกเสือนี้ก็ใช่ว่าธรรมดา ที่แล้วก็บอกไว้แล้ว ครานี้ไม่ขอซ้ำมาก เอาเป็นว่ามันเก่งกล้ายิ่งนัก! เพียงคำราม ร่างกายก็ขยายขึ้นตามแรงลม สูงขึ้นนับหลายจั้ง เพียงคำรามอีกครั้ง ก็แปลงกายเป็นลมกรดพุ่งเข้าใส่ฝูงปีศาจ หึหึ จากนั้นก็กัดกินปีศาจเข้าไปทีละตัว…”
แมวสามสีถึงกับตื่นตะลึง เริ่มตกอยู่ในภวังค์เพ้อฝัน
ซ่งโหยวเพียงดื่มชาฟังเรื่องเล่าต่อไป
เขาย่อมมีความลำพองอยู่บ้าง คนเราล้วนอยากฟังเรื่องเล่าที่สรรเสริญตนเอง ทว่าเขามิได้ฟังเพียงเพราะทะนงตน แต่ยังอยากฟังเบื้องหลังของเรื่องราวด้วย
ชัดเจนว่าผู้คนถวิลหาเรื่องเล่าเกี่ยวกับเซียน
ยิ่งเป็นเรื่องจริง มิใช่เพียงตำนานเก่าแก่ ความโหยหายิ่งแรงกล้า
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนดูจะชอบการที่เซียนขี่วัวมากกว่าขี่ม้า มีเสือเป็นสัตว์คู่ใจมากกว่าแมว ส่วนฤทธิ์เดชของเซียน และความน่าสะพรึงของปีศาจ ยิ่งกล่าวเกินจริงมากเพียงใด ฟังแล้วก็ยิ่งสะใจมากเท่านั้น
ดังนั้นเรื่องราวจึงถูกขยายความเกินจริง
“กระบี่ครามเชือดเฉือนแผ่นน้ำ เอ่ยเพียงวาจาแผ่วเบาก็ปราบปีศาจได้! หลังศึกนี้ กองทัพชาวแดนเหนือก็ไม่อาจสร้างคลื่นใหญ่ได้อีกต่อไป แม่ทัพเฉินก็ฉวยโอกาสนำทัพออกจากเมือง ออกทำศึกตัดสินกับศัตรูทันที!”
“วันนี้ข้าขอเล่าไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณบรรดาผู้ฟังทั้งเก่าและใหม่ที่ให้การสนับสนุน ขอบคุณเงินค่าน้ำชาทั้งหลาย หากเห็นว่าข้าเล่าได้ดี เย็นนี้ก็เชิญมาอีก จะเล่าเรื่องเทพเซียนติดตามกองทัพออกศึกรบกับปีศาจต่อให้ฟัง เซียนผู้นั้นสังหารปีศาจที่เหยียนโจวได้สามพันตน บัดนี้นับได้สองพันสองร้อยตน ยังเหลืออีกแปดร้อย ล้วนอยู่ในเรื่องราวบทถัดไปทั้งสิ้น!”
เสียงผู้คนโห่ร้องฮือฮา เหรียญทองแดงกระทบเวทีไม่ขาดสาย
เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือไม่มั่งคั่งเท่าทางใต้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงอี้ตูหรือฉางจิง ข้าวของก็ถูกกว่ามากโข แต่เมื่อถึงคราวเทศกาลปีใหม่ ผู้คนกลับกล้าควักเงินออกมาใช้ เรื่องเล่าชวนติดตาม บรรยากาศก็ยิ่งคึกคัก
ซ่งโหยวเรียกเถ้าแก่มาเก็บเงิน
“น้ำชาหนึ่งกาสิบห้าเหวิน ค่าที่นั่งแปดเหวิน ลูกพลับแห้งสองชิ้นห้าเหวิน รวมทั้งสิ้นยี่สิบแปดเหวิน”
เป็นราคาช่วงเทศกาลปีใหม่ ถือว่าไม่ถูกเลย
แต่บัดนี้เขาพอมีเงินอยู่ ส่วนใหญ่เป็นเงินที่แม่นางสามสีลำบากหามาได้จากทุ่งหญ้าเมื่อคราวฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน หลังจากเข้ากองทัพและไปเยือนเย่ว์โจว ก็แทบไม่มีที่ใช้เงินนัก จึงเก็บมาจนถึงตอนนี้
เขาล้วงเงินออกมานับ แมวสามสีก็แหงนหน้ามองเขาตาไม่กะพริบ
เขานับออกมาสามสิบเหวิน
“อีกสองเหวินก็ให้คุณชายนักเล่าเรื่องไปเถิด ถือเป็นค่าน้ำชาแล้วกัน”
“โอ้! ขอบพระคุณท่านมาก!”
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวเอ่ยกับแมวสามสี ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมไม้เท้าไผ่
แมวสามสีเหลียวไปมองนักเล่าเรื่องที่กำลังตั้งใจโกยเหรียญ ภายในใจยังรู้สึกความสงสัย แต่สุดท้ายก็โดดลงจากเก้าอี้ เดินตามนักพรตออกไป
นกนางแอ่นก็รีบบินตามไปเช่นกัน
“คุณชายอยากถามอะไรหรือ”
“ที่นี่มีร้านขายเครื่องเทศบ้างหรือไม่”
“เครื่องเทศรึ”
“ใช่แล้ว”
“หากเป็นพวกเครื่องเทศที่ใช้ทำอาหารก็ยังพอมีคนมาขายตอนเช้า หรือไม่ก็หาได้ในร้านยา แต่ถ้าไม่ใช่ของพวกนั้น…” เถ้าแก่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ที่นี่เป็นอำเภอเล็กๆ ย่อมไม่มีของหายาก หากท่านต้องการของดีๆ เกรงว่าจะต้อง… แหะๆ…”
ซ่งโหยวพอเข้าใจความหมายแล้ว
แต่ในขณะนั้นเอง กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ
“ข้ารู้ว่าที่ใดมีเครื่องเทศขา”
ซ่งโหยวหันไปมอง
กลับเป็นเด็กชายที่เขาเห็นเมื่อครู่
ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยอะไร เถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็ดุเด็กน้อยทันที “เจ้าเด็กนี่! เลิกใช้ไม้นี้ได้แล้ว! คิดจะหลอกก็เลือกคนหน่อย เลือกเวลาให้เป็นด้วย!”
แล้วก็หันมายิ้มประจบกับซ่งโหยว
“อย่าไปใส่ใจเลยท่าน เด็กๆ จะรู้อะไร ส่วนมากก็หวังหลอกเอาค่าบอกทาง เทศกาลปีใหม่เช่นนี้มีอยู่ถมไป ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินไม่กี่เหวิน!”
ซ่งโหยวยิ้มรับ
ทว่าเด็กชายคนนั้นกลับยังจ้องเขาด้วยแววตาสุกใสเป็นประกาย “ข้าไม่เคยหลอกใครนะ ปกติข้ากคอยนำทางคนอยู่ที่ประตูฝั่งเหนือ คอยพาคนไปส่งตามที่ต่างๆ ข้ามีชื่อเสียงพอตัว ท่านไปถึงแล้วค่อยจ่ายเงินก็ได้!”
“เฮ้อ…”
เถ้าแก่ยิ้มแหย “ข้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ไม่ยักจะรู้ว่ามีที่ใดขายเครื่องเทศ นอกจากร้านยาแล้ว เจ้าจะหมายถึงที่ไหนได้ หากตอบไม่ได้ ข้าไม่ยอมปล่อยให้เจ้าฉลองปีใหม่อย่างสงบสุขแน่!”
“ข้าบอกแล้ว เวลาว่างข้ามักไปยืนที่ประตูฝั่งเหนือ คอยนำทางให้ผู้คนอยู่เสมอ พอใกล้ปีใหม่ พวกพ่อค้าขายเครื่องเทศก็เข้ามาในเมือง ตั้งแผงอยู่ทางฝั่งตะวันออกตลอดทั้งวัน หลายวันนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ตอนนี้ดึกแล้ว พวกเขาคงเก็บของกลับกันหมดแล้วแน่” เด็กชายสูงเพียงแค่อกซ่งโหยว แต่คำพูดกลับฟังดูโตเกินวัยมาก “แต่ข้ารู้ว่าพวกเขาพักอยู่ที่ใด ข้าขอแค่ห้าเหวิน แล้วจะพาท่านไปส่งถึงที่แน่”
“นี่เจ้า…”
เถ้าแก่หันกลับมามองซ่งโหยว เห็นทีเด็กหนุ่มคงมิได้โกหก ทั้งยังดูออกว่าซ่งโหยวคิดจะไปจริง จึงเอ่ยกำชับขึ้นว่า “หากคุณชายคิดจะไปจริงๆ ก็จงจำไว้ให้ดี ไม่ว่าเด็กนี่จะอ้างสิ่งใด ก็ต้องจ่ายเงินตอนไปถึงที่เท่านั้น หากมันคิดจะพาไปที่เปลี่ยว ยิ่งต้องระวังตัวให้มาก!”
พูดจบก็หันไปขู่เด็กชายไม่ให้คิดเล่นตุกติก
ซ่งโหยวขอบคุณเถ้าแก่ จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับเด็กหนุ่มทั้งรอยยิ้ม
“รบกวนเจ้าช่วยด้วย”
เด็กชายยืดอกพร้อมกล่าวเสียงหนักแน่น
“ท่านวางใจได้ ที่ข้ากล่าวล้วนเป็นความจริงทุกประการ! ข้ายึดถือชื่อเสียงเป็นที่ตั้ง ไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใด!”
“ข้าเชื่อเจ้าอยู่แล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยพลางพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ตามข้ามาเลย!”
เด็กชายรีบสาวเท้านำหน้าออกไปทันที
……………