ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 310 เรื่องลี้ลับในเมืองเล็ก กลิ่นหอมยามราตรี
องค์หญิงฉางผิง ได้ลาลับจากเวทีแห่งประวัติศาสตร์ไปแล้ว
ไม่รู้ว่าจอมยุทธ์หญิงอู๋ ซึ่งเคยอาศัยบารมีองค์หญิงในการสืบหาความจริงเกี่ยวกับผู้ลอบสังหารบิดา จะไขความลับที่ตนปรารถนาได้หรือไม่
ไม่รู้ว่าปีศาจจิ้งจอกผู้ไปตอบแทนบุญคุณองค์หญิงถึงนครฉางจิง จะหลุดพ้นพันธนาการหรือยัง
เจ้าเมืองอวี๋ซึ่งถูกเรียกตัวกลับเข้าเมืองหลวงมารับตำแหน่งใหญ่โต จะเข้าไปพัวพันด้วยหรือไม่ และเจ้าเมืองหลิวจะได้รับผลกระทบจากคลื่นลมครั้งนี้หรือไม่
นึกดูแล้ว คลื่นลมคราวนั้น คงใหญ่หลวงนัก
คิดดูแล้วก็มีสหายเก่าของจนมากมาย
ซ่งโหยวยังพำนักอยู่ต่างถิ่น แม้ไม่ได้เห็นคลื่นลมในนครหลวงด้วยตาตนเอง แต่ก็หาได้รู้สึกเสียดายไม่
เพราะในห้วงเวลานั้น เขาอาจกำลังปีนขึ้นสระห้าสีที่เย่ว์โจว หรือกำลังยืนฟังเสียงหิมะตกอยู่หน้าธารน้ำตกเย่ว์หลง หรือมิเช่นนั้น ก็คงรอคอยการปรากฏตัวของนกศักดิ์สิทธิ์ที่ป่าต้นชิงถง ทิวทัศน์ที่ปรากฏแก่สายตาของเขา ล้วนเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ชีวิตนี้อาจไม่มีโอกาสได้เห็นแม้สักคราเดียว
ส่วนแม่ทัพเฉินนั้น โชคชะตากำหนดไว้แล้วว่าจะเป็นแม่ทัพเอกแห่งแผ่นดินสืบไปชั่วกาล
ต่อให้บั้นปลายถูกฮ่องเต้หรือขุนนางผู้ใหญ่กลั่นแกล้ง ต่อให้เวลาบิดเบือนชะตา แม้กระทั่งชื่อเสียงมัวหมอง ก็ไม่อาจลบเลือนเกียรติคุณนี้ได้เลย
ส่วนซ่งโหยว กลับอยู่ไกลออกไปนับพันลี้ ในอำเภอเล็กๆ และเงียบเหงาที่สุดแห่งหนึ่งทางตะวันออก อันห่างไกลจากนครฉางจิง ใช้เวลาไปกับเจ้าแมวน้อย วันๆ เอาแต่ปลูกพริกแล้วเก็บไปตากแห้ง บางคราก็สอนเจ้าแมวให้รู้จักการปลูกพืช แต่แมวย่อมไม่รู้ความ จนเช้าวันสิ้นปี ถึงได้พาเจ้าแมวออกไปเดินตลาด โดยมีเด็กหนุ่มนกนางแอ่นติดตามไปด้วย ตั้งใจจะไปซื้อเนื้อกลับมาสักหน่อย
เมืองนี้มีของขายน้อยนัก แม้ถึงวันปีใหม่ก็หาได้เปลี่ยนแปลง
มีแต่ของใช้ในไร่นาและผักดอง แทบจะไม่มีผักสดเลย แต่เพราะเป็นวันสิ้นปี จึงมีร้านขายเนื้ออยู่บ้าง
ซ่งโหยวเดินเลือกอยู่พักหนึ่ง ได้ขาหมูมาหนึ่งขา ซี่โครงอีกหลายชิ้น และเนื้อสามชั้น
แล้วยังซื้อไก่มาอีกหนึ่งตัว
เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยม เขายืมครัวของเถ้าแก่จัดแจงล้างและหั่นเนื้อเตรียมไว้ ต้มน้ำแกงในหม้อ ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ก่อนจะนำขาหมู ซี่โครง และไก่ลงไปเคี่ยว
คืนสิ้นปีช่างคึกคัก
ด้านนอกมีขบวนแห่ ผู้คนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด ทาหน้าขาวทาปากแดง ร้องรำทำเพลงสนุกสนาน ด้านหลังหามรูปเคารพเทพเจ้าผู้ปัดเป่าโรคภัย เดินแห่ไปทั่วตรอกซอย บางครายังเห็นขุนนางท้องถิ่นพร้อมครอบครัวกับผู้ติดตามผ่านไป แม้แต่เหล่านักพเนจรก็มารวมตัวเดินกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ต่างสะพายดาบใหญ่ติดตัวไว้ คงได้รับอิทธิพลจากสำนักหานเจียง ซึ่งเป็นสำนักยุทธ์อันดับหนึ่งในจ้าวโจว
น้ำแกงในห้องครัวกำลังเดือดได้ที่ กลิ่นหอมลอยตลบอบอวล
ซ่งโหยวหยิบเก้าอี้มานั่งหน้าโรงเตี๊ยม มองดูความคึกคักที่หาดูได้ไม่บ่อยนัก
แต่ค่ำคืนนี้ ผู้คนรอบโรงเตี๊ยมล้วนได้กลิ่นหอมประหลาดลอยมา
เป็นกลิ่นที่ไม่ควรมีอยู่ในยุคสมัยนี้ด้วยซ้ำ
“กลิ่นอะไรน่ะ”
“หอมเหลือเกิน!”
“เหมือนกลิ่นเนื้อเลย!”
“บ้านไหนทำกับข้าวกันนะ”
“หอมเหลือเกิน!”
สุราหอมยังส่งกลิ่นไม่ทั่วตรอก แต่กลิ่นเนื้อหอมเช่นนี้ ต่อให้ตรอกลึกเพียงใด ก็ส่งกลิ่นไปทั่วถึง
คนที่คุ้นเคยกับเนื้ออาจไม่ตื่นเต้น แต่หากให้อดอาหารสักช่วงหนึ่ง แม้เป็นเพียงเนื้อต้มธรรมดา กลิ่นที่เล็ดลอดออกมาก็ยังทำให้แทบเป็นลมด้วยความหิว ไม่ต้องพูดถึงกลิ่นของเนื้อตุ๋นแสนหอมหวนนี้เลย
ชาวบ้านที่นี่ไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว
แม้แต่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมซึ่งฐานะดีกว่าคนทั่วไปเองก็เช่นกัน ครั้นได้กลิ่นเนื้อลอยมาจากครัวของตนเอง ก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้
เขายืนสังเกตอยู่นาน เห็นเพียงนักพรตหนุ่มใช้เครื่องเทศแปลกๆ มากมาย คัดเลือกอย่างพิถีพิถันตอนแรกมีเพียงกลิ่นเครื่องเทศโชยออกมา ยังไม่ยั่วน้ำลายนัก พอหย่อนเนื้อลงไป กลิ่นก็พลันเปลี่ยนไปทันที
“ข้ากำลังทำเนื้อตุ๋นอยู่”
“เนื้อตุ๋น?”
“เป็นอาหารบ้านเกิดข้า หากินยากนัก”
“…”
ใจเขาเริ่มคิดใคร่ครวญ อยากเอ่ยปากขอสูตรลับ
อยากเอ่ยปากถามนักพรตหนุ่มว่าจะสอนตนทำบ้างได้หรือไม่ แต่พอเห็นเครื่องเทศนับไม่ถ้วนที่ชั่งตวงตามสัดส่วนพอดีทุกอย่าง ก็คิดว่านี่คงเป็นเคล็ดลับที่มิอาจเผยแก่ใครง่ายๆ คิดจะเสนอแลกสูตรกับค่าห้องหรือให้สิ่งตอบแทนอื่นๆ ก็น่าเสียดาย เมื่อคิดจะออกปากถามไปตรงๆ ก็ยังเกรงใจอยู่บ้าง คิดไปคิดมา ก็นึกได้ว่านักพรตยังต้องพำนักที่นี่อีกราวยี่สิบวัน อาจจะทำอาหารชนิดนี้อีก ตนเพียงเฝ้าดูและจดจำ บางทีอาจเรียนรู้สูตรได้ด้วยตนเอง และถ้าจะทำดีกับเขาสักหน่อย ก็เพียงเอาใจใส่เขามากขึ้น ส่งของเล็กๆ น้อยๆ ให้บ่อยหน่อยก็เพียงพอแล้ว
คิดไม่ทันตก ก็เหลือบไปเห็นซ่งโหยวหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มละไม
ราวกับอ่านใจเขาได้ทะลุปรุโปร่ง
“!”
เถ้าแก่สะดุ้งโหยง รู้สึกราวกับความคิดลับๆ ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว มิใช่เพราะกลัว แต่เพราะละอาย
ซ่งโหยวกลับเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “อยากลองชิมดูบ้างหรือไม่เล่า”
“เอ่อ… เช่นนั้นจะไม่เป็นการเสียมารยาทหรือ”
“เถ้าแก่อยู่ฉลองปีใหม่ที่นี่หรือ”
“เดิมทีคิดจะออกไปนอกเมือง พาท่านพ่อมาฉลองด้วย แต่ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา ท่านพ่อก็ด่วนจากไปเสียก่อน บุตรชายคนโตค้าขายอยู่ต่างถิ่น บุตรคนรองก็ออกรบยังไม่กลับมาสักที ปีนี้จึงเหลือเพียงข้าและภรรยา สองคน คิดว่าไว้หลังปีใหม่ค่อยออกไปเยี่ยมญาติ”
“ก็ดีแล้วสิ ข้ามีเนื้อ แต่ไม่มีอาหารอื่น และไม่ได้หุงข้าว ถ้าท่านยินดี ข้าก็จะแบ่งเนื้อตุ๋นนี้ให้ท่านด้วยดีหรือไม่”
“เช่นนั้นข้าจะไม่เอาเปรียบท่านหรือ”
“เถ้าแก่ล้อเล่นแล้ว” ซ่งโหยวหัวเราะเบาๆ “วันขึ้นปีใหม่ มีหรือจะพูดกันเรื่องเอาเปรียบไม่เอาเปรียบ”
อำเภอเล็กๆ แห่งนี้ มิได้มีอะไรให้เดินเล่นมากนัก พอตะวันลับฟ้า ความมืดโรยตัวลงมาก็กลายเป็นค่ำคืนส่งท้ายปีเก่า
เสียงประทัดดังเป็นระยะๆ แว่วมาแต่ไกล
ซ่งโหยวยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องบนชั้นสอง มองออกไปเห็นเพียงแสงตะเกียงเลือนรางตามถนน บ้างเป็นของร้านค้า บ้างเป็นของผู้คนที่ถือโคมเดินไปมา นอกเหนือจากนั้นกลับมีเงาคนสลับซับซ้อนย่างกรายอยู่ในความมืด ทว่าหาได้มีโคมไฟเรียงรายหน้าบ้านทุกหลังอย่างที่ฉางจิงหรืออี้ตู
ใช่ว่าที่นี่ไม่คึกคัก เพียงแต่ความครึกครื้นเป็นไปในอีกแบบหนึ่ง ต้องมองจากเงาคนและฟังจากเสียงอึกทึกจึงจะรู้สึกได้
อยู่มาเพียงไม่กี่วัน ซ่งโหยวก็กลับรู้สึกชอบบรรยากาศของที่นี่เข้าแล้ว
ลมหนาวพัดเข้ามาในห้อง เขารีบปิดหน้าต่างแล้วหันกลับเข้าข้างใน
ภายในห้องก็มีแสงไฟสว่างไสว ตะเกียงแขวนอยู่ที่ประตูและหัวเตียง ล้วนเป็นฝีมือของแม่นางสามสีทั้งสิ้น บนโต๊ะยังมีตะเกียงน้ำมันวางอยู่หนึ่งดวง ซึ่งไฟนั่นลุกโชนได้เองโดยไม่ต้องพึ่งน้ำมัน พร้อมด้วยสำรับอาหารครึ่งโต๊ะ
มีทั้งเนื้อตุ๋นที่ซ่งโหยวหั่นเป็นชิ้นพอคำใส่ถ้วยชามหยาบๆ แม้ไม่ประณีตนัก แต่กลับมีสีสันและกลิ่นหอมชวนให้ลิ้มลอง เถ้าแก่ก็ส่งอาหารฝีมือตนมาให้ ทั้งเนื้อต้มแข็งๆ วุ้นหนังหมู ปลาทอดกรอบ และลูกชิ้นเต้าหู้รสชาติธรรมดา ทว่ากลับไม่ตระหนี่เลย ล้วนทำมาพูนจาน
ยังมีถ้วยเล็กๆ ใส่เนื้อหมูดิบหั่นเส้น และปลาน้อยสดหนึ่งตัว
ที่โต๊ะนั้นมีร่างเล็กสองร่างนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยนั่งหลังตรง มองมาทางเขา อีกฝ่ายคือเด็กหนุ่มรูปงาม ทว่ากลับเอาแต่ทำสีหน้าเก้ๆ กังๆ
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มแล้วนั่งลง
“กินเถิด”
“อื้อ!”
แม่นางสามสีไม่รอช้า เดิมทีก็ถวิลหารสชาติของเนื้อตุ๋นสูตรซ่งโหยวมานานแล้ว นางไม่ยอมเสียเวลาใช้ตะเกียบคีบ แต่กลับเอื้อมมือไปคว้าซี่โครงชิ้นหนึ่งขึ้นมา สูดดมเสียก่อนแล้วจึงกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
ซ่งโหยวหัวเราะ
“รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง แม่นางสามสี”
เมื่อแทะหมดเกลี้ยงถึงกลืนเนื้อลงไปพร้อมน้ำแกง แล้วจึงเคี้ยวกระดูกจนแตกละเอียด กลืนทั้งไขกระดูกทั้งเศษกระดูกลงไปทั้งหมด
ภาพนั้นทำเอาเด็กหนุ่มข้างกายตกตะลึงไม่น้อยเลย
เมื่อนางกินเสร็จแล้วก็หันหน้ากลับมาสบตากับซ่งโหยว ดวงตาเปล่งประกายใต้แสงตะเกียง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังนิ่งเงียบ ราวกับกำลังครุ่นคิดหาคำตอบอยู่ชั่วขณะ
ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะเอ่ยปากถาม
“ทำไมเจ้าไม่ทิ้งน้ำแกงที่ใช้ต้มไปด้วยเล่า”
“เก็บไว้ต้มต่อคราวหน้า”
“ต้มต่อคราวหน้า!”
“ใช่แล้ว”
“มันยังต้มได้อีกหรือ”
“แน่นอน”
ซ่งโหยวตอบพลางขมวดคิ้วแน่น
รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
เป็นไปตามที่คาดไว้ นัยน์ตาของเด็กหญิงแฝงแววครุ่นคิด หากมองใกล้ๆ จะเห็นนางผงกศีรษะลงเบาๆ คล้ายกำลังวางแผน ก่อนจะมองไปที่เตาไฟเล็กข้างห้องสลับกับหม้อใบเล็กในถุงใส่ผ้า
“…”
ซ่งโหยวอดถอนใจไม่ได้ จึงคีบเนื้อใส่ถ้วยให้นาง “แม่นางสามสี กินอีกสักหน่อยเถิด…”
เด็กหญิงก้มลงมองถ้วยตนเอง นางหยิบเนื้อขึ้นมา แต่กลับทำหน้าขึงขังใส่เขาเสียอย่างนั้น
“เจ้าก็ต้องกินด้วย!”
ชัดเจนว่าอยากเหลือกระเพราะไว้ครึ่งหนึ่งสำหรับมื้อดึก
“เฮ้อ…”
เมื่อกินเสร็จแล้ว ทั้งสามก็ถือโคมออกไปเดินเล่นชมบรรยากาศปีใหม่ในอำเภอเล็กๆ ทางตอนเหนือ
ยามดึกสงัดของค่ำคืนนั้น
ผู้คนละแวกโรงเตี๊ยมพลันได้กลิ่นหอมประหลาดคล้ายตอนกลางวัน แม้ไม่แรงเท่า แต่ก็หอมหวนยั่วยวนใจไม่ต่างกัน
เถ้าแก่กับภรรยาถึงกับสะดุ้งตื่น
ตอนแรกภรรยาเป็นผู้ปลุกสามี บอกว่าตนได้กลิ่นหอม เขากลับหาว่าเป็นเพราะนางยังคิดถึงเนื้อตุ๋นที่ได้ลิ้มรสเมื่อเย็น จึงเก็บไปฝัน แต่พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ได้กลิ่นเดียวกัน จึงรีบจุดตะเกียงเดินไปดู ที่ครัวหาได้มีร่องรอยการก่อไฟ ขึ้นไปชั้นบน ห้องของนักพรตก็มืดสนิทและเงียบสงบ ซึ่งกลิ่นนั้นก็ไม่ได้โชยออกมาจากห้องเขาเช่นกัน ยิ่งทำให้แปลกใจหนัก
แต่กลิ่นที่โชยมา กลับแฝงด้วยไออุ่นประหนึ่งเพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ
ค้นดูแล้วก็ไม่พบอะไรผิดปกติ
เปิดตู้กับข้าวออกมาก็ยังเห็นเนื้อตุ๋นที่พวกเขาเก็บไว้ ไม่กล้าหยิบมากิน เพราะคิดจะแบ่งให้ญาติๆ ตอนที่มาเยี่ยมเยียนหลังปีใหม่ เนื้อตุ๋นยังอยู่ครบถ้วน ไม่ได้ถูกขโมยไป แต่เถ้าแก่กลับอดใจไม่ไหว คว้าขาหมูเข้าปากชิ้นหนึ่ง ส่วนอีกชิ้นถือกลับห้องไปแบ่งกับภรรยา
“ประหลาดจริงหนอ…”
เขาส่ายหัวพึมพำ ขณะเดินกลับห้องไป
……………