ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 307 ความเปลี่ยนแปลงของโลกหล้า
ตรอกเก่าแก่คับแคบจนเกวียนหรือรถม้าไม่อาจผ่านไปได้ มีคราบด่างบนผนังและตะไคร่เขียวเกาะตามเชิงกำแพง ล้วนเป็นร่องรอยที่กาลเวลาได้ฝากไว้แก่อำเภอเล็กๆ แห่งนี้ เด็กชายอายุราวสิบกว่าปีในชุดเก่าๆ นำทางนักพรตหนุ่มผ่านตรอกนั้นมา ภาพที่เห็นก็ยังกลมกลืนพอสมควร ทว่าหากมองที่เบื้องหลัง มีแมวสามสีตามติด และนกนางแอ่นบินอยู่เหนือ จะกลมกลืนหรือไม่ก็คงแล้วแต่สายตาคนมอง
เด็กชายชำเลืองมองแมวเป็นระยะ แล้วก็แอบเหลือบตามองนกบนหัวพรตบ้าง แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมา
เสียงของนักพรตดังขึ้นข้างกาย
“ดูท่าทีเจ้าแล้ว คงเป็นชาวยุทธ์กระมัง”
“ก็แค่เที่ยวหาอาหารประทังชีวิตเท่านั้น”
“มิทราบว่าเจ้ามีนามว่าอย่างไร”
เด็กชายนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนหันมาสบตาเขา
“ไม่ใช่ว่าท่านนักพรตควรบอกนามตนก่อนหรือ”
ซ่งโหยวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เสียมารยาทแล้ว ข้ามีนามว่าซ่งโหยว แมวสามสีที่อยู่ข้างกายนี้ มีนามว่าแม่นางสามสี นับแต่ปลายฤดูร้อนในปีแรกของรัชศกหมิงเต๋อ เราสองก็ร่วมเดินทางไปทั่วหล้า จนบัดนี้ก็ผ่านมากว่าห้าปีแล้ว”
เด็กชายเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะเบี่ยงตัวโค้งคำนับ “ข้าน้อยแซ่สวี่ นามชิวอัน”
“ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะ”
“จะไพเราะหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวกับข้าหรอก”
“ดูท่าเจ้าคงฝึกวรยุทธ์ด้วยกระมัง”
“ยามว่างฝึกไว้ป้องกันตัว ไม่อาจเรียกได้ว่าฝึกยุทธ์หรอกท่าน” เด็กชายตอบเรียบๆ สุภาพนัก ไม่มีความหุนหันแบบเด็กน้อยทั่วไป ราวกับถูกกาลเวลาเร่งให้เติบโตเกินวัย “ร่อนเร่ในยุทธจักรไม่ง่ายเลย ยิ่งอายุน้อยก็ยิ่งยาก ข้าก็แค่ไม่อยากถูกใครรังแกเท่านั้น”
“เช่นนี้เอง”
ในแผ่นดินต้าเยี่ยน การฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่วัยเยาว์ถือเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะดินแดนตอนเหนือ จึงมิใช่สิ่งน่าแปลกใจนัก
ยิ่งเดินตามเด็กชายผ่านตรอกลึกเข้าไป ก็พลันมีเสียงแมวสามสีจามขึ้นมา ซ่งโหยวเองก็สูดจมูก กลิ่นหอมรางๆ ของเครื่องเทศลอยมากับลม จึงมั่นใจแล้วว่า เด็กชายไม่ได้หลอกลวงตน
ไม่นานก็มาถึงโรงพักรถม้าริมประตูฝั่งเหนือ แม้ไม่หรูหราเท่าโรงเตี๊ยม แต่เหมาะแก่การพักแรมและเก็บสัมภาระมากกว่า
“ข้าจะไปถามดู”
เด็กชายเหลือบตามองซ่งโหยว ก่อนเดินตรงไปสอบถามเถ้าแก่เกี่ยวกับพ่อค้าเครื่องหอม ไม่นานก็ได้คำตอบ
บางทีเพราะตลอดทางนักพรตหนุ่มวางตัวสำรวม เอ่ยวาจาใดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้เด็กชายรู้สึกมีไมตรี หรือเพราะภาพของนักพรตพเนจรผู้โดดเดี่ยวชวนให้เขานึกถึงเรื่องเล่าของ ‘เซียนสูงศักดิ์ผู้ช่วยกองทัพปราบปีศาจ ณ ชายแดนเหยียนโจว’ ที่เพิ่งฟังมาจากโรงน้ำชาเมื่อบ่ายนี้ก็เป็นได้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพียงสัญชาตญาณแห่งความเคารพของผู้คนต่อนักพรตก็เป็นได้
อันที่จริงควรจบแค่พามาส่งถึงที่ แต่เด็กชายกลับยังยืนรอช่วยพูดคุยกับพ่อค้าสำเนียงต่างถิ่นอย่างจริงใจ ดั่งคำกล่าวว่าจะส่งพระพุทธรูปก็ต้องส่งไปให้ถึงแดนตะวันตก
พ่อค้ายิ้มกว้าง รีบเชิญซ่งโหยวเข้ามาเลือกเครื่องหอม เด็กชายไม่กล้าตามเข้าไป ได้แต่ยืนพิงกรอบประตู พลางมองตามเข้าไปด้านใน บางครั้งยังหันกลับไปสบตากับนกนางแอ่นบนต้นไม้
“คุณชายช่างตาถึง! นี่คือยี่หร่าชั้นดีจากแดนตะวันตก ข้าขนมาจากฉางจิง กำลังจะนำไปขายต่อยังแคว้นต่างๆ ผ่านมาที่นี่พอดี หากคุณชายชอบ ข้าจะขายให้ท่านในราคาไม่แพง กำไรน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร”
ซ่งโหยวหยิบขึ้นมาสูดดม
เป็นยี่หร่าแน่นอน แต่ไม่ใช่ยี่หร่าชั้นเลิศ
เป็นเพียงของธรรมดาที่เคยเห็นอยู่แล้วในตลาดฝั่งตะวันตกของเมืองฉางจิงเมื่อปีก่อน
สายตาเขาเหลือบไปเห็นกระสอบหนึ่งเปิดอยู่ ภายในเต็มไปด้วยเครื่องเทศตากแห้งสีแดงสด
“นี่มัน…”
ซ่งโหยวถึงกับชะงัก
“คุณชายสายตาเฉียบแหลม! ของแปลกนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ไม่ทราบว่าท่านเคยได้ยินตำนานหรือไม่ ว่าครั้งหนึ่งเยี่ยนเซียนนำเมล็ดพันธุ์ชั้นดีมาหว่านเพื่อช่วยผู้คนจากทุพภิกขภัย แต่ครานั้นยังได้นำพืชอีกชนิดมาด้วย เรียกกันว่า ‘พริก’ …เผ็ดร้อนยิ่งกว่าเครื่องเทศชนิดอื่นเสียอีก ใช้เป็นเครื่องปรุงก็ได้ ใช้เป็นยาแก้ลมหนาวหรือช่วยย่อยอาหารก็ได้เช่นกัน”
เขาเว้นไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองนักพรต “พวกข้าก็เพิ่งจะเคยเห็น ที่แดนใต้เริ่มปลูกกันหลายแห่งแล้ว เคยลองชิมอาหารที่ปรุงด้วยสิ่งนี้ รสชาติแปลกใหม่ดี จึงซื้อติดมา ลองเอามาขายที่แดนเหนือบ้าง หากคุณชายไม่มั่นใจ ข้ายินดีมอบให้สองเม็ด เอากลับไปลองชิมดู หากถูกใจ พรุ่งนี้เช้าก็ไปที่ตลาดตะวันออก ตอนบ่ายข้าจะเลิกแผงออกเดินทางต่อแล้ว”
“ข้าเชื่อท่าน”
ซ่งโหยวเอ่ยทั้งรอยยิ้ม
“ข้าไม่ได้แต่งเรื่องเยี่ยนเซียนขึ้นนะ! ข้ายืนยันว่าเป็นจริงทุกประการ!” เขากลัวว่าซ่งโหยวอาจไม่เชื่อ “ตอนนี้เยี่ยนเซียนขึ้นเป็นเทพแล้ว ใครเล่าจะกล้าแต่งเรื่องโกหกพรรค์นั้น”
“ข้าก็เชื่อ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งโหยวยิ่งชัดเจนขึ้น ความรู้สึกนี้คล้ายกับเมื่อเช้าตอนเพิ่งเข้ามาในอำเภอมั๋วจู๋ เห็นหญิงคนหนึ่งกำลังทำไข่ดองริมถนน เขาได้เห็นผลกระทบที่ตนได้สร้างขึ้นบนโลกใบนี้ ความรู้สึกนี้ยากจะอธิบายเป็นคำพูดนัก
แม่นางสามสีก็ดูมีท่าทีแปลกๆ เช่นกัน แต่ความรู้สึกของนางนั้นต่างจากนักพรต นางนั่งอยู่ใกล้เท้าของซ่งโหยว หันไปมองนกนางแอ่นบนกิ่งไม้ข้างนอก ราวกับกำลังสนทนากัน เหมือนเด็กนักเรียนในห้องเรียนที่เมื่อได้ยินชื่อเพื่อนในเรื่องราวก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมอง
“แล้วคุณชาย…”
“ข้าขอดูอย่างอื่นด้วย”
“ได้…”
พ่อค้าดูผิดหวังเล็กน้อย แต่ไม่นานก็สดชื่นขึ้น เพราะนักพรตซื้อเครื่องเทศหลายชนิด และซื้อทีละมาก ๆ ดูแล้วก็เป็นคนใจกล้า พ่อค้าจึงเสนอราคาสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เด็กชายที่พามารู้ราคากลางในตลาดฝั่งตะวันออก เพียงตัดราคาเล็กน้อย ก็ได้ซื้อในราคาเดิมแล้ว โชคดีที่ก่อนหน้านี้ตอนเพิ่งมาถึงอำเภอมั่วจู๋ พ่อค้าก็เคยขอให้เด็กชายนำทางไปที่โรงพักม้า พร้อมกับจ่ายเงินให้เขาห้าเหวิน
เด็กชายไม่ได้พูดต่อ และก่อนหน้านี้ยังช่วยยกของให้อีกด้วย พ่อค้าจึงไม่ถือสาอะไร
ซ่งโหยวพอใจแล้วก็เดินออกไปจากโรงพักม้า พ่อค้าเองก็พอใจเช่นกัน
“ขอบคุณเจ้ามาก” ซ่งโหยวประสานมือคารวะเด็กชาย พร้อมหยิบเงินสิบกว่าเหวินออกมาจากอกเสื้อ “หากไม่ใช่เพราะข้ามีเงินติดตัวมาเท่านี้ ข้าคงจ่ายมากกว่านี้ นี่คือเงินค่านำทางของเจ้า ส่วนที่เกินก็นับเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยข้าต่อราคา ถือว่าเป็นส่วนแบ่ง”
เด็กชายเงยหน้ามอง แล้วยื่นมือไปรับ แต่ก็หยิบไปแค่ห้าเหวินเท่านั้น จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้ารับเฉพาะค่านำทาง นั่นคือหน้าที่ของข้า ส่วนที่เหลือก็แค่เรื่องบังเอิญ”
“ขอบใจเจ้าอีกครั้ง” ซ่งโหยวยิ้มแล้วเก็บมือกลับไป “แต่บุญคุณไม่อาจค้างคา ต้องตอบแทนความมีน้ำใจของเจ้า กฎเกณฑ์ยุทธภพล้วนเป็นเช่นนี้ คราวหน้าพบกัน จะตอบแทนเจ้าแน่นอน”
“ท่านก็แค่ผู้มาเยือน อำเภอมั๋วจู๋นั้นเล็กมาก กว่าจะได้พบกันอีกก็ไม่ง่ายนักหรอก” เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ต่อให้ใบหน้าจะคล้ำแดดหรือสวมเสื้อผ้าเก่าเพียงใด แต่รูปลักษณ์ยังคงสง่างาม ไม่ใช่เด็กน้อยอ่อนต่อโลก ซ้ำยังเอ่ยวาจาหนักแน่น “พบกันอีกเมื่อใดค่อยว่ากัน”
“ก็ได้” ซ่งโหยวตอบด้วยความสงบ
เด็กชายหันหลังเดินจากไป ซ่งโหยวก็เดินกลับโรงเตี๊ยม
อำเภอมั๋วจู๋เล็กจนแทบไม่มีทางเดินหลง เขาแวะซื้อกระถางดอกไม้ ระหว่างทางก็โกยดินดีจากป่ามาด้วย
เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม ซ่งโหยววางเครื่องเทศแต่ละชนิดบนโต๊ะ แม่นางสามสีก็กระโดดขึ้นบนโต๊ะ เข้ามาดมกลิ่นจนจามอีกครั้ง
“อย่าเข้าใกล้มากสิ…”
ซ่งโหยวเอื้อมมือมาขวาง นางสูดจมูกแล้วหยุดดม ก่อนจะหันมามองนักพรต สุดท้ายจึงปริปากถาม “ทำไมนักเล่าเรื่องเมื่อกลางวันถึงโกหกเล่า”
“ไม่ใช่คำโกหกหรอก” ซ่งโหยวเอื้อมมือไปเกาคางเจ้าแมว “ที่นี่ไกลจากเหยียนโจวและเย่ว์โจวมาก จากกวงโจวหรือหานโจวยิ่งไกลกว่า นักเล่าเรื่องผู้นั้นไม่ได้เห็นเหตุการณ์กับตา เพียงได้ยินมาจากข่าวลือยุทธภพ บางทีฟังมาไม่หมด จึงเติมแต่งเพิ่ม ข่าวลือยุทธภพล้วนเป็นเช่นนี้ ยิ่งเล่าก็ยิ่งเพี้ยน”
“ทำไมต้องเพี้ยนเป็นแบบนั้น”
“เพราะคนฟังชอบแบบนั้นมากกว่า”
“ทำไมแม่นางสามสีต้องกลายเป็นลูกเสือ”
“แมวก็คือเสือตัวเล็ก”
“นั่นสิ…” แม่นางสามสีทำหน้าตาครุ่นคิด ก่อนจะพูดต่อ “แต่ข้าแปลงร่างเป็นลมแล้วหนีไปทั้งอย่างนั้นไม่ได้นะ…”
“นั่นคืออิทธิฤทธิ์ของปีศาจ จะสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและโชคชะตา มิอาจฝืนได้”
“แล้วข้าก็ขยายร่างไม่ได้ด้วย…”
“พองตัว”
“พองตัว!”
“วิชาอาคมเช่นนี้ไม่ซับซ้อน” ซ่งโหยวกล่าว “จะสิ่งของเล็กหรือใหญ่ล้วนหดยืดขยายได้ ผลลัพธ์ก็ใกล้เคียงกัน”
“นักพรตทำได้หรือ”
แม่นางสามสีจ้องตาเขม็ง
“ข้าทำไม่ได้หรอก” ซ่งโหยวตอบทั้งรอยยิ้ม “แต่ข้าเห็นว่าในอารามมีตำราวิชาอาคมทำนองนั้นนะ ถ้าแม่นางสามสีอยากฝึก ก็แค่รออีกสิบกว่าปี กลับไปที่อารามเมื่อไรก็ยืมตำรามาอ่านและฝึกได้ มีเวลาเหลือเฟิอ”
“อืม!”
แม่นางสามสียังคงจ้องหน้าเขา “แล้วเจ้าอารามจะให้ข้ายืมหรือ”
“เจ้าอารามน่ะหรือ…” ซ่งโหยวเว้นไปเล็กน้อยพลันคลี่ยิ้มบางๆ “ข้าก็ไม่รู้ ต้องดูว่าแม่นางสามสีจะทำให้เจ้าอารามพอใจได้หรือไม่”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่ารอยยิ้มกลับแฝงไปด้วยความเศร้าหมอง
……………