ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 313 ออกเดินทางอีกครั้ง
อำเภอมั่วจู๋
นักพรตหนุ่มเดินทอดน่องไปตามถนน เบื้องหลังมีเด็กหญิงตัวน้อยสวมชุดสามสีและเด็กหนุ่มรูปงามในชุดดำขาวเดินตามมาด้วย ทั้งสองต่างหิ้วปลาเต็มมือ ดึงดูดสายตาผู้คนบนถนนไม่น้อย
ทว่าท่าทีของทั้งคู่กลับแตกต่างกันยิ่งนัก
เด็กหญิงเดินเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ ทั้งสองมือกำปลายเชือกแน่น แหงนหน้าขึ้นสูงด้วยความเด็ดเดี่ยว ดูแล้วคล้ายแม่ทัพตัวน้อยที่เพิ่งนำชัยชนะกลับมา
ส่วนเด็กหนุ่มนั้นกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เมื่อเจอสายตาผู้คนรอบข้าง ก็เอาแต่ก้มหน้า หดคอลง หลบสายตา คอยเบียดตัวชิดกำแพงไปโดยไม่รู้ตัว
เด็กหญิงหันมามองเขาเป็นระยะ นัยน์ตาของนางฉายแววตำหนิ ว่าเขาเดินชิดกำแพงมากไป ไม่เปิดโอกาสให้ชาวเมืองได้เห็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของตน
ทั้งสามนำปลาไปวางแผงขายในตลาด เหลือกลับมาที่โรงเตี๊ยมเพียงสองตัว
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังคงนั่งอยู่ที่หน้าประตู สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล ครั้นเห็นซ่งโหยวกลับมา ก็แหงนหน้าขึ้นทักทาย
“โอ้! คุณชายกลับมาแล้วหรือ”
“ใช่แล้ว” ซ่งโหยวตอบทั้งรอยยิ้มพลางยื่นปลาให้เขาหนึ่งตัว “น้ำแข็งเหนือแม่น้ำยังไม่ละลาย ข้าจึงไปตกปลามา ขอมอบให้เถ้าแก่หนึ่งตัว”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าท่าน”
“ข้ายังต้องขอยืมครัวกับเตาไฟจากท่านอยู่ดี”
“ท่านอยากใช้ก็เพียงบอก ไม่จำเป็นต้องมอบของพวกนี้ให้ข้าหรอก” เถ้าแก่รีบเอามือไพล่หลัง ไม่ยอมรับปลา
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ตั้งแต่วันแรกที่เข้าพัก ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันแล้วว่าซ่งโหยวจะใช้ครัวได้ แต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบเช่นน้ำมัน เกลือ ถ่านไฟเอง ทว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขามักทำอาหารแล้วแบ่งให้เถ้าแก่และภรรยาชิม รสชาติอร่อยล้ำยิ่งกว่าอาหารที่คนใหญ่คนโตกินทุกวันเสียอีก ไม่คิดเลยว่าเปิดโรงเตี๊ยมจะได้ลิ้มรสอาหารชั้นเลิศถึงเพียงนี้ นับเป็นความโชคดีประการหนึ่ง อีกทั้งซ่งโหยวยังไม่เคยคิดเงินทั้งสองเลยแม้สักครั้ง
“เฮ้อ…”
เถ้าแก่ถอนหายใจ สุดท้ายก็รับไว้
กระทั่งทั้งสามขึ้นไปบนห้อง เขายังเหลียวหลังมองตามด้วยสีหน้าอันปะปนด้วยความรู้สึกมากมาย
ค่ำคืนนั้น ปลาแม่น้ำถูกแล่เป็นแผ่นบาง ต้มกับเครื่องเทศจัดจ้าน เสร็จแล้วโรยด้วยพริกหอมเผ็ดร้อน ตามด้วยราดน้ำมันเดือดลงไป ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว กลายเป็นอาหารเลิศรสอีกหนึ่งจานที่หาทานได้ยากในยุคสมัยนี้ ทำให้ซ่งโหยวพลันเผลอคิดว่าตนได้เดินทางข้ามกาลเวลา ทั้งยังใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยนี้ได้ไม่เลวเลย
แม่นางสามสียังคงนั่งสังเกตการณ์อยู่ไม่ห่าง
แต่ถึงกระนั้นก็เห็นชัดเจนว่าวันเวลาในอำเภอเล็กๆ แห่งจ้าวโจวใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
บัดนี้ล่วงเข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ผลิของดินแดนตอนเหนือแล้ว แม้จะมาเยือนช้ากว่าทางใต้ก็ตาม
ดั่งที่คาดไว้ หลังจากวันนี้ อากาศก็แจ่มใสต่อเนื่องกันเจ็ดแปดวัน อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำแข็งและหิมะละลายสิ้น กระทั่งล่วงเลยมาถึงกลางเดือนสอง น้ำแข็งบนแม่น้ำก็หายไปสิ้น บนถนนหนทางก็แทบไม่มีหิมะแล้ว
ซ่งโหยวฉวยโอกาสนี้ ซักเสื้อผ้า รวมถึงผืนผ้าต่างๆ และตากให้แห้งเรียบร้อย
แม่นางสามสีก็ลากนกนางแอ่นไปตกปลาที่ริมแม่น้ำ นำมาทำเป็นปลาตากแห้ง
เก็บหีบห่อสัมภาระเรียบร้อยแล้ว รวมถึงปลาตากแห้งด้วย
ชำระค่าห้องพักครบแล้วก็นำถุงใส่ผ้าลงมาชั้นล่าง และนำกุญแจมาคืน ทันใดนั้นเถ้าแก่กลับตรงปรี่เข้ามาพร้อมสีหน้าลังเล ราวกับมีบางอย่างอยากพูดแต่กลับพูดไม่ออก
เขาอยากขอซื้อสูตรเนื้อตุ๋นไว้ แต่ก็กลัวซ่งโหยวจะคิดราคาแพงหูฉีก หากให้ตนคิดราคาเองก็ลังเล ซ้ำยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แม้ช่วงนี้จะสนิทสนมกันมากแล้ว คิดจะตีเนียนขอให้อีกฝ่ายสอนโดยไม่คิดเงินก็ไม่กล้าพอ
จึงรีบวิ่งมารับของจากมือซ่งโหยว พร้อมเอ่ยถามอย่างนอบน้อมว่า “ท่านจะไปแล้วหรือ”
“ใช่แล้ว ขอบคุณเถ้าแก่ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา” ซ่งโหยวตอบทั้งรอยยิ้ม “ข้าทำความสะอาดห้องพักแล้ว ของทุกอย่างวางอยู่ครบถ้วน เถ้าแก่อยากขึ้นไปตรวจดูหรือไม่”
“ข้าเชื่อใจท่าน”
“เช่นนั้นท่านเก็บกุญแจไปเถิด”
“ได้เลย…”
เถ้าแก่รับกุญแจจากมือเขา พลันเงยหน้ามองด้วยท่าทีอึกอักคล้ายจะพูดบางอย่าง มีหรือที่นักพรตจะไม่หยั่งรู้ความในใจของเขา
ครั้นเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปมองกระด้งทรงกลมข้างๆ แล้วเอ่ยถามด้วยความฉงน
“สิ่งนั้นคืออะไรหรือ”
“นั่นคือ ‘เห็ดเจินหมัว’ แห้ง ของขึ้นชื่อของแถบนี้ ข้าได้มาจากน้องชายเมื่อปีกลาย วางไว้ตรงนั้นตลอดฤดูหนาวยังกินไม่หมดเลย ข้าเห็นว่ามันชื้น จึงเอาออกมาตากแดด” เถ้าแก่รู้สึกร้อนใจยิ่งนัก กลัวอีกฝ่ายจะด่วนจากไป ภายในหัวมีความคิดมากมายผุดขึ้นมา สุดท้ายกลับได้แต่ตอบคำถามที่ซ่งโหยวยิงมาเท่านั้น
“ข้าจำได้ว่าตอนเทศกาลโคมไฟ[1] ท่านเคยตุ๋นไก่มาให้พวกข้า ข้างในนั้น…”
“ใช่แล้ว วันนั้นข้านำเห็ดนี่ไปแช่น้ำ ส่วนทั้งหมดนี่เป็นแบบแห้ง” เถ้าแก่ตอบคำถามแล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมา “คุณชายอย่าได้มองว่ามันดูไม่มีอะไร แท้จริงแล้วมีรสชาติดีนัก หากท่านชอบ ข้าจะหาถุงมาใส่ให้ท่านพกติดตัวไป หากระหว่างทาง เห็ดดันชื้นขึ้นมา วันแดดจัดก็แค่นำมันไปตากเท่านั้น”
“จะดีหรือ”
“พวกข้าก็รับปลาของท่านไว้แล้วมิใช่หรือ”
“ข้าชื่นชอบไก่ตุ๋นเห็ดของท่านมาก แมวของข้าก็เช่นกัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอรับไว้แล้วกัน…” ซ่งโหยวประสานมือขึ้นทั้งรอยยิ้ม ก่อนจะหยุดไปชั่วขณะ “เพียงแต่มีเห็ดเจินหมัวอย่างเดียวคงไม่พอ ดูเหมือนว่าเถ้าแก่จะเลี้ยงไก่ไว้หลังโรงเตี๊ยมด้วย ข้าขอซื้อสักตัวได้หรือไม่”
“…”
แววตาของเถ้าแก่วูบไหว รู้สึกลำบากใจนัก
ชีวิตที่แดนเหนือหาได้สบายไม่ ไก่ที่เลี้ยงอยู่หลังโรงเตี๊ยมล้วนเป็นแม่ไก่แก่ จะเชือดก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ทว่าเมื่อนึกถึงรสชาติของเนื้อตุ๋นที่เคยได้ลิ้มลอง…
“!”
เถ้าแก่กัดฟันแน่น “ไฉนเลยจะต้องถกกันด้วยเงินทอง ประเดี๋ยวข้าจะไปจับมาให้ท่านเอง เพียงแต่ท่านพกไปเช่นนี้คงไม่สะดวกนัก ต้องเชือดแล้วรีบนำมาทำอาหารถึงจะดี!”
“เช่นนั้นก็ดี”
ซ่งโหยวรออยู่ที่เดิม
แม้เถ้าแก่จะมีนิสัยตระหนี่ แต่ครั้งนี้ดูจะตั้งใจจริง ครั้นเอ่ยจบก็หมุนตัวเดินเข้าหลังโรงเตี๊ยมทันที
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงมีเสียงไก่แว่วมาลางๆ ไม่นาน เขาก็กลับออกมาพร้อมไก่ตัวหนึ่ง มัดเชือกส่งให้ซ่งโหยว
“ขอบคุณเถ้าแก่”
“คุณชาย…”
“ทำไมหรือ ท่านมีเรื่องอะไรอีกหรือไม่”
“ค…คือว่า…”
เถ้าแก่พูดไม่ออก สายตาพลันเลื่อนลอยไปไกล
“เหตุใดจึงอ้ำอึ้งนักเล่า” ซ่งโหยวยกยิ้ม ก่อนจะสอดเข้าอกเสื้อ แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยม “ท่านต้องการสิ่งนี้ใช่หรือไม่”
“นี่มัน…”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมรับไว้ด้วยสีหน้าตะลึงงัน
เป็นกระดาษธรรมดาๆ ครั้นคลี่ออกมาก็เห็นตัวอักษรเขียนเต็มหน้ากระดาษ
มันคือสูตรเนื้อตุ๋นนั่นเอง
ไร้ซึ่งถ้อยคำพรรณนายาวเหยียด เหมาะสำหรับคนที่รู้หนังสือไม่มาก ทุกอย่างถูกบรรยายไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งส่วนผสม ปริมาณ วิธีการ เกร็ดสำคัญ การเก็บรักษาและการใช้นำตุ๋นซ้ำ รวมถึงชนิดของเนื้อที่เหมาะสมที่สุด ทั้งหมดล้วนถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจน
“ในสูตรนี้มีเครื่องเทศหลายชนิด โชคดีที่ไม่มีของหายากอย่าง ‘อำพันทะเล’ หรือ ‘การบูร’ แม้ค่าวัตถุดิบจะไม่ถูกสักเท่าไร แต่หากขายให้ผู้ดีตระกูลมั่งคั่ง ก็คงทำกำไรได้ไม่น้อย”
“คุณชาย…”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังคงมองหน้านักพรตด้วยท่าทีอ้ำอึ้ง
“ขอบคุณท่านมาก!”
“ข้าขอลาไปก่อน”
ซ่งโหยววางถุงใส่ผ้าไว้บนหลังม้า มัดไก่ให้เรียบร้อย โค้งคำนับแล้วเดินจากไป
เถ้าแก่ยังคงถือแผ่นกระดาษ เหม่อมองตามร่างเงาทั้งสามอยู่ที่หน้าประตูต่อไป
เจ้าม้าแดงคล้ายจะรู้ภาษา สามารถเริ่มเดินไปเองโดยไม่ต้องใช้บังเหียนหรือรอคำสั่งจากนักพรต เจ้าแมวสามสียังคงเดินเหยาะๆ ข้างกายนักพรต พลางหันกลับมามองเป็นครั้งคราว ดวงตาคู่นั้นดูไม่ต่างจากของเด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นเลย
พรึ่บ…
ฝูงนกนางแอ่นโบยบินกลางฟากฟ้า
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังคงยืนนิ่ง เอาแต่จ้องแผ่นกระดาษในมือ
บัดนี้ก็ล่วงเข้าสู่เดือนสองแล้ว กิจการโรงน้ำชาข้างๆ ย่อมซบเซาลงกว่าช่วงปีใหม่มากนัก ถึงกระนั้น คนเราก็ยังต้องกิน แม้ไม่ใช่เนื้อปลาเนื้อสัตว์หรูหรา ก็ยังต้องพึ่งโจ๊กอุ่นๆ ทุกวัน นักเล่าเรื่องยังคงมาเยือนโรงน้ำชาแห่งนี้ คอยเล่าขานเรื่องราวภูตผี เทพเซียน สร้างความเพลิดเพลินให้ผู้คน เสียงนั้นแว่วเข้าหูของเถ้าแก่ไม่ขาดสาย
เพียงแต่เมื่อฟังไปฟังมา เถ้าแก่กลับบังเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ตลอดเกือบสองเดือนมานี้ นักพรตที่พำนักอยู่โรงเตี๊ยมของตนแทบทุกวันล้วนพาแมวไปนั่งฟังเรื่องเล่าที่โรงน้ำชาใกล้เคียง ทว่าบรรดาคนที่นั่งฟังอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะข้างๆ ก็ดี หรือแม้แต่นักเล่าเรื่องบนเวทีก็ดี เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้วนักพรตผู้มากวิชาและภูตตัวน้อยทั้งสองตนก็นั่งอยู่เคียงข้างพวกเขาอย่างสงบเสงี่ยมเช่นนี้
หากตนเล่าเรื่องนี้ให้คุณชายนักเล่าเรื่องฟัง หรือหาผู้ใดมาบันทึกไว้ เกรงว่าคงสู้ตำนานพิสดารในเรื่องเล่าทั้งหลายได้เลยทีเดียว
เมื่อกลับเข้าห้องมาแล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่านสูตรเนื้อตุ๋นต่อไป
ถึงอย่างไรนี่เป็นโรงเตี๊ยมแห่งเดียวในอำเภอมั่วจู๋ ร่ำรวยหรือไม่ร่ำรวยล้วนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประสบการณ์นั้นย่อมมีอยู่บ้าง
เขารู้จักเครื่องเทศบนกระดาษแผ่นนี้ทั้งหมด ยกเว้น ‘พริก’ ที่รู้สึกแปลกตาอยู่บ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็เห็นนักพรตใช้ปรุงอาหารเป็นบางครา ได้ยินว่าได้มาจากองค์เทพนาม ‘เยี่ยนเซียน’ จากแดนใต้ บัดนี้ผู้คนทางใต้นิยมปลูกกันมากนัก ซ้ำยังมีบางคนนำขึ้นมาขายทางเหนือด้วย เพียงแต่ยังหายากนัก
จะไปหาซื้อมาจากที่ใด กลับกลายเป็นปัญหาที่ค้างคาอยู่ในใจเขา
ความกังวลนี้ดำรงอยู่จนกระทั่งเขาขึ้นไปบนชั้นสอง ตั้งใจเก็บกวาดห้องพักของท่านนักพรต พลันเหลือบไปเห็นกระถางต้นไม้บนขอบหน้าต่าง พืชต้นนั้นมิได้สูงนัก กิ่งก้านไหวเอนพลิ้วตามสายลม บนกิ่งมีผลสีแดงสดราวโคมไฟเล็กๆ งอกงาม ดูแล้วน่ารักยิ่งนัก
[1] เทศกาลโคมไฟ (元宵节/上元节)เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในคืนวันเพ็ญวันแรกของปี
……………