ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 309 ประวัติศาสตร์ริมทาง
เรื่องราวที่เล่าวันนี้ เป็นเรื่องที่ซ่งโหยวอยากฟังพอดี
คราวที่เขากับแม่นางสามสีออกจากค่ายทหาร ก็เป็นช่วงกลางเดือนเก้า ปลายฤดูใบไม้ร่วง ขณะนี้กลับล่วงเลยมาจนปลายเดือนสิบสอง เหลืออีกไม่กี่วันก็จะขึ้นปีใหม่แล้ว สามเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา แคว้นเย่ว์โจวนั้นแทบจะไร้ผู้คนตลอดเส้นทาง ฤดูกาลเดินทางครั้งนี้ นับเป็นการเดินทางที่เปล่าเปลี่ยวที่สุดนับแต่เขาลงจากเขามา แทบจะไร้ข่าวคราวใดๆ
ซ่งโหยวจึงอยากรู้ว่า เหตุการณ์ในกองทัพหลังจากที่เขาจากมานั้นเป็นเช่นไรบ้าง
ว่ากันว่านักเล่าเรื่องผู้นี้เจนจัดนัก รู้วิธีดึงดูดฟัง เขามิได้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญตั้งแต่แรก แต่กลับเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า
“ครั้งนั้นมีราชโองการด่วนแปดร้อยลี้! เหยียบเดือนเหยียบตะวันกว่าสามพันลี้! ใช้เวลาไม่ถึงสี่วัน ก็ส่งข่าวจากชายแดนไปถึงฉางจิง!”
“เมืองหลวงแตกตื่น! ราษฎรและขุนนางต่างเปรมปรีดิ์!”
“แต่ข่าวดีก็อยู่ส่วนข่าวดี เรื่องที่แม่ทัพเฉินเสนอจะนำทัพขึ้นเหนืออีกครั้งนั้น กลับกลายเป็นข้อถกเถียงใหญ่ในราชสำนัก!”
“เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ จะไม่ถกเถียงได้หรือ!”
“ย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้คัดค้าน!”
“เมื่อปีกลาย ชาวแดนเหนือบุกมาโดยมีปีศาจคอยหนุนหลัง ครั้งหนึ่งถึงกับบุกตีทะลุพรมแดนเข้าไปได้ ค่ายทหารตอนเหนือแตกพ่าย แม่ทัพเฉินเร่งนำทัพกลับมาขับไล่จึงค่อยๆ ยึดคืนมาได้ ขณะนั้นต้องตรากตรำป้องกันอยู่กว่าสิบสองเดือน ผลัดกันแพ้ชนะไม่รู้กี่ครา ตายกันไปเท่าไร เสบียงสิ้นเปลืองไปเท่าไร ต่อมาแม้ได้เทพเซียนช่วยเหลือ จึงพลิกจากรับเป็นรุก กระนั้นยังรบอยู่อีกตั้งสามเดือน กว่าจะมีชัย ต้องเสียเลือดเนื้อมากมายเพียงใด”
“บัดนี้กองทัพชายแดนเหน็ดเหนื่อยสิ้นกำลัง หากยังจะบุกขึ้นเหนืออีก ชาวแดนเหนือพวกนั้นก็ใช่ว่าจะยอมให้รังแกง่ายๆ! หากรุกล้ำเข้าไปในถิ่นศัตรู แล้วพลิกพ่ายขึ้นมา จะไม่เกิดหายนะหรอกหรือ!”
“ท่านทั้งหลายว่าใช่หรือไม่เล่า!”
“โอย… ในราชสำนักโต้เถียงกันดุเดือดถึงเพียงนี้…”
“บอกว่าเถียงกัน ยังนับเบาไป ถึงขั้นลงไม้ลงมือด้วยซ้ำ!”
นักเล่าเรื่องย่นหน้า เสมือนกับว่าตนเองพลอยเดือดร้อนไปด้วย
“ใต้หล้าต่างรู้ว่าฝ่าบาททรงชราภาพ ช่วงก่อนยังประชวรหนัก รัชทายาทสององค์ก็ยังเยาว์นัก ราชการบ้านเมืองส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในพระหัตถ์องค์หญิงฉางผิง ครั้นฟังรายงานศึกแล้ว พระนางกลับไม่เห็นชอบที่จะสู้รบต่อ ต้องการฟื้นฟูบ้านเมืองและหยุดสงครามครั้งนี้ลง…”
เสียงเล่าค่อยๆ แผ่วลง ราวกับกำลังกล่าวถึงสิ่งต้องห้ามที่ไม่อาจแพร่งพรายออกมาได้
ซ่งโหยวได้ฟังก็ยิ้มออกมา
ธรรมเนียมของแต่ละราชวงศ์นั้นต่างกัน บางราชวงศ์ห้ามกล่าวถึงราชการอย่างเข้มงวด แต่แผ่นดินต้าเยี่ยนหาเป็นเช่นนั้นไม่ ในนครฉางจิง ชาวบ้านออกปากวิจารณ์ราชการกันกลางถนนเป็นเรื่องธรรมดา นักปราชญ์ออกตัวตำหนิติเตียนฮ่องเต้ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแปลก ตราบใดที่ไม่จงใจใส่ร้ายหรือยุยงให้เสื่อมพระเกียรติ ก็ไม่ถึงกับเป็นโทษอะไรนัก
ชัดเจนว่านักเล่าเรื่องต้องการสร้างบรรยากาศลึกลับขึ้นมาเอง
และกลยุทธ์นี้ก็ได้ผลนัก!
บรรดาชาวบ้านในเมืองชายขอบ มีหรือจะรู้จักแม้กระทั่งพระนามฮ่องเต้ มีหรือจะเคยได้ยินเรื่องราวในราชสำนัก ยิ่งฟังน้ำเสียงนักเล่าเรื่องที่แสดงท่าทีระมัดระวัง ก็มิอาจไม่ถูกชักนำไปด้วย พลันมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เหมือนตนกำลังได้ฟังความลับที่ไม่ควรได้ฟัง
ความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนั้น กลับทำให้พวกเขาเพลิดเพลินยิ่งนัก
ซ่งโหยวหยิบถ้วยเล็กที่แม่นางสามสีใช้เป็นพิเศษออกมา รินน้ำชาเพียงครึ่ง แล้วยื่นให้เจ้าแมวข้างกาย
นักเล่าเรื่องยังคงเล่าต่อ
“ทั้งสองฝ่ายเถียงกันไม่ยอมเลิกราถึงสิบวัน!”
“กองทัพใหญ่ทางเหนือจะมัวเสียเวลาได้อย่างไร!”
“ทหารนับหมื่นนับแสน เลี้ยงคนเลี้ยงม้ากินเสบียงวันละเท่าไร! หากจะบุกเข้าไปอีกแปดร้อยลี้ เสบียงจะส่งไปถึงได้อย่างไร ยามหนาวหิมะขาวโพลนปกคลุมทุ่งหญ้า จะไปรบตรงไหนกันเล่า!”
“เล่าลือกันว่า สุดท้ายฝ่าบาทแม้ประชวร แต่ก็ทรงเสด็จขึ้นท้องพระโรงด้วยพระองค์เอง มีพระบัญชาเด็ดขาด ให้ทูตเร่งนำสาสน์ไปแจ้งแม่ทัพเฉินให้ยกทัพขึ้นเหนือทันที!”
“แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น…”
เสียงเล่าต่ำลงอีก “ข้าพอรู้มาบ้างว่าองค์หญิงจางผิงไม่ยินยอมให้ทำเช่นนั้น ผลสุดท้ายอย่างไรเราไม่อาจล่วงรู้ รู้แล้วก็ไม่กล้าพูด ได้ยินแต่เพียงว่าเมืองฉางจิงตกอยู่ในความปั่นป่วนกว่าครึ่งเดือน ถึงกับห้ามกองทัพเข้าเมือง ไม่รู้ว่ามีสักกี่คนที่ถูกบั่นศีรษะ…”
“แต่ฮ่องเต้มีบทบาทอย่างไรกัน”
“สิ่งที่เกิดขึ้นในฉางจิงเมื่อครานั้น ย่อมถูกเปิดเผยในหน้าประวัติศาสตร์อีกหลายพันปีข้างหน้า!”
“ชรานี้บอกเพียงได้ว่า ในที่สุดองค์หญิงก็ถูกปลดจากตำแหน่ง ขั้วอำนาจในมือถูกถอนรากถอนโคน เฮ้อ อำนาจขององค์หญิงนั้นยิ่งใหญ่ถึงเพียงใด แต่บัดนี้ต่อให้มีกี่ตำหนักก็ล้วนเป็นเพียงหมอกควันชั่วพริบตาเท่านั้น ใต้หล้านี้สมควรตกอยู่ในมือนางจริงหรือ”
ซ่งโหยวได้ยินถึงตรงนี้ก็นิ่งไปครู่หนึ่ง
เรื่องราวที่ออกจากปากนักเล่าเรื่องนั้น คลาดเคลื่อนไปไม่น้อย อย่างกับเอาวัวมาเรียกว่าม้า ทว่าหากเป็นเพียงบทสรุป ก็ยังถือว่าฟังต่อได้
เขาดื่มชาต่อไปเงียบๆ
พลันมีภาพเหตุการณ์ผุดขึ้นมาในหัว ฮ่องเต้ประชวรจริงหรือแสร้งยากจะหยั่งรู้ และองค์หญิงผู้กุมอำนาจ เบื้องหลังและต่อหน้าล้วนเป็นการช่วงชิง
ไม่รู้มีพายุฝนกี่ระลอก
ไม่รู้ส่งผลกระทบต่อสหายที่ฉางจิงสักกี่คน
ก็ได้แต่หวัง ว่าผู้คนเหล่านั้นยังคงปลอดภัยดี
ซ่งโหยวรู้มานานแล้วว่า หลังจากตนออกจากฉางจิง เมืองหลวงต้องกลายเป็นเวทีแห่งประวัติศาสตร์ใหญ่โตแน่ บ้างกินเวลาหลายปี บ้างอาจยาวนานนับสิบปี เขาอาจได้เห็นด้วยตนเองเมื่อหวนกลับไป หรือไม่ก็ระหว่างทางอาจได้ยินข่าวคราวความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ
เพียงแต่ไม่คาดคิดเลยว่าวันนี้จะได้ยินบทสรุปของประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่จากอำเภอเล็กๆ ในแคว้นจ้าวโจวผ่านปากของนักเล่าเรื่องข้างถนนเช่นนี้ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมดา
มันก็มีกลิ่นอายบางอย่างแฝงอยู่
แม้ไม่ได้ประสบพบเจอกับตนเอง แต่เพราะเขามีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้ ก็ย่อมถือเป็นผู้ร่วมสมัยเช่นกัน
สายตาของมนุษย์มีเพียงกว้างเท่านี้ ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล มนุษย์แสนเล็กจ้อย ไม่อาจเห็นทุกสิ่งได้ด้วยตาตนเอง แต่ละคนล้วนมีเหตุการณ์เบื้องหน้าที่ต้องเผชิญ การจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า แล้วรับฟังเรื่องอื่นจากที่ไกลตัวยิ่งกว่า ก็ถือว่าดีไม่น้อย
“ดอกไม้สองดอกล้วนบานคนละกิ่ง!”
“ทูตใช้เวลาเพียงสี่วัน สาสน์ก็ถูกส่งไปถึงทางเหนือ ทว่าขากลับนั้นใช้เวลาเพียงสามวัน แม่ทัพเฉินได้รับคำสั่งแล้วก็ป่าวประกาศ ลั่นกลองศึกสะท้านฟ้า เร่งรวบรวมแม่ทัพนายกอง แบ่งกำลังออกหลายสาย บุกเข้าสู่ดินแดนเหนือ!”
“รุกไปทางใดก็ไร้คนขวาง!”
“เพียงครึ่งเดือน ก็สามารถตีฝ่าขึ้นไปถึง ‘หม่าอีตง’ ซึ่งเป็นที่ตั้งของราชสำนักแดนเหนือได้แล้ว เหยียบย่ำจนแหลกลาญ จากนั้นยังบุกลึกเข้าไปอีกกว่าสองพันลี้ จึงค่อยหยุด! เฮ้อ มิได้รีบร้อนยกทัพกลับ หากแต่เลือกตั้งแท่นบวงสรวงฟ้าบนภูเขาลูกสูง ประกาศต่อสรวงสวรรค์ว่าศึกครั้งนี้มีชัย เพื่อให้ชาวแดนเหนือรู้ว่ากองทัพของเรายกมาถึงที่นี่แล้ว จึงค่อยถอนทัพกลับ…”
“…”
นักพรตเงี่ยหูฟัง เห็นทีตนคงเพิ่งก้าวผ่านช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของแผ่นดินนี้ไปหมาดๆ
ผู้คนในโรงน้ำชาล้วนตื่นเต้นไม่แพ้กัน หลายคนกำมือแน่นด้วยความฮึกเหิม แม้แต่พวกที่นั่งเล่นพนันอยู่รวมโต๊ะ ก็เผลอหยุดมือ หันไปทางนักเล่าเรื่องด้วยความลืมตัว
ซ่งโหยวเห็นบางคนฟังจนเหม่อ แม้ความตื่นเต้นก็ลืมสิ้น ลมหายใจหนักอึ้ง ราวกับเพียงแค่ได้รับฟังเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ก็รู้สึกว่าตนนั้นเป็นเพียงเศษผงเล็กจ้อยในห้วงกาลเวลา ต้เหนื่อยอ่อนจนแทบหายใจไม่ทัน
ส่วนนัยน์ตาของเด็กชายนั้นทอประกายระยับมานานแล้ว
ครั้นนักเล่าเรื่องหยุดพัก เด็กชายก็หอบหายใจแรง มัวใจลอยปรารถนาอยากให้ตนโตกว่านี้อีกสักหน่อย จะได้ติดตามแม่ทัพออกศึก สร้างเกียรติยศไร้เทียมทาน จารึกชื่อไว้ชั่วกาล
จนเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นนักพรตกำลังมองมา จึงรีบสงวนท่าที ยืดอกเก็บสีหน้า เสแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง หารู้ไม่ว่านักพรตรู้เห็นทุกสิ่งเพียงแต่ไม่เอ่ยออกมาเท่านั้น
นักพรตเพียงยกยิ้ม ไม่เอ่ยทักท้วง
“ช่วงนี้จอมยุทธ์น้อยว่างนักหรือ”
เด็กชายตอบอย่างสงบนิ่ง
“ช่วงใกล้ปีใหม่ คนเข้าออกเมืองมากขึ้นก็จริง แต่คนต้องการคนนำทางกลับไม่ต่างจากทุกวันหรอก ก็พอได้หยุดพักบ้าง”
“ก็ควรได้พักบ้าง” นักพรตเอ่ยเสียงอ่อนโยน “มองจากแววตาเจ้าแล้ว ข้าเห็นร่องรอยความอิดโรย แม้เลือดลมยังไหลเวียน แต่กลับแฝงเงามัว เป็นสัญญาณของโรคภัยจากความเหนื่อยล้าสะสม หากปล่อยไว้เนิ่นนาน จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง ถึงวัยชราก็จะยิ่งหนักหนา”
“ท่านรู้ศาสตร์การแพทย์หรือ”
“ข้าเป็นนักพรต”
“….”
เด็กชายถึงกับเผยท่าทีกระอักกระอ่วน ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ แต่ยังฝืนสงวนท่าที ก่อนจะเริ่มถามต่อ
“แล้วโรคเรื้อรังนี่จะเป็นอย่างไรหรือ”
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะไม่รู้จักดูแลตนเองตั้งแต่ยังหนุ่ม ย่อมทิ้งโรคภัยไว้ให้ภายหลัง จะรักษาได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคล อย่างน้อยหากใส่ใจสักหน่อย ย่อมบรรเทาได้มาก” นักพรตเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ “ผู้คนมักหันมารักสุขภาพตอนแก่เฒ่า ที่แท้ก็เป็นเพียงการลับดาบเอานาทีสุดท้าย ความจริงแล้ว ควรห่วงใยตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาวต่างหาก”
แววตาของเด็กหนุ่มพลันสั่นระริก แต่ยังมิได้ตอบอะไรไป
เขาเป็นคนใจดี นักพรตก็เป็นผู้มีเมตตา เมื่อเห็นอีกฝ่ายน้อมรับฟัง นักพรตก็เอ่ยต่อ
“จงระวังอย่าโหมหนักนัก ให้มีทั้งเวลางานทั้งเวลาพัก บางคราวแม้การฝึกยุทธ์จะว่าไม่ก้าวหน้าก็ถอยหลัง แต่หากเร่งร้อนเกินไปกลับยิ่งไปไม่ถึงฝั่ง หากมีโอกาส ก็ควรหันมาใส่ใจเรื่องอาหาร ปลาแม่น้ำกลิ่นคาวจึงราคาถูกกว่าปีกไก่หรือเนื้อสัตว์อื่น ทว่าเป็นของบำรุงอย่างดี โดยเฉพาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ ฤดูนี้แม่น้ำลำธารล้วนกลายเป็นน้ำแข็ง เพียงเจาะรูก็จับปลาได้ง่ายๆ รอบเมืองนี้ทรัพยากรอุดม ลำธารในเขามีปลาหลากหลายชนิด เพียงถือไม้ไปก็ตกเองได้แล้ว ไม่ต้องเสียเงินทอง เพียงแต่เหนื่อยหน่อยเท่านั้น”
แววตาเด็กหนุ่มยังคงวูบไหว
วัยเช่นนี้มักถือทิฐิแรง ไม่ยอมรับผิด ไม่เผยความบกพร่องออกมาง่ายๆ แต่เขาล้มลุกคลุกคลานในยุทธภพมาหลายปี รู้จักแยกแยะคำหวังดีออกจากถ้อยคำเหลาะแหละ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จึงประสานมือคารวะนักพรต
“ขอบคุณท่านสำหรับคำชี้แนะ!”
นักพรตเพียงยิ้มบาง มิได้กล่าวอะไรต่อ
จนเมื่อฟังเรื่องเล่าจบแล้วก็ล่ำลาเด็กชาย เดาว่าพริกที่ตนตากไว้น่าจะแห้งได้ที่แล้ว ไม่เที่ยวเตร่ไปที่ใด เพียงเดินกลับไปเก็บอย่างสบายใจ
……………