ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 314 เทพเซียนข้างกาย
ย่างกรายพ้นเขตอำเภอมั่วจู๋ บนหนทางยังคงมีร่องรอยแห่งเหมันต์
ทว่าหิมะตามทางนั้นไม่หนาทึบและขาวโพลนเช่นยามฤดูหนาวอีกแล้ว เผยให้เห็นสีของพื้นดิน และหญ้าแห้งจากปีที่แล้ว มีเพียงหิมะกองอยู่ตามซอกหลืบอับแสงตามริมถนนหลวง
ครึ่งวันนี้นักพรตเดินทางได้เป็นระยะทางราวสิบลี้
ตามหาที่นั่งพักผ่อนยามเหนื่อยล้า
เขาทำความสะอาดแม่ไก่แก่ที่เถ้าแก่โรงเตี๊ยมมอบให้เรียบร้อยแล้ว นำเห็ดเจินหมัวแห้งไปแช่น้ำจนพองตัว ใช้เวลาเกือบครึ่งค่อนบ่าย กระทั่งบัดนี้ทั้งหมดล้วนอยู่ในหม้อแล้ว เนื้อไก่ตุ๋นเดือดพล่าน ฟองอากาศสีใสพลันผุดขึ้นมาเป็นระยะ
แม่นางสามสีแปลงกายเป็นเด็กหญิง นางนั่งยองถือกิ่งไม้เล็กๆ คอยคุมเปลวไฟอย่างตั้งใจ บางครั้งก็ชะโงกหน้าเข้าสูดกลิ่นหอมกรุ่นจากในหม้อ ครุ่นคิดว่าพอจะเปลี่ยนวัตถุดิบหลักได้หรือไม่
ฝ่ายนักพรตก็นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกายพร้อมตำรา ‘อวี่ตี้จี้เซิ่ง’ ในมือ ไตร่ตรองถึงเส้นทางที่จะไปต่อ
แคว้นจ้าวโจวนั้นกว้างใหญ่ ครั้นปรากฏบนแผนที่กลับยิ่งใหญ่
หากเป็นเพียงความคลาดเคลื่อนของผู้เขียนแผนที่ ก็คงไม่เป็นไร แต่ในบทแคว้นจ้าวโจวนั้นกล่าวไว้ชัดเจนว่า แม้จะมีจำนวนเมืองหลวงเมืองรองพอๆ กับแคว้นอื่น ทว่าด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ เมืองรองของเมืองจ้าวโจวกลับกว้างใหญ่เทียบเท่าเมืองใหญ่ๆ ของทางใต้ กว้างใหญ่สมกับที่เล่าลือกันมา
ตลอดหลายวันที่ซ่งโหยวพำนักอยู่ในตัวอำเภอ ก็มีแวะไปฟังนิทานตามโรงน้ำชา มักได้ฟังเรื่องราวของแคว้นจ้าวโจว ไม่ว่าจะเป็นภูมิประเทศ วีถีชีวิตผู้คน เหล่าปีศาจผีสางในยุทธภพ หรือกระทั่งลัทธิวิปริตเสื่อมทรามที่แพร่หลาย ล้วนได้ยินมาจนพอจับเค้าโครงได้
เมื่อมีภาพในใจแล้ว ซ่งโหยวจึงหยิบกิ่งไม้เล็กๆ จากกองฟืนที่แม่นางสามสีเก็บมา หักทิ้งแล้วนำไปอังกองไฟ จากนั้นดึงออกมาเป่าให้ดับ นำไปขัดกับพื้นจนได้เป็นดินสอถ่านปลายแหลม
แม่นางสามสีหันขวับมาจ้องเขม็ง
สีหน้าละม้ายคล้ายยามอยู่ในร่างแมวทุกประการ
นางมักจับจ้องทุกครั้งที่คนข้างกายมีท่าทีแปลกไปหรือมีพฤติกรรมไม่คุ้นตา ไม่ว่าจะด้วยเพราะความสงสัยหรือกำลังครุ่นคิดก็ตาม แม่นางสามสีช่างเฉลียวฉลาดนัก ซ้ำยังใฝ่รู้ หากเห็นว่าสมควรแก่การเอาอย่าง ก็มักเก็บงำไว้ในใจ
นักพรตขีดเส้นโค้งยาวลงบนแผนที่
คือเส้นทางที่เขาจะไปต่อ
ปุด ปุด…
ไอร้อนจากหม้อลอยขึ้นพร้อมกลิ่นหอมอบอวล เนือไก่ชิ้นโตและดอกเห็ดเรียงรายอยู่ในน้ำแกงเหนียวหนืด
“เสร็จแล้ว…”
นักพรตวางตำราในมือลง
ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยและทัพพีมา
“เสร็จแล้ว!”
แม่นางสามสีก็รีบโยนท่อนไม้ที่ตนตั้งใจคัดสรรมาอย่างดีทิ้งไป ท่าทีละม้ายคล้ายกับตอนที่นักพรตโยนหนังสือไป จากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบถ้วยเล็กของตนบ้าง
ทั้งยังไม่ลืมแหงนหน้าบอกนกนางแอ่นบนกิ่งไม้ว่า “นี่นกนางแอ่น เจ้าจะกินหรือไม่ ข้าจะเหลือปีกไก่ไว้ให้เจ้าหนึ่งชิ้นนะ!”
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นกลับกางปีกบินไปเกาะต้นไม้อีกต้นเสียอย่างนั้น
“…”
แม่นางสามสีพลันเผยสีหน้างุนงง เอาแต่มองตามอยู่อย่างนั้น แต่เมื่อเห็นเนื้อชิ้นโตตรงหน้า นางก็มิได้ใส่ใจนัก เพียงสะบัดหัวเล็กน้อย แล้วถือถ้วยเล็กในมือเข้าไปใกล้หม้อพร้อมกับจ้องนักพรตตาเขม็ง
ไก่หนึ่งถ้วยต่อคน ไอน้ำร้อนระอุลอยฟุ้ง
นักพรตคีบเนื้อไก่ขึ้นมาเป่า ก่อนจะเริ่มลิ้มลองรสชาติของมัน
คงไม่ต้องเอ่ยถึงรสชาติสดใหม่ของแม่ไก่แก่ เห็ดเจินหมัวนี้ก็นับเป็นวัตถุดิบพื้นบ้านชั้นเลิศ ซ่งโหยวทำตามวิธีการของชาวบ้าน เพียงเติมใบกระวาน อบเชย และโป๊ยกั๊กเล็กน้อย เคี่ยวจนน้ำแกงสีเหลืองทองข้นหนืด เนื้อไก่เคล้าน้ำแกงเข้มข้น รสชาติเลิศล้ำเสียจนต่อให้เทพเซียนมาขอแลก ก็ไม่ยินยอม
โดยเฉพาะในยามฤดูหิมะละลายกลางทุ่งเช่นนี้ ทั้งรสและความร้อน ต่างทำให้ผู้คนอิ่มเอม
ซ่งโหยวนึกอยากได้ข้าวสวยสักถ้วยหรือทังปิ่งร้อนๆ สักหม้อ ต่อให้มีเพียงแป้งนึ่งสักสองสามก้อนก็ยังดี พอจะจินตนาการถึงความอร่อยยามที่ได้กินแป้งชุ่มน้ำแกงคู่กับเนื้อไก่และเห็ดเจินหมัว
กินเนื้อไปชิ้นหนึ่งแล้วก็เหลือบมองเด็กหญิงข้างกาย
“แม่นางสามสีว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง”
“แม่นางสามสีว่าก็อร่อยดีนะ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
“แต่แม่นางสามสีรู้สึกแปลกๆ”
“ทำไมหรือ”
“แม่นางสามสีเริ่มชอบอาหารมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ” เด็กหญิงตัวน้อยกอดถ้วยไว้กับอก ส่วนมืออีกข้างก็ค้างท่าคีบตะเกียบ นางขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับจับจ้องมาที่นักพรตด้วยสีหน้าจริงจัง “ตอนที่ได้กินอาหารมนุษย์เป็นครั้งแรกก็รู้สึกว่าไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไร จะผลไม้หรือหญ้าก็ไม่อร่อยสักอย่าง เนื้อสัตว์อร่อย ต่อให้จะใส่ผักหรือเห็ดลงไปก็ยังมีรสชาติของเนื้ออยู่ แต่ตอนนี้พอกินแล้วกลับรู้สึกแตกต่างนัก”
“จริงหรือ”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
“เช่นนั้นเอง…”
“เช่นนั้นเอง”
“แต่แม่นางสามสีก็ยังชอบกินหนูเหมือนเดิมมิใช่หรือ” ซ่งโหยวเอ่ยกับเด็กหญิงน้อย
“แน่นอน!”
เด็กหญิงพยักหน้าหนักแน่น
หนูน่ะอร่อยจะตาย
จะไม่ชอบกินหนูได้อย่างไร
แมวคือเหล็ก หนูคือเหล็กกล้า ไม่ได้กินสักมื้อจะรู้สึกคันไม้คันมือจนแทบทนไม่ไหว
ซ่งโหยวหันไปมองนางอีกที “แม่นางสามสี ลุกขึ้นให้ข้าดูหน่อยสิ”
“ดูเหมือนแม่นางสามสีจะสูงขึ้นนิดนึงนะ”
“สูงขึ้นนิดนึง!”
“ข้าคิดว่านะ”
“สูงขึ้นเท่าไรหรือ!”
“นิดนึง แต่อาจจะมากกว่านั้นอีกหน่อย ต้องกลับไปฉางจิงถึงจะรู้แน่ชัด” ซ่งโหยวเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “หวังว่ากำแพงจะยังอยู่นะ”
“ต้องสูงขึ้นมากแน่เลย!”
“ก็อาจจะ…”
นักพรตหัวเราะเบาๆ ก่อนจะคีบเนื้อเข้าปากต่อ
วันนี้แม้จะเดินทางมาได้เพียงครึ่งวัน แต่ก็ไปต่อไม่ไหวแล้ว แม่ไก่แก่หนักหลายชั่ง แบ่งกันกินเพียงสองคนย่อมกินไม่หมด ไม่แน่ว่าวันนี้อาจจะต้องกินมื้อดึกเพิ่มอีกมื้อ ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะกินหมด ไหนจะยังมีไก่ตุ๋นพร้อมน้ำแกงอีกเต็มหม้อ คงยกไปไหนไม่ได้ เกรงว่ากว่าจะกินหมดก็พรุ่งนี้
ในยามนี้กลับอดคิดคะนึงถึงจอมยุทธ์หญิงอู๋ไม่ได้ หรือจะเป็นจอมยุทธ์ซูก็ดี
ผู้ฝึกยุทธ์ล้วนกินจุ หากพวกเขาอยู่ด้วย เนื้อไก่หม้อใหญ่คงหมดไปภายในคราเดียวแน่
คืนนี้เห็นทีต้องพักแรมที่นี่
พอดีเลย…
นักพรตทอดสายตามองออกไปไกล
เบื้องหน้ามีป่าไผ่ เขานำข้าวสารติดมาด้วย อีกประเดี๋ยวจะไปตัดลำไผ่มาทำกระบอก แม้ตอนนี้หม้อจะยังเต็ม แต่พรุ่งนี้เช้าเขาก็หุงข้าวในกระบอกไม้ไผ่ได้อยู่ดี
ในเมื่อเส้นทางเบื้องหน้ายังอีกยาวไกล ก็ไม่จำต้องรีบร้อนอันใด เพียงค่อยๆ ทำสิ่งที่ตนเองพึงใจต่อไป ดื่มด่ำกับกาลเวลาที่ผ่านเลยไปอย่างเชื่องช้า
นี่สิถึงเรียกว่าความเป็นอิสระ
วสันต์ล่ำลา คิมหันต์มาเยือน ดินแดนจ้าวโจวยังคงเย็นสบาย
ที่โรงน้ำชาในอำเภอมั่วจู๋
อาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงฤดูร้อน กิจการของโรงน้ำชาจึงพอได้ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย เด็กชายกำลังว่างจึงมีปรากฏตัวที่หน้าโรงน้ำชาอีกครา ครั้งนี้ก็ยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไป เพียงยืนรวมกับกลุ่มคนยากจนหรือพวกตระหนี่อยู่หน้าประตู ขณะเดียวกันเงี่ยหูตั้งใจฟัง
เด็กชายรู้จักกาลเทศะดี เถ้าแก่โรงน้ำชาเองก็คุ้นหน้าเขาเช่นกัน
ย่อมรู้ว่าชีวิตของเด็กชายผู้นี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ไร้ซึ่งบิดามารดา ถึงอย่างนั้นแม้ยืนฟังที่หน้าประตู ก็ไม่เคยขวางทางผู้คน แม้สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง แต่กลับไม่ได้สกปรกหรือส่งกลิ่นเหม็น จึงไม่ถือเป็นปัญหาอันใด อีกทั้งบางคราวหากร้านมีของต้องขนย้าย เถ้าแก่โรงน้ำชาเพียงมองปราดเดียว เด็กชายก็มักเต็มใจลงแรงช่วย น้อยครั้งที่เถ้าแก่จะไล่เขาไป
ต่างจากเถ้าแก่โรงเตี๊ยมข้างๆ
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมนั้นขึ้นชื่อว่าตระหนี่ มิยอมควักเงิน แต่เพราะเป็นเพื่อนบ้านกับเถ้าแก่โรงน้ำชา ทั้งสองจึงมีไมตรีต่อกัน หากลูกค้าที่โรงน้ำชาน้อย เถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็เข้ามานั่งด้านในได้ หากลูกค้าล้น ก็ออกมาหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ที่ยกมาตั้งหน้าประตู สิทธิ์นั้นแตกต่างจากคนยากจนพวกนี้โดยสิ้นเชิง
“กระบี่วิเศษชิงเฟิง…”
“วัวเขียวคู่บารมี…”
“…”
นักเล่าเรื่องหาได้มีเรื่องราวมากมายนัก มักเล่าซ้ำไปซ้ำมา สุดท้ายก็วกกลับมาที่เรื่องเมื่อปีก่อน ตอนที่มีเซียนผู้สูงส่งลงมาช่วยกองทัพตอนเหนือปราบปีศาจ
ยังดีที่วาทศิลป์ของนักเล่าเรื่องผู้นี้ไม่ย่ำแย่ รู้จักใช้น้ำเสียงสูงต่ำเร้าอารมณ์ ต่อให้ฟังอีกคราก็ยังรู้สึกว่าน่าตื่นเต้น
โดยเฉพาะในยุคที่ความบันเทิงหาได้ยากเย็นเช่นนี้
เด็กชายยังคงฟังด้วยใจลุ่มหลงไม่รู้เบื่อ
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็นั่งฟังฆ่าเวลา
แต่แล้วท่ามกลางผู้คนหน้าประตู กลับปรากฏร่างชายชาวยุทธ์กำลังแสยะยิ้มเย้ยหยัน คล้ายไม่สบอารมณ์นัก
นักเล่าเรื่องเหลือบมองเขา เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องที่เล่าไปนั้นมีทั้งจริงทั้งเท็จ แต่ในฐานะนักเล่าเรื่อง ย่อมไม่อาจหักหน้าผู้ฟังได้ จึงแสร้งว่าไม่ได้ยิน
เถ้าแก่โรงน้ำชาก็เหลือบตามอง แต่เห็นชายผู้นั้นมีร่างกายกำยำ ซ้ำยังคาดกระบองเหล็กไว้กับเอว จึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด
ทว่าชาวยุทธ์เร่ร่อนนอกประตูหาได้มีเพียงชายผู้นี้
คนผู้หนึ่งได้ฟังพลันเกิดสงสัย จึงเอ่ยถามเสียงแผ่วว่า “พี่ใหญ่มีเรื่องเล่าต่างไปจากนี้หรือ”
เด็กชายเบิกตากว้าง เงี่ยหูฟังใกล้ชิดยิ่งขึ้น
“หาใช่เรื่องเล่าอื่นใด เพียงแต่ข้าเพิ่งผ่านเหอโจวมา อยู่ที่นั่นข้าได้ฟังเรื่องราวที่เล่าลือมาจากเหยียนโจว ไม่เหมือนที่ตาเฒ่านี่เล่าเลยสักนิด”
“เป็นอย่างไรเล่า”
“มีเซียนเฒ่าผมขาวเคราขาวเสียที่ไหน ไหนเล่าวัวเขียว ลูกเสือ หรือกระบี่ชิงเฟิง ข้าไม่เคยได้ยินทั้งนั้น ไม่เคยเลยสักครั้ง! ตาเฒ่านี่คงกุเรื่องขึ้นมาเอง หรือไม่ก็ฟังเรื่องบิดเบือนมา! จะไม่เรียกว่าเพ้อเจ้อได้อย่างไร” ชายผู้นั้นพูดเสียงดังจนน้ำลายกระเด็น “บรรดาผู้คนที่อาศัยตามแคว้นใกล้เหยียนโจวอย่างเหอโจวและกวงโจวล้วนรู้ดี ว่าเซียนผู้ช่วยแม่ทัพเฉินปรบปีศาจนั้น มิใช่ดังที่ตาเฒ่านี่เล่าเลย!”
“พี่ใหญ่โปรดเล่ามาเถิด”
“เล่าลือกันว่าเซียนผู้นั้นปรากฏกายในร่างนักพรตหนุ่ม ขี่ม้าแดงตัวผอมหาใช่วัวเขียว มีแมวสามสีคู่ใจหาใช่ลูกเสือ ว่ากันว่าเป็นดวงดาวบนสรวงสวรรค์จำแลงกายลงมา ยิ่งไม่เคยมีกระบี่วิเศษอันใด มีแต่ไม้เท้าไผ่ต่างหาก” ชาวยุทธ์เร่ร่อนยกยิ้ม “ตลอดเส้นทางที่ผ่านกวงโจวมา เรื่องราวล้วนถูกแต่งเติมจนเลอะเทอะ แต่ที่เลอะเลือนถึงเพียงนี้กลับได้ยินเป็นหนแรก”
ขณะที่พูด เขาก็คอยสังเกตปฏิกิริยาผู้คนไปด้วย
โดยเฉพาะนักเล่าเรื่อง คนลักษณะคล้ายเถ้าแก่ทั้งสองที่กำลังนั่งฟังอยู่ และบรรดาลูกค้าประจำอีกจำนวนหนึ่ง แม้ตนจะบากหน้าเข้ามาโดยไม่จ่ายเงินสักเหวิน แต่ถ้าถูกผู้อื่นต่อว่าก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้
ทว่านักเล่าเรื่องกลับนิ่งงันอยู่อย่างนั้น เถ้าแก่ทั้งสองก็เช่นกัน สายตายังคงจับจ้องไปที่ชาวยุทธ์ ทว่าท่าทางแข็งทื่อ สีหน้าฉายแววเหม่อลอย
ส่วนลูกค้าประจำที่นั่งใกล้นักเล่าเรื่องกลับเผยสีหน้าประหลาดใจ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู สุดท้ายก็อดใจก้มลงกระซิบกระซาบกับสหายไม่ได้
เด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับตะลึงงันไป
“แล้ว…เซียนผู้นั้นมีนามว่าอะไรหรือ”
“นามหรือ ตอนไปถึงเหอโจวเหมือนจะได้ยินว่าแซ่ซ่งหรืออะไรสักอย่าง แต่พอพ้นเหอโจวออกมา ก็ต่างกันไปหมด บ้างว่าซ่ง บ้างว่าหลิว บ้างว่าจาง บ้างก็ว่ามีแซ่เดียวกับฮ่องเต้ ข้าไม่รู้หรอกว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องแต่งทั้งนั้น”
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เถ้าแก่ร้านทั้งสอง รวมถึงเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ล้วนตัวแข็งทื่อราวกับต้องมนตร์สะกดไปในทันที
……………