ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 311 บันทึกออกจับปลาวันปีใหม่
เสียงกลองและฆ้องดังสนั่นจากเบื้องนอกปลุกซ่งโหยวให้ตื่นจากนิทรา ครั้นปรือตาขึ้นมาก็พบว่าบัดนี้เป็นรุ่งอรุณแรกของรัชศกหมิงเต๋อปีที่เจ็ด
เสียงเคาะแลตยังคงต่อเนื่องไม่ขาดสาย
ซ่งโหยวสูดลมหายใจแล้วผ่อนออกมาช้าๆ อากาศช่างหนาวเย็นจนรู้สึกว่าควรซุกตัวอยู่ในผ้าห่มนานกว่านี้ แต่เขาก็ยังพลิกกายขึ้นมา
แมวสามสียังคงขดตัวก้มหัวซุกข้างต้นขาเขาแนบแน่น ใบหูกระดิกเบาๆ ตามจังหวะเสียงเคาะตีจากภายนอก โดยเฉพาะเสียงฆ้องและฉาบชวนแสบหู เห็นได้ชัดว่านางเองก็ตื่นแล้ว เพียงแต่ยังไม่ยอมลุกขึ้นมา ดูท่าเมื่อคืนคงเหนื่อยไม่น้อยเลย
“…”
ซ่งโหยวก้มลงสูดดมตัวนาง กลิ่นน้ำตุ๋นจางๆ โชยออกมาตามคาด
เขากวาดสายตามองรอบห้อง พบว่าตำแหน่งของเตาถ่านนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่ามันถูกยกไปวางไว้ที่ใดก่อนจะย้ายกลับมาตรงนี้ บนโต๊ะมีหม้อใบเล็กสะอาดสะอ้าน หากไม่นึกถึงว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับหม้อใบนั้นบ้าง ก็คงไม่มีเรื่องอะไร
ทันใดนั้นเองเจ้าแมวก็เงยหน้าขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะผ้าห่มบนร่างถูกเลิกขึ้น ทำให้ความหนาวเย็นแผ่เข้ามาแทนที่ความอบอุ่น หรือเพราะแปลกใจที่จู่ๆ นักพรตมาสูดดมเช่นนี้ จึงจ้องเขากลับไปทั้งที่ยังหรี่ตาลงอย่างงุนงง
“ไม่มีอะไร…”
นักพรตปล่อยมือ ผ้าห่มพลันร่วงลงไปคลุมร่างเจ้าแมวสามสี
ช่วงเช้าตรู่ที่ดินแดนตอนเหนือนั้นหนาวเย็นเสียจริง
เพียงเป่าลมหายใจก็แปรเปลี่ยนเป็นควันขาว ทันทีที่นักพรตก้าวขาลงจากเตียงจึงรีบคว้าเสื้อคลุมกระดาษขึ้นมาสวม ก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างและมองลงไปเบื้องล่าง
แม้อำเภอนี้จะเล็ก มีผู้คนอาศัยไม่มาก ทว่าบรรยากาศวันขึ้นปีใหม่กลับครึกครื้นไม่น้อย
ซ่งโหยวมองจากหน้าต่างอยู่เนิ่นนาน เมื่อหันหลังกลับมาก็เห็นเจ้าแมวโผล่ศีรษะออกมาจากใต้ผ้าห่มเพียงแค่ครึ่งเดียว เผยแค่ดวงตา จมูก และปาก พร้อมเกยคางลงกับหมอน ให้นักพรตเดาว่านางขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างไร ดวงตาของนางหรี่ลงด้วยความงัวเงีย ทว่ายังคงจ้องมองนักพรตไม่วางตา
“ผ่านไปอีกปีแล้วสินะ”
“ใช่แล้ว”
“เข้าฤดูใบไม้ผลิหรือยัง”
“อีกไม่กี่วันก็เป็นวันลี่ชุนแล้ว”
“พวกเราจะออกเดินทางเมื่อไร”
“ทางเหนือหิมะตกหนัก ต้องรอให้หิมะละลายก่อน”
“เจ้าจะไปข้างนอกหรือ”
“ข้าจะไปซื้อหมั่นโถวสักหน่อย” นักพรตตอบ ก่อนจะถามนางกลับบ้าง “แม่นางสามสีกินด้วยหรือไม่”
“แม่นางสามสีเหมือนจะเพิ่งกินไป”
“…”
“หนูที่นี่ตัวเล็ก มีแค่…”
ระหว่างที่พูดนางก็บิดตัวไปมาในผ้าห่ม ยื่นอุ้งเท้าขาวออกมาข้างหนึ่ง ราวกับจะเทียบขนาดของหนูที่นี่ให้ดู ทว่าใช้แค่ข้างเดียวก็ทำไม่ได้ จะยกออกมาสองข้างก็รู้สึกว่าไม่สะดวกเท่าไร จึงชักอุ้งเท้ากลับเข้าไป แล้วจ้องหน้านักพรตดังเดิม
“ตัวเล็กนิดเดียว ขนาดพอๆ กับ… ขนมเลย ตัวกลมๆ มื้อเดียวแม่นางสามสีกินไปตั้งหลาย แต่ที่ทำไว้เมื่อคืนก็เหลืออีกเยอะเลย ช่วงนี้นักพรตไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกินของข้าหรอก”
“…”
นักพรตถึงกับอึกอักไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยเพียงว่า “เมื่อคืนแม่นางสามสีคงลำบากมาก”
“ไม่เลย”
“เช่นนั้นข้าไปแล้วนะ”
“เจ้าไปเถอะ”
แมวสามสียังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เพียงโผล่หน้าออกมาจ้องนักพรตไม่วางตา
“คุณชายตื่นแล้วหรือ”
“ข้าตื่นแล้ว”
“สุขสันต์วันปีใหม่!”
“เถ้าแก่ก็เช่นกัน”
“อ้อ จริงสิ เมื่อคืนคุณชายได้ทำเนื้อตุ๋นในห้องหรือไม่”
“ข้าไม่ได้ทำ” ซ่งโหยวตอบไปตามตรง
เขาพยักหน้าให้เถ้าแก่แล้วก้าวลงสู่ถนน
บนฟ้ามีนกนางแอ่นตัวหนึ่งคอยบินตาม
ท้องถนนวันปีใหม่ล้วนเต็มไปด้วยความครึกครื้น หาใช่เพราะความรุ่งเรืองโอ่อ่าไม่ หากแต่เพราะผู้คนต่างสั่งสมความเงียบเหงาทั้งปีมาจนถึงวันนี้ แล้วพร้อมใจกันระเบิดออกมา อย่างน้อยบรรยากาศเช่นนี้ก็คงอยู่ต่อไปอีกหลายวัน
นอกจากวันลี่ชุนที่ซ่งโหยวเอาแต่ใช้เวลาทั้งคืนไปกับการตื่นรู้ถึงพลังวิญญาณ วันอื่นๆ เขาก็แทบไม่บำเพ็ญตนเลย แต่กลับทุ่มเวลาและแรงกายไปกับการลิ้มลองอาหารชนิดต่างๆ ยามว่างก็ออกนอกเมือง หรือไปฟังเรื่องเล่าที่โรงน้ำชาข้างๆ ช่วงแรกยังได้พบกับสวี่ชิวอันแทบทุกวัน เพียงแต่พอซ่งโหยวเชิญให้เขามานั่งด้วย กลับไม่ยอมมาแล้ว ผ่านไปหลายวันเข้า เด็กชายผู้นั้นคงจะกลับไปทำมาหากินแล้ว จึงไม่ได้พบกันอีกเลย
กิจการโรงเตี๊ยมดีขึ้นทุกวัน ซ่งโหยวพักอยู่ที่นี่หนึ่งเดือนเต็ม
อากาศอุ่นขึ้นมากแล้ว เพียงแต่หิมะนอกเมืองยังไม่ละลาย
ซ่งโหยวยึดถือแนวคิดว่า ‘เงินที่พกติดตัวมา ล้วนเป็นหยาดเหงื่อแรงกายของแม่นางสามสี ต้องรู้จักประหยัด’ เขาจึงตกลงเจรจากับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมว่าขอพักต่อไปจนกว่าหิมะนอกเมืองจะละลาย โดยคิดค่าห้องตามราคาเหมาจ่ายรายเดือน แต่ปรับเป็นจ่ายตามจำนวนวันที่พักจริง ทำให้ประหยัดไปได้บ้าง
เถ้าแก่ผู้ซื่อตรงย่อมรับปากทันที เพียงแต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณชายผู้นี้กลับสร้างความกังวลใจและความฉงนให้เขาไม่น้อยเลย
สิ่งที่กังวลก็คือ ตั้งแต่ก่อนขึ้นปีใหม่ มีผู้คนแวะเวียนมาถามว่าวันนั้นโรงเตี๊ยมต้มสิ่งใดไม่ขาดสาย หมายจะมาลิ้มรสกันถึงที่โรงเตี๊ยม แต่ช่วงไม่กี่วันมานี้ แม้ว่าคุณชายจะทำเนื้อตุ๋นไปสองหนแล้ว แต่ใครเล่าจะคิดว่าจะนำน้ำตุ๋นมาต้มซ้ำได้ คิดจะลอบขโมยสูตรยังไม่มีโอกาส ภายในใจร้อนรุ่มยิ่งนัก
แต่ละครั้งที่กลิ่นหอมยามราตรีโชยมา น้ำตุ๋นในหม้อจะลดลงไปเรื่อยๆ จนบัดนี้แทบจะแห้งเหือดไปหมดแล้ว ขณะเดียวกันคุณชายผู้นี้ก็ดูเหมือนจะออกเดินทางต่อแล้ว เขาจะยังมีโอกาสได้เห็นอีกฝ่ายปรุงเนื้อตุ๋นอีกหรือไม่
เถ้าแก่มีหรือจะไม่ร้อนใจ ถึงกระนั้นเขาก็ยังมีความสงสัยอีกประการหนึ่ง
ตั้งแต่วันแรกที่เข้าพัก คุณชายผู้นี้บอกว่ามีสหายพำนักอยู่ในตัวอำเภอสองคน ตลอดหลายวันที่ผ่านมาก็เคยปรากฏกายในโรงเตี๊ยมจริงๆ คนหนึ่งเป็นเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม อีกคนหนึ่งเป็นหนุ่มน้อยรูปโฉมสะคราญเกินมนุษย์ แต่นานวันเข้ากลับเพิ่งจับสังเกตได้ว่าทั้งสองมักปรากฏกายแค่ตอนเข้ามา แต่ไม่เห็นว่าออกไปเลยสักครั้ง หรือบางคราแทบไม่เห็นเข้ามาด้วยซ้ำ กลับโผล่มาจากด้านในเสียอย่างนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นยามที่คุณชายผู้นี้ออกเดินทาง ก็มักมีแมวสามสีและนกนางแอ่นคอยโฐติดตามไปอยู่เสมอ
เถ้าแก่ก็มักจะเล่าเรื่องนี้ให้ภรรยาฟังเป็นเรื่องเล่าก่อนนอน หรือนำไปพูดคุยกับญาติสนิทมิตรสหาย ทุกคนต่างเห็นพ้องว่าคุณชายผู้นี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้บำเพ็ญมากวิชาแน่นอน
ล่วงเข้าสู่ต้นเดือนสอง
นักพรตก้าวออกจากโรงเตี๊ยมอีกครั้ง ด้านซ้ายมีเด็กหญิงสวมชุดสามสี ส่วนด้านขวามีหนุ่มน้อยในชุดขาวดำเดินขนาบข้าง
“คุณชายจะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ” เถ้าแก่เอ่ยทัก ทว่าสายตากลับเหลือบมองด้านหลังเขาโดยไม่รู้ตัว
“ใช่แล้ว”
“จะไปที่ใดหรือ”
“ออกไปเดินเล่นนอกตัวอำเภอเสียหน่อย เห็นว่าช่วงนี้หิมะเริ่มละลายแล้ว ข้าว่าจะไปเดินริมแม่น้ำน่ะ” นักพรตหันมายิ้ม “อีกไม่กี่วันคงได้ลาท่านแล้ว”
“น้ำแข็งบนผิวแม่น้ำเปราะบางนัก ทุกปีล้วนมีคนพลัดตกลงไป คุณชายโปรดระวังตัวด้วย”
“ขอบคุณที่เตือน”
นักพรตประสานมือขอบคุณ แล้วเดินออกไปจากโรงเตี๊ยมทันที
เถ้าแก่ยังคงมองตามพวกเขาต่อไป
เดิมทีเถ้าแก่คิดว่าตนแอบมองได้แนบเนียน คงไม่ถูกจับได้ ทว่าเด็กหญิงผู้สะพายย่ามกลับหันมาเหลียวมองอยู่บ่อยครั้งด้วยแววตาอันเปี่ยมด้วยความสงสัย พลันนึกถึงที่ญาติๆ ของเขาเคยกล่าวว่าเด็กหญิงผู้นี้อาจจะเป็นแมวกลายร่างมา เถ้าแก่จึงได้แต่รีบเบือนสายตาหนี แสร้งทำเป็นมองที่อื่น
นอกอำเภอมีแม่น้ำสายหนึ่งนามว่า ‘แม่น้ำมั่วสุ่ย’ เล่าขานกันว่าต้นไผ่หมึกอันเป็นที่มาของชื่ออำเภอมั่วจู๋นั้นมีสีดั่งหยกดำเพราะมีแม่น้ำมั่วสุ่ยหล่อเลี้ยง
ทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ผิวแม่น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็ง
ผู้คนสามารถเดินข้ามไปมาได้ตลอดทั้งฤดูกาล
ทว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิได้สักหนึ่งเดือน ผิวน้ำแข็งก็จะบางลงโดยไม่มีสัญญาณใดๆ นับว่าอันตรายยิ่งนัก
ไม่นานทั้งสามก็มาเหยียบผิวแม่น้ำแล้ว
ช่วงนี้อากาศเย็นสบายไม่หนาวเหน็บแล้ว ผู้คนจึงบางตาลง เด็กหญิงเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะหยิบกริชออกมาจากย่าม นางจรดคมกริชลงตรงพื้นน้ำแข็ง วาดวงกลมขึ้นมาหนึ่งวงกลางอากาศ ไร้ซึ่งสุรเสียง ไร้ซึ่งความผิดปกติใด ทว่าเมื่อมองดูอีกที กลับมีวงกลมเรียบเนียนปรากฏขึ้นบนผืนน้ำแข็ง
เด็กหญิงใช้เวลาครุ่นคิดอีกครู่เดียว พลันเกิดช่องโหว่ขึ้นกลางผิวน้ำ
นางเก็บกริชไป ไม่ทำสิ่งใดต่อ เพียงนั่งยองๆ จ้องรูนั้น
ครั้งก่อนนางเคยมากับนักพรตแล้ว
ฤดูหนาวที่นี่หนาวเกินทน น้ำแข็งปกคลุมทั้งลำน้ำ ปลาในแม่น้ำถูกกักขังไว้ใต้นั้น ดูน่าอึดอัดจนทนไม่ไหว หากเจาะช่องไว้ ไม่นานก็จะมีปลาว่ายเข้ามาเอง ถือว่าแม่นางสามมีฝีมือไม่น้อยเลย คราวก่อนพวกเขาก็จับปลาได้หลายตัวเพราะใช้วิธีนี้ ไม่เพียงแต่ได้ปลากลับไปทำอาหารกินจนอิ่มหนำ ยังเหลือพอเอาไปขายที่ถนน และแบ่งให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมอีกตัวด้วย
แม่นางสามชื่นชอบความรู้สึกตอนจับเหยื่อได้จริง แต่จะยิ่งชอบตอนที่จับได้แล้วนำไปป้อนนักพรต และถ้ายังนำไปขายต่อได้อีก ก็คงไม่มีสิ่งใดน่าพึงใจไปกว่านี้แล้ว
ทว่าครั้งนี้ต้องรอนานกว่าคราวก่อนอยู่บ้าง
แม่นางสามสีหันมองไปมาเป็นพักๆ สายตาจับจ้องไปยังนักพรตที่เดินกำลังทอดน่องบนผืนน้ำแข็ง คอยตรวจดูรอบด้าน แล้วก็หันกลับมามองเด็กหนุ่มนางแอ่นที่ตามหลังตนไปมาติดๆ แต่กลับไม่กล้าเข้าใกล้ทำเอานางอดคิดไม่ได้ว่าสองคนนั้นทำให้ปลาตกใจว่ายหนีไปหรือไม่
ไม่นานนัก พลันมีปลาตัวหนึ่งว่ายเข้ามาใกล้
“!”
ดวงหน้าแจ่มใสของแม่นางสามสีแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางถอยไปหลบไกลๆ พลางลอบชำเลืองมองสายน้ำใต้ผิวน้ำแข็งอย่างเงียบๆ
มือเล็กตะปบลงฉับไว รวดเร็วและแม่นยำประดุจสายฟ้า
ซ่า ซ่า…
ตามด้วยเสียงหยาดน้ำกระเซ็น เมื่อช้อนมือกลับขึ้นมา ปลาตัวโตก็ดิ้นพล่านอยู่บนฝ่ามือน้อยๆ แล้ว นางสะบัดมือเพียงทีเดียว ปลาก็ตกลงสู่ผืนน้ำแข็ง ดิ้นทุรนทุรายอยู่เช่นนั้น
สะอาดสะอ้านเกินฝีมือมนุษย์
แปะ แปะ…
ปลาตัวนั้นยังคงดิ้นบนผืนน้ำแข็งต่อไป
แม่นางสามสีพลันหันหน้าไปมองอีกฝั่ง ทว่านักพรตกำลังหันหลังให้ มองไปยังทิวทัศน์ไกลโพ้น ไม่รู้ว่าเอาแต่มองอะไรอยู่ ช่างน่าหงุดหงิดยิ่งนัก!
นางจึงเบือนหน้าหนีไปอีกด้าน
หนุ่มน้อยในชุดขาวดำยืนห่างออกไปราวหนึ่งจั้ง เขาหันหน้ามาทางนี้พอดี สายตาของทั้งสองจึงสอดประสานกัน
แม่นางสามสีจ้องเขาตาเขม็ง
“…”
ทำเอาหนุ่มน้อยเผลอถอยหลังครึ่งก้าว แต่แม่นางสามสีก็ยังคงจับจ้องเขาอยู่เช่นนั้น
“…”
หนุ่มน้อยยิ่งเผยท่าทีลำบากใจ
“?”
แม่นางสามสีพลันขมวดคิ้วเข้าหากัน
“!”
หนุ่มน้อยยิ่งเผยอาการตึงเครียด ในใจหวาดหวั่น ทว่าในหัวกลับมีความคิดมากมายแล่นผ่าน และแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ รีบเอ่ยปากออกมาเสียงดังว่า “แม่นางสามสีเก่งกาจนัก!”
“…”
แม่นางสามสีถอนหายใจ แววตาฉายแววพึงพอใจไม่น้อย จากนั้นจึงหันกลับไปมองรูบนผิวน้ำแข็ง เฝ้ารอปลาเคราะห์ร้ายตัวต่อไป
เด็กหนุ่มนางแอ่นรู้กาลเทศะดี เขารีบก้าวเข้ามา หยิบเอาเถาวัลย์มาร้อยตัวปลาไว้ และวางกองไว้ข้างๆ
เป็นเช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ เด็กหญิงตัวน้อยโบกมือคราหนึ่งก็จับปลาได้หนึ่งตัว นางตะปบปลาขึ้นมาได้แล้วก็โยนไปด้านข้างโดยไม่เหลียวมอง ทว่าไม่ยอมละสายตาไปจากรูที่เจาะไว้ ส่วนหนุ่มน้อยก็รีบวิ่งไปเก็บรวบรวมอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ร้อยปลาเรียงไว้ แต่ถึงกระนั้นกลับไม่กล้าเข้าใกล้นางเกินไปนัก
ส่วนนักพรตนั้นยังคงมองออกไปยังทิวทัศน์กว้างไกลเช่นเดิม