ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 312 วาสนานั้นไซร้ อัศจรรย์เกินเอื้อนเอ่ย
“พอแล้ว…”
“พอแล้วหรือ”
เด็กหญิงน้อยหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าจับได้มากจริงๆ
แต่ปลานั้นเป็นอาหารชั้นเลิศ ไม่ว่าจะคนหรือแมวล้วนกินได้ทั้งนั้น แถมยังเอาไปขายเป็นเงินได้อีก ยิ่งจับได้มากก็ยิ่งดี
นางเหลือบตามองนักพรตปราดหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความฉงน
พลันยืดตัวขึ้นเล็กน้อยจากที่หมอบอยู่ ก่อนจะยืดคอมองตามทิศทางที่นักพรตกำลังจ้องมองไปเห็นว่าตรงนั้นมีคนยืนอยู่ เป็นเด็กชายผู้หนึ่ง แลดูคุ้นตาไม่น้อย ดูท่าเขาเองก็คงกำลังหาปลาเช่นกัน เพียงแต่หาอยู่ริมฝั่ง ไม่ใช่กลางลำน้ำเช่นพวกเขา เด็กชายใช้ไม้แหลมแทงลงไปในรูน้ำแข็งที่เจาะไว้ จ้องมองอยู่เนิ่นนานแล้วแทงไม้ลงไปเต็มแรง
แน่นอนว่าเทียบฝีมือแม่นางสามสีไม่ได้เลย นางฝึกจับปลาจนชำนาญตั้งแต่ครั้นไปเยือนแดนทุ่งหญ้า คว้าปลาขึ้นมาด้วยมือเปล่าอย่างง่ายดาย ส่วนเด็กชายนั้น แม้แทงอยู่หลายครั้ง แต่กลับจับไม่ได้สักตัว
ครานั้นเองเขาก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นพวกเขาแล้ว เขาหันหน้ามามอง แต่เพราะอยู่ห่างเกินไป ย่อมเห็นไม่ชัด จึงโน้มกายลง ยืดคอมอง ราวกับต้องการยืนยันให้แน่
เมื่อจำได้ก็ตะโกนเสียงดังลั่น
“คุณชาย?”
“คุณชาย!”
“อย่ามาตรงกลางแม่น้ำ!”
“น้ำแข็งบางลงแล้ว ระวังจะตกลงไป!”
เด็กหญิงน้อยเกาศีรษะ ก่อนจะละสายตากลับมา ก้มลงตั้งใจหาปลาตัวต่อไป
ไม่นานนัก เด็กหนุ่มนั้นก็เดินเข้ามาใกล้
แม่นางสามสีจึงหุบเล็บเก็บอุ้งเท้า ลุกขึ้นมายืนข้างนักพรตพลางสบตากับเขา
“เหตุใดคุณชายจึงมาอยู่ที่นี่”
แต่สายตาเด็กหนุ่มกลับอดเหลือบมองไปทางด้านหลังไม่ได้
เพราะเด็กหนุ่มในชุดสีขาวดำนั้นรูปโฉมงดงามยิ่งนัก หาได้มีใบหน้ากร้านแดดกร้านลมดั่งตน ไม่รู้ว่าอาภรณ์ที่สวมใส่ทอขึ้นจากสิ่งใด มองใกล้ๆ เห็นเนื้อผ้าสีดำปนฟ้าเล่นแสงสวยงาม ไม่เหมือนผ้าบนตัวเขาเลย ทั้งที่ดูมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ย่อมอดดูแคลนตนเองไม่ได้ แต่ในฐานะที่เป็นจอมยุทธ์พเนจร เขาย่อมมีท่วงท่าและรสนิยมเฉพาะตน ไฉนเลยจะมัวเหลียวแลความงามเพียงเปลือกนอก ทว่าครั้นกวาดสายตาไปเห็นปลากว่าสิบตัวที่ถูกนำมาร้อยเรียงกับเถาวัลย์ในมือของเด็กหนุ่มผู้นั้น วางเรียงรายอยู่กับพื้นน้ำแข็ง แล้วลองหันมาดูตนเองที่มีเพียงไม้ชุ่มน้ำเปล่าๆ ก็ยิ่งรู้สึกขวยเขิน
“ตอนนี้น้ำแข็งเปราะบางนัก ตกลงไปได้ง่ายๆ คุณชายไม่เห็นหรือว่าไม่มีผู้ใดกล้าลงไปเดินบนแม่น้ำแล้ว” เด็กชายเอ่ยเตือน “กลับขึ้นฝั่งเถิด”
“ก็ได้”
นักพรตก้มลงสบตาแม่นางสามสีครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินกลับขึ้นฝั่ง
แม่นางสามสีกลับเสียดาย เอาแต่เหลียวหลังมองแม่น้ำ
“จอมยุทธ์น้อยจับไม่ได้หรือ เอาสักสองตัวหรือไม่ พวกข้าจับได้มากอยู่ แบ่งให้เจ้าสองตัวก็ไม่เป็นไร”
“ไม่จำเป็นหรอก ข้าจับเองได้” เด็กหนุ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย หลายวันก่อนยังคิดอยู่ว่า หากวันใดจับปลาได้มาก ก็คงจะส่งไปให้คุณชายสักสองตัว ถือเป็นการตอบแทนน้ำชาที่เคยดื่มวันนั้น แต่ดูวันนี้เถิด คนผู้นี้ต้องการปลาจากตนเสียที่ไหน “เพียงแต่ข้าไร้ฝีมือ ใช้เวลาจับนานก็เท่านั้น”
“เช่นนั้นก็ย่อมได้”
“เหตุใดยังไม่ออกเดินอีกทางเล่า”
“รอหิมะละลายเสียก่อน อีกไม่กี่วันก็คงได้ไป”
“อีกไม่กี่วันแล้วหรือนี่…”
“ช่วงนี้ไม่เห็นเจ้าที่โรงน้ำชาเลย”
“เพราะข้ามีงานต้องทำน่ะ จึงไม่ค่อยได้ไป แต่ถ้าตอนไหนมีเวลาว่าง หรือฝนตกหนัก ก็แวะไปบ้าง” เด็กชายเอ่ย พลางอดถามต่อไม่ได้ว่า “แล้วช่วงนี้ที่โรงน้ำชาเล่าเรื่องอะไรบ้าง”
“ก็คงไม่พ้นแม่ทัพเฉินจากแดนเหนือ ซูอี้ฝานแห่งกวงโจว หรือไม่ก็เหล่ายอดฝีมือเลื่องชื่อทั้งหลาย” ซ่งโหยวว่า เด็กชายดูจะสนใจอยู่บ้าง
“ซูอี้ฝาน…”
เด็กหนุ่มพึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบา แต่แววตากลับฉายประกายวูบหนึ่ง
ซ่งโหยวยังพูดคุยอยู่กับเขา จึงสังเกตเห็นสีหน้าได้ชัดเจน พลันสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง จึงอดใจขมวดคิ้วลงด้วยความฉงนไม่ได้
แววตานั้นหาใช่ความเลื่อมใสไม่
“ทำไมเล่า”
“ไม่มีอะไร” เด็กหนุ่มรีบเรียกสติคืนมา ปั้นสีหน้าดังเดิม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ได้ยินว่าเมื่อปีที่แล้วซูอี้ฝานฝึกยุทธ์จนบรรลุ บัดนี้ได้กลายเป็นยอดปรมาจารย์ยุทธภพแล้ว”
“บรรลุแล้วหรือ”
“ข้าได้ยินมาจากคนในยุทธภพน่ะ มีคนเคยพบเขาที่กวงโจว เพียงดีดนิ้วปราณกระบี่ก็พุ่งออกมา ทอดประกายขาวราวน้ำค้างแข็ง ถึงขั้นใช้กิ่งไม้ใบหญ้าแทนกระบี่ ตัดทองฟันเหล็กได้ เมื่อชักกระบี่ก็บังเกิดเสียงดังกระหึ่มดุจฟ้าร้อง ฟาดฟันดุจอัสนีสวรรค์ ไร้ผู้ใดต้านทาน แม้เขานั่งอยู่นิ่งๆ หอกกระบี่ล้วนไม่อาจฟันแทง ถึงแผลงศรใส่ก็มีอากาศกั้นไว้” เด็กชายเล่าเสียงเรียบ แต่เมื่อจบกลับแอบชำเลืองตามองซ่งโหยว แล้วแสร้งทอดถอนใจ “ไม่รู้ว่าคนฝึกยุทธ์อย่างพวกข้า จะต้องทำเช่นไรจึงจะบรรลุถึงขั้นนั้นได้”
“เช่นนี้เอง…”
นักพรตพยักหน้าเบาๆ
เจตนาของเด็กชายปรากฏชัดบนใบหน้า แม้จะเก็บงำได้มากกว่าเด็กชายวัยเท่าๆ กัน แต่มีหรือจะลวงตาเขาได้ เพียงแต่นักพรตก็ยังนึกไม่ออก
พลันได้ยินเสียงของเด็กชายที่ยืนอยู่ริมฝั่งแว่วขึ้นมา “ในเมื่อคุณชายออกพเนจรทั่วหล้ามาจากทางใต้ คงได้ยินเรื่องของซูอี้ฝานมาไม่น้อยกระมัง”
“แน่นอน”
นักพรตพยักหน้าตอบ
เด็กหญิงน้อยเชิดหน้ามองเขาอย่างเคร่งขรึม ราวกับเกรงว่าจะได้ยินเขาพูดให้ร้าย ‘ผู้แซ่ซู’
ซ่งโหยวหาได้ใส่ใจสีหน้าของเด็กหนุ่มมากนัก ครานี้เมื่อได้ถาม ก็เผยสีครุ่นคิดขึ้นมา ก่อนตอบไปอย่างตรงไปตรงมา “ซูอี้ฝานนั้นวรยุทธ์เลิศล้ำ จิตใจเด็ดเดี่ยว ท่วงท่าสมเป็นจอมยุทธ์แท้ ว่ากันว่าชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้ามาตั้งเนิ่นนาน หาใช่เพราะฝีมือเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปี่ยมด้วนคุณธรรม จัดว่าเป็นยอดยุทธ์โดยแท้”
“ยอดยุทธ์หรือ…”
เด็กหนุ่มค่อยๆ กลืนคำที่เพิ่งเอื้อนเอ่ยออกมาลงไป
คิดดูแล้วก็ไม่ผิดแปลกไปจากที่เคยได้ยินผ่านคำคนและปากนักเล่าเรื่องสักเท่าไร จึงไม่อาจคัดค้าน ผ่านไปครู่หนึ่งจึงส่ายหัวไปมา “เกรงว่าชื่อเสียงของซูอี้ฝานคงมาจากคราวบุกมาแก้แค้นหลินเต๋อไห่ เจ้าสำนักหานเจียง สำนักอันดับหนึ่งแห่งแคว้นจ้าวโจวถึงที่ แต่กลับไว้ชีวิตครอบครัวของเขาไว้กระมัง”
น้ำเสียงนั้นแฝงแววเสียดสี แต่ในขณะเดียวกันกลับสัมผัสได้ถึงความทอดถอนใจยิ่งกว่า
“…”
ซ่งโหยวหรี่ตาลงมองเด็กชาย ราวกับเป็นการเตือนสติให้เขาเชื่อมโยงเรื่องราวเข้าด้วยกัน
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ แล้วเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ทันใดนั้นเขากลับเข้าใจทุกอย่างทันที
ท่องพเนจรในยุทธภพ แต่ท่วงท่ากลับแตกต่างจากบุตรหลานชาวบ้านทั่วไป เด็กชายผู้นี้เติบโตเกินวัย มุ่งมั่นฝึกฝนไม่หยุดหย่อน ได้ยินชื่อผู้ที่มีฝีมือเลิศสุดในใต้หล้า ก็ใช่ว่าจะมีแต่ความเลื่อมใส หากยังแฝงด้วยความรู้สึกอื่น
ที่แท้…เป็นเช่นนี้เอง
ซ่งโหยวรู้สึกว่าประหลาดเหลือเกิน
ตนพึ่งมาถึงจ้าวโจว บังเอิญเลือกหยุดพักที่อำเภอเล็กๆ ห่างไกลแห่งหนึ่ง หาได้มีความคิดว่าวันหนึ่งจะได้พบบุตรชายของหลินเต๋อไห่เข้า
วาสนาหนอ ช่างอัศจรรย์เกินเอื้อนเอ่ย
แม้ว่าครานั้นซูอี้ฝานไม่ได้ลงมือสังหารจนสิ้นเชื้อ อีกทั้งถึงเขาจะไม่ได้เปลี่ยนชื่อแซ่ปิดบังตัวตน ท่องยุทธภพด้วยนามเดิม ซูอี้ฝานก็คงไม่ได้คิดจะรังแกบุตรของอริ เพียงแต่เด็กชายกลับเลือกใช้นามแฝง ร่อนเร่มาถึงอำเภอกันดารในจ้าวโจว ย่อมต้องมีเหตุผลอยู่แล้ว นักพรตก็หาได้เอ่ยความจริงออกไปไม่ เพียงพยักหน้ากล่าวว่า
“แต่ถึงอย่างไร แม้ไม่ได้เลื่องลือด้วยศึกแก้แค้นครานั้น หรือไม่ได้เล่าขานเรื่องที่ไว้ชีวิตครอบครัวของหลินเต๋อไห่ ชื่อเสียงของซูอี้ฝานก็คงไม่เสื่อมเสียลง ด้วยคุณธรรมที่เขาพึงมี ย่อมคู่ควรกับสมญานามยอดยุทธ์อยู่ดี”
“เป็นเพียงความเห็นของข้าเท่านั้น” ซ่งโหยวยิ้ม เขาเว้นไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “ไม่ว่าอย่างไร วิชากระบี่ของซูอี้ฝานนั้นก็ล้ำเลิศยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง หากเขาบรรลุแล้วจริงๆ เช่นนั้นแม้กาลเวลาล่วงเลยไป เลือดเนื้อสังหารย่อมไม่เสื่อมสลายลงดั่งนักยุทธ์ทั่วไป แต่จะยิ่งบรรลุแก่นแท้ พอวันเวลาผ่านไปก็ยิ่งเข้าใจลึกล้ำ หากบุตรหลานของหลินเต๋อไห่คิดจะไปล้างแค้น เกรงว่าคงยากนัก”
“!”
เด็กชายพลันนิ่งไป เขาชำเลืองตามองนักพรตด้วยความระแวดระวัง ทว่านักพรตยังคงสงบสุขุมดังเดิม
“…”
เด็กชายไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายมองออกหรือไม่ จึงเงียบไปครู่หนึ่ง เร่งปรับถ้อยคำ แล้วประสานมือคารวะ“เรื่องราวในยุทธภพนั้นไกลเกินตัวพวกเรา ย่อมฟังเป็นเรื่องเล่าเท่านั้น แต่ข้าก็ควรขอบคุณท่านที่เตือนสติ แต่ก่อนข้าฝึกยุทธ์มักปวดหลังเมื่อยเอว นอนทั้งคืนก็ไม่หาย คราวนี้ทำตามที่คุณชายแนะ ออกมาจับปลาที่แม่น้ำสักตัวสองตัว กลับไปต้มกินแล้ว เห็นว่าร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นนัก”
“ไม่เป็นไร”
ซ่งโหยวยังคงตอบทั้งรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับยิ่งรู้สึกพิศวง
ครานั้นที่บ้านโลงศพในสวี่โจว เขาเองก็เคยบังเอิญช่วยเหลือซูอี้ฝาน ไม่คิดว่าเหตุการณ์ตรงหน้าก็เป็นความบังเอิญเช่นกัน แต่กลับเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับบุตรชายของหลินเต๋อไห่ ไม่รู้ว่าคำเตือนที่เอ่ยออกไปโดยไม่คิดจะช่วยเขาได้มากน้อยเพียงใด แต่ก็ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจอย่างที่ควรจะเป็น จึงไม่คิดติดใจ
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกมหัศจรรย์
ยิ่งนึกย้อนก็ยิ่งยากจะเอื้อนเอ่ย
ทั้งสองยังคงยืนสนทนากันอยู่ริมฝั่งอีกครู่หนึ่ง ก่อนเด็กชายจะคารวะแล้วว่า “อันที่จริงข้าควรขอบคุณท่านสำหรับค่าน้ำชาเมื่อวันนั้น อย่างน้อยหากไม่กล่าวขอบคุณ เมื่อถึงวันที่คุณชายไปจากที่นี่ ก็ควรได้มาอำลา แต่ว่าตอนนี้ทั้งต้องฝึกยุทธ์ทั้งต้องเลี้ยงชีพ ไม่รู้ว่าถึงครานั้นจะมีโอกาสหรือไม่ เช่นนั้นขอถือโอกาสนี้ อวยพรให้คุณชายเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
“ข้าน้อมรับน้ำใจของเจ้า ขอบคุณเช่นกัน” ซ่งโหยวไม่เสียมารยาท ประสานมือตอบกลับเช่นกัน “พวกข้าคงต้องไปแล้ว ขอให้จอมยุทธ์น้อยรักษาตัว”
“ขอให้คุณชายเดินทางปลอดภัย”
ซ่งโหยวจึงหันหลังเดินจากไป
เด็กหญิงตัวน้อยก็รีบหอบปลาตามติดไป
ส่วนเด็กหนุ่มรูปโฉมดั่งนกนางแอ่นก็เดินรั้งท้าย หิ้วปลาเต็มทั้งสองมือ นักพรตพลันเหลียวกลับมามอง จะช่วยแบ่งเบาภาระ แต่ไม่ว่าทั้งแมวหรือนกนางแอ่น ต่างก็มีเหตุผลไม่ยอมให้เขาช่วย
เด็กหนุ่มริมฝั่งมองตามแผ่นหลังของพวกเขาอยู่เนิ่นนานกระทั่งลับสายตาไป จึงเบนสายตากลับมา
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จึงหันไปมองหลุมบนผิวน้ำแข็งอีกครั้ง สงสัยว่ากลางลำน้ำปลาจะมีมากกว่าหรืออย่างไร อยากลองก้าวไปพิสูจน์ดู ทว่าเพียงก้าวลงไป น้ำแข็งก็เปราะแตกเป็นโพรง ทำเอารองเท้าและปลายขากางเกงเปียกโชกไปหมด คราวนี้จึงสังเกตเห็นว่า น้ำแข็งเหนือลำน้ำนั้นบางลงจนเหลือเพียงคืบเดียว หาใช่สิ่งที่จะรับน้ำหนักคนได้อีกต่อไป
……………