ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 308 แม่นางสามสีไม่กินนกนางแอ่น
บทที่ 308 แม่นางสามสีไม่กินนกนางแอ่น
“แล้วเจ้าล่ะ…”
แม่นางสามสีเอียงคอ จ้องเครื่องเทศบนโต๊ะของซ่งโหยว คอยเขี่ยไปมา “เจ้าซื้อผลไม้ ธัญพืช ข้าวสาลีเปลือกไม้ ใบไม้พวกนี้มาบดเป็นผงหรือ”
“บางส่วนใช้ทำเป็นผง”
“บางส่วน~”
“แล้วก็ยังมี…”
“ยังมีอีก!”
ซ่งโหยวพลันรำลึกได้ถึงความหลัง แล้วคลี่ยิ้มอ่อนโยน “ใกล้เทศกาลปีใหม่แล้ว ต้องทำหมูตุ๋นสักหม้อด้วย”
“หมูตุ๋น!”
“ทุกคนกินหมูตุ๋นกันในวันปีใหม่”
“แม่นางสามสีเคยกินหมูตุ๋นไหม”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร”
“ทำไมเจ้าไม่รู้”
“ข้าไม่ฉลาด”
“เจ้าไม่…”
แม่นางสามสีอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองซ่งโหยวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
ซ่งโหยวพูดต่อ “เคยกินหรือไม่ก็มีแค่แม่นางสามสีที่รู้”
“แม่นางสามสีไม่รู้นี่นา”
“แล้วทำไมถึงไม่รู้เล่า”
“ก็เพราะว่า…”
นางรีบส่ายหัวไปมา ย่นจมูกลงเล็กน้อย ทำหน้าตาบิดเบี้ยว แล้วก็มานั่งตัวตรงเลียอุ้งเท้า เสมือนเรื่องเมื่อครู่นี้ไม่เคยเกิดขึ้น บัดนี้นางสงบลงแล้ว จึงตอบซ่งโหยวด้วยเสียงเรียบนิ่ง
“แม่นางสามสีจำได้ว่าไม่เคยกิน”
“คงไม่เคยกินจริงๆ”
“ก็คงใช่!”
“อีกไม่กี่วันก็ได้กินแล้ว”
“อีกไม่กี่วัน!”
“แต่น่าเสียดายนัก…”
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะนึกถึงนักพรตชราผู้ล่วงลับ
ผู้คนยุคนี้เริ่มประกอบอาหารด้วยการตุ๋นแล้ว
เมื่อพันปีก่อน ชาวอี้โจวปรุงน้ำตุ๋นด้วยเกลือกับพริก ภายหลังยิ่งปรุงรสได้กลมกล่อมยิ่งขึ้น จึงเกิดคำกล่าวว่า ‘พ่อครัวต้องรู้รสทั้งห้า’ แต่จนปัจจุบัน ยังไม่มีการใช้เครื่องเทศครบสูตรปรุงอาหารตุ๋นได้ถึงเครื่องเลย ซ่งโหยวเคยลองทำในอารามและได้รับคำชมจากนักพรตชรา แต่วิธีการและรสชาติยังไม่สมบูรณ์แบบนัก ทั้งยังขาดรสเผ็ดไปด้วย
คิดไปคิดมาก็หยิบไหดินเผาใบเล็กออกมาจากถุงใส่ผ้า เดิมทีมันเป็นไหบรรจุชา ทำให้ใบชาแห้งกรอบและไม่ติดกลิ่น คราวนี้เปิดออก กลับพบว่าภายในเต็มไปด้วยพริกแห้ง
เขาหยิบพริกออกมาหนึ่งเม็ดอย่างระมัดระวัง แล้วผ่าเอาเมล็ดออก
ระหว่างที่กำลังจะไปเอากระถางดิน ก็เห็นแม่นางสามสีแปลงร่างเป็นเด็กหญิงมายกกระถางดินให้ด้วยสองมือ
“ขอบคุณแม่นางสามสี”
ซ่งโหยวรับกระถางไปวางบนขอบหน้าต่าง ใช้นิ้วขุดหลุมตื้นๆ ใส่เมล็ดพริกลงไปแล้วกลบฝังให้เรียบร้อย
เมื่อหันกลับมา ก็เห็นเด็กหญิงยกกระบอกน้ำมาส่งให้ด้วยสีหน้าจริงจัง
“ขอบคุณอีกครั้ง”
“ไม่เป็นไร”
เช่นเดียวกับเมื่อสองปีก่อนที่ฉางจิง คืนนี้ช่างหนาวเหน็บ ลมเหนือพัดแรง เมล็ดพริกงอกดันผิวดินขึ้นมาแล้ว พอเที่ยงคืนก็เริ่มกลายเป็นต้น ออกดอกพลิ้วไหวตามลม พอเช้าวันรุ่งขึ้น ก็ออกผลสุกงอมสีแดงเหมือนโคมไฟเล็กๆ
ซ่งโหยวนอนหลับอย่างสงบตลอดคืน ครั้นลืมตาขึ้นตอนเช้า ก็ได้ยินบทสนทนาของสองภูตน้อยแว่วมาจากขอบหน้าต่าง
“เหมือนจะสุกแล้วนะ!”
“มันสุกแล้ว…”
“ทำไมเจ้าถึงอยู่บนต้นไม้ตลอดเลย”
“น…นกก็ต้องอยู่บนต้นไม้สิ”
“ทำไมเจ้าถึงอยู่ห่างแม่นางสามสีนักล่ะ”
“ข้ากลัวแมว”
“แม่นางสามสีไม่กินปีศาจหรอก! นักพรตบอกว่ากินปีศาจก็เหมือนกินคน ทำเช่นนั้นไม่ได้!” แม่นางสามสีเว้นไปชั่วครู่ “พวกเราร่วมทางกันแล้ว หลังจากแม่นางสามสีรู้จักเจ้า ก็ไม่เคยกินนกอีกเลย! ไม่แม้แต่จะขึ้นไปเก็บไข่นกบนต้นเชียวนะ!”
“เจ้านี่นะ…”
“ทำไมยังกลัวอยู่เล่า”
“ก็เจ้า…”
“เจ้าขี้ขลาด!”
“ก ก็เจ้าเคยกินนกมาก่อนนี่!”
“แมวกินนกเป็นเรื่องปกติ เว้นแต่แมวตัวนั้นโง่ถึงขั้นจับนกไม่ได้ แต่แม่นางสามสีน่ะเก่งมากเลยนะ” เสียงของนางใสแจ๋ว “ก่อนหน้านี้ถ้าข้าไม่รู้จักเจ้าก็คงจับกินแน่นอน โอ้ ยกเว้นนกที่ทำรังอยู่หน้าประตูอาราม แม่นางสามสีจะไม่กิน”
“เจ้าก็เหมือนคน คงไม่ทำร้ายข้ากระมัง”
“ข้าไม่ทำหรอก” แม่นางสามสีตอบอย่างซื่อสัตย์ “ค่อยล่าเจ้าตอนที่ไม่มีอย่างอื่นให้กิน”
“…”
“แค่ก…”
เขากระแอมแล้วก็ลุกขึ้นมา
เสียงสนทนาที่หน้าต่างพลันหยุดลงทันที
ซ่งโหยวใส่รองเท้าแล้วเดินเข้ามาในระยะสายตาของแม่นางสามสี พบว่านางยืนเฝ้ากระถางพริกอยู่บนขอบหน้าต่าง และกำลังจ้องมาทางเขาอย่างจดจ่อ
เมื่อสบตากันแล้ว นางจึงเริ่มพูด
“นักพรต พริกที่เจ้าปลูกสุกแล้ว!”
“รู้แล้ว”
ซ่งโหยวเหลือบมองภูตน้อยทั้งสองพลันยกยิ้มบางๆ แล้วเข้าไปตรวจดู
พริกสุกแล้วจริงๆ
พริกชนิดนี้เรียกว่า ‘พริกโคมแดง’
สองปีที่ผ่านมา เขาทำความเข้าใจกับมันผ่านเมล็ดพริกนานาพันธุ์ที่เยี่ยนเซียนคาบมาให้ มีทั้งขนาดยาวเท่ามือ มีกลิ่นหอม ไม่เผ็ด เหมาะสำหรับนำไปทำอาหาร มีทั้งเล็กเรียว เผ็ดแต่หอม มีพริกโคมแดง เผ็ดปานกลาง หอม มีเล็กเท่ากับเล็บมือ เผ็ดจัด ไม่หอม มีพริกโคมสีเหลืองสวย แต่ยังไม่รู้วิธีกิน
ซ่งโหยวชอบนำพริกสองสามชนิดมาผสมเป็นน้ำแกงตุ๋น
ปลูกเพียงเมล็ดเดียวต่อคืน แต่เพราะมีเวลาน้อย จึงใช้อาคมเร่งให้โตเร็ว
“ขอบคุณแม่นางสามสี ขอบคุณเยี่ยนอันด้วย”
เขารู้ว่าทั้งสองเฝ้ากันทั้งคืน คอยรดน้ำเมื่อดินแห้ง จึงเอ่ยขอบคุณ
ทั้งสองต่างดีใจมาก
เขาเอื้อมมือเกาคางแม่นางสามสี นางก็หลับตาพริ้ม
เขากลับไปเอาจานมาเก็บพริกสุก และตากไว้กลางแดดทั้งวัน
นางรู้สึกลังเลสุดๆ
รู้ทั้งรู้ว่าแป้งนึ่งนั้นถูกกว่า แต่หมั่นโถวมีเนื้อ ทั้งอยากประหยัด ทั้งอยากให้นักพรตกินเนื้อ ทำเอานางลำบากใจไม่น้อยเลย ทำไมถึงขายหมั่นโถวเนื้อถูกเท่าแป้งนึ่งไม่ได้กันนะ
แดดตอนบ่ายยังแรง แม้อากาศจะเย็นเพียงใด
เสียงโหวกเหวกจากโรงน้ำชาข้างๆ ดังแว่วมา
ซ่งโหยวดูพริกที่ตากไว้ คิดว่าแห้งกำลังดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องเร่งให้มันแห้งไวขึ้น จึงเรียกแม่นางสามสีไปที่โรงน้ำชาด้วย
ช่างเป็นชีวิตอันว่างเปล่าและสงบสุขจริง ๆ
ตอนเช้าก็เข่นกัน เขาไม่ต้องฝึก ไม่มีงานสำคัญ เพียงนั่งอาบแดดกอดแมวบนเก้าอี้เล็กหน้าที่พัก มองผู้คนสัญจรไปมาบนถนนช่วงปีใหม่ ปล่อยใจสบายๆ ไปกับเวลาที่ล่วงเลย
ตอนบ่าย โรงน้ำชามีคนมาก เรื่องราวจากปากนักเล่าเรื่องเล่าช่วยดึงคนไว้
ซ่งโหยวเห็นสวี่ชิวอันแทรกตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็หยุดยิ้มให้
“…”
เด็กชายรู้สึกประหม่าเล็กน้อย
เมื่อวานเพิ่งบอกไปว่ากว่าจะได้พบกันอีกคงยาก แต่พอวันนี้ได้เจอ กลับประหม่าเสียอย่างนั้น
ซ่งโหยวหาได้สนใจไม่ เพียงคลี่ยิ้มบางๆ ให้เท่านั้น
“เจอกันอีกแล้วนะ จอมยุทธ์น้อย”
เด็กชายพยายามปั้นหน้านิ่ง เพียงก้มหัวให้อีกฝ่าย “ได้เจอท่านอีกแล้ว”
“นับเป็นวาสนา”
“นับเป็นวาสนา”
“เมื่อวานข้าบอกว่าถ้าได้พบกันอีก จะขอบคุณเจ้า” ซ่งโหยวยิ้ม แล้วหันไปมองภายในโรงน้ำชา “ข้าไม่รู้จะนำอะไรมาขอบคุณเจ้าดี ในเมื่อตอนนี้อยู่ที่โรงน้ำชา อีกทั้งเจ้าเองก็คงชอบฟังเรื่องเล่า จะให้ข้าสั่งชามาแค่กาเดียวก็ดูไม่สมควร เช่นนั้นเจ้าก็มานั่งดื่มชาด้วยกันกับข้าเถิด”
“…”
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณท่านจริงๆ!”
ทั้งสองจึงเข้าไปในโรงน้ำชาด้วยกัน หาโต๊ะว่างสักโต๊ะนั่ง
ซ่งโหยวสั่งชาธรรมดามาหนึ่งกา
ไม่กล้าพูดถ่อมตนไปมากกว่านี้แล้ว เพราะว่านักเล่าเรื่องบนเวทีกำลังจะเริ่มพรรณนาแล้ว
เด็กชายนั่งยืดหลังตรง จ้องไปที่นักเล่าเรื่องบนเวทีด้วยแววตาเป็นประกาย
ไม่มองซ่งโหยวที่กำลังรินชาเลยสักนิด
จนกระทั่งซ่งโหยววางถ้วยชาไว้ตรงหน้าเขา
“เชิญ”
“อ๊ะ!”
ดูเหมือนว่าเด็กชายจะเพิ่งสังเกต
“ข…ขอบคุณท่าน”
“เมื่อครั้งก่อนเล่าว่า สุดท้ายกองทัพก็บุกเข้าไปในทุ่งหญ้า ศึกใหญ่ทางเหนือ นับเป็นชัยชนะอีกครั้งของราชวงศ์ต้าเยี่ยน ต่อจากชัยชนะครั้งใหญ่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ชัยชนะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว! อย่างไรก็ตาม แม่ทำเฉินตั้งค่ายอยู่ห่างจากชายแดนแปดร้อยลี้ แต่ไม่ยอมถอนทัพ กลับส่งมาเร็วไปแจ้งราชสำนักว่าจะรบต่อไป ทำให้กวาดล้างดินแดนทางเหนือได้ในคราเดียว!”
เสียงตบโต๊ะดังขึ้น
นี่คือเรื่องราวที่เล่าไปเมื่อคืน
ซ่งโหยวไม่อาจบอกได้ว่าฟังแล้วหรือไม่
ก็จริงอยู่ที่ไม่ได้ลงมาฟังต่อ
แต่โรงน้ำชานี้อยู่ติดกับที่พัก อีกทั้งนักเล่าเรื่องยุคนี้ก็เสียงดังมาก คืนก่อน ทั้งอำเภอตกอยู่ในความเงียบสงัด ซ่งโหยวอยู่ในห้องก็ยังได้ยิน เขาไม่ได้ตั้งใจฟังใครเล่าเรื่องยกยอตัวเอง เพียงแต่เสียงดังเกินไป ทำให้เขาได้แต่นอนนิ่งบนเตียงจนกระทั่งนักเล่าเรื่องหยุดพัก จึงได้นอนหลับสนิท