ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 315 ตามหาผู้แซ่ซูที่กวงโจว
ขณะเดียวกัน ณ เมืองหานตู เมืองหลวงแคว้นหานโจว
นักเล่าเรื่องผู้หนึ่งกำลังร้อยเรียงเรื่องราวอยู่ในโรงสุราแห่งหนึ่ง เป็นเรื่องราวบนยุทธภพ
หากจะถามว่าเรื่องใดยิ่งใหญ่ที่สุดในยุทธภพระยะนี้ ก็คงไม่ใช่งานประชันยุทธ์หลิ่วเจียงครั้งใหม่ หากแต่เป็นเรื่องราวการฝึกวิทยายุทธ์จนบรรลุวิถีแห่งเต๋าของยอดมือกระบี่ ‘ซูอี้ฝาน‘
ครั้งก่อนที่จอมยุทธ์ผู้บรรลุวิถีแห่งเต๋าปรากฏตัวขึ้นก็เกินร้อยปีมาแล้ว
ร้อยปีนั้นนานเพียงใดเชียว
ฮ่าฮ่า!
สำหรับชนชั้นต่ำต้อยในยุทธภพแล้ว ระยะเวลาร้อยปี ห้าร้อยปี หรือพันปี ก็ใช่ว่าจะต่างกันนัก
แม้เรื่องเล่าขานถึงบรรดาปรมาจารย์ผู้ฝึกยุทธ์จนบรรลุจะยังคงแพร่สะพัดมาตลอดหลายชั่วอายุคน ว่าล้วนแข็งแกร่งเกรียงไกร วิเศษวิโสยิ่งนัก บ้างกล่าวว่าสังหารเทพปราบอสูรได้ แต่แท้จริงแล้ว กลับแทบไม่มีใครเคยเห็นด้วยตาตนเองว่ายอดยุทธ์ตามตำนานนั้นเป็นเช่นไร
บัดนี้ยอดปรมาจารย์คนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับตำนานบทใหม่
“ภายในหนึ่งปี!”
“เพียงปีเดียว ซูอี้ฝานออกพเนจรกวาดล้างปีศาจทั่วกวงโจว แม้ไม่อาจกำจัดจนสิ้นซาก แต่ปีศาจกว่าแปดส่วนล้วนถูกสยบด้วยคมกระบี่ฟ้าคำรนของเขา!”
“ไฉนซูอี้ฝานต้องทำถึงเพียงนี้ หากท่านทั้งหลายรู้ว่า ก่อนหน้าที่เขาจะบรรลุวิชากระบี่เคยไปเยือนที่ใดและทำสิ่งใดมาบ้าง ก็จะเข้าใจที่มาของสันดาปดิบเช่นนี้…”
“เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน ตอนที่มารปีศาจออกอาละวาดทั่วเหอโจว…”
นักเล่าเรื่องบนเวทีเริ่มกล่าวถึงวีรกรรมของ ‘กระบี่ฟ้าคำรน ซูอี้ฝาน’ ผู้ได้รับสมญานาม ‘เซียนกระบี่’ ตั้งแต่ครั้นพำนักอยู่ที่เหอโจว
ผู้คนเบื้องล่างล้วนกำลังตั้งใจฟัง ขณะเดียวกันก็ส่งเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบา
“หากพวกท่านอยากฟังเรื่องนี้ คงต้องฟังจากปากคุณชายต่ง ทว่าก่อนหน้านี้ตอนที่คุณชายต่งไม่อยู่แล้วเปลี่ยนคนอื่นมาเล่า ข้าฟังยังแทบจะสัปหงก…”
“ดีที่คุณชายต่งกลับมาแล้ว”
“จริงสิ! ว่าแต่พวกท่านรู้หรือไม่ว่าครึ่งปีก่อนคุณชายต่งหายไปไหน…”
“โอย…”
ทันใดนั้นทุกคนก็พลันเผยสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมา
เดิมแม้จะพูดคุยกันบ้าง ก็เพียงพูดแทรกระหว่างที่ฟังเรื่องเล่า ทว่าเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนที่โต๊ะกลับโน้มตัวเข้ามา ก้มศีรษะกระซิบกระซาบกัน
“ได้ยินว่าคุณชายต่งไปเยือนตอนเหนือของเย่ว์โจว เพื่อเสาะหานกศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน”
“จริงหรือ มิใช่ว่าเย่ว์โจวถูกพวกชาวแดนเหนือบุกจนร้างผู้คนไปตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนแล้วหรือ ว่ากันว่าที่นั่นมีมารปีศาจชุกชุมเชียวนะ! มีจอมมารวัวขาวยึดครองกวาดต้อนมนุษย์อยู่มิใช่หรือ แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเท็จหรอกหรือ”
“โธ่ บางคนต้องทำมาหากินด้วยวิธีนี้นี่นา ข่าวคราวย่อมกว้างขวาง! ได้ยินมาว่าปีศาจที่เย่ว์โจวถูกสวรรค์จัดการไปนานแล้ว จอมมารวัวขาวก็ถูกองค์เทพปราบไปแล้วเช่นกัน ท่านคิดหรือว่าสวรรค์จะปล่อยให้ปีศาจก่อกรรมอยู่นานปานนี้ หากมิใช่เช่นนั้น คุณชายต่งจะกล้าไปหรือ”
“เขาไปจริงๆ รึ”
“ทีแรกข้าก็ไม่เชื่อ แต่คุณชายต่งเล่าเสียดูไม่เหมือนเรื่องโกหก”
“ได้ยินว่าคุณชายต่งเดิมทีก็เป็นชาวเย่ว์โจว ลี้ภัยมาตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว เช่นนั้นย่อมรู้เส้นทางดี”
พวกเขาสนทนากันอย่างออกรส จนโต๊ะข้างๆ ก็หันมามองด้วยความสนใจ
“แล้วคุณชายต่งได้พบ ‘นกศักดิ์สิทธิ์’ หรือไม่”
“ได้ยินว่าพบแล้ว…”
“นกศักดิ์สิทธิ์มีลักษณะอย่างไรหรือ”
“ข้าจะเล่าออกมาได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องฟังจากปากคุณชายต่งเองถึงจะได้อรรถรส”
“มิใช่ว่าทางเหนือของเย่ว์โจวมีหมอกพิษปกคลุมหรอกหรือ แค่สูดเข้าไปก็เวียนหัวแล้ว อยู่นานเข้าจะเจ็บป่วย หาทางกลับไม่ได้เสียด้วย นี่เป็นสิ่งที่คุณชายต่งเคยเล่าเองมิใช่หรือ”
“คุณชายต่งย่อมมีวิธีรับมืออยู่แล้ว…”
“เรื่องอัศจรรย์อะไรกัน”
“เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณชายต่งเล่าเรื่องนั้นอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเขาไม่ชอบพูดเรื่องของตนเองนัก คราวก่อนก็เป็นเพราะพวกเราขอร้องถึงยอมเล่า ได้ยินว่าตอนเข้าไปในป่าต้นชิงถง เขาดันหลงทางเข้า กระทั่งวันเหมายันจึงได้พบกับนกศักดิ์สิทธิ์ ทว่าหิมะนั้นตกหนักจนแทบหนาวตาย ระหว่างที่กำลังอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นกลับมีคนมาช่วยไว้ ได้สนทนาด้วยครู่หนึ่ง ครั้นตื่นขึ้นมากลับพบว่าตนเองกำลังนอนห่มผ้าคลุมขนกวาง ซ้ำยังได้พบกับเทพเซียน พวกท่านลองเดาดูสิว่าเป็นผู้ใดกัน”
“เป็นผู้ใดเล่า”
“ก็คือท่านเซียนในกองทัพทางเหนืออย่างไรเล่า!” ชายผู้นั้นเล่าอย่างออกรส ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมฉายแววตื่นเต้น เห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อคำบอกเล่าของคุณชายต่งไม่น้อย “เมื่อครึ่งปีก่อน คุณชายต่งวางมือจากโรงน้ำชา แล้วออกเดินทางไปเย่ว์โจว ตอนนั้นข่าวจากชายแดนยังมาไม่ถึง คุณชายต่งเองย่อมไม่รู้จักท่านเซียนผู้นั้น ได้ยินมาว่าเซียนผู้นี้เดินทางออกจากฉางจิง ผ่านไปทางเหอโจว เหยียนโจว และไปเยือนชายแดน ครั้นสงครามยุติลง จึงไปเยือนเย่ว์โจว และบังเอิญได้ช่วยคุณชายต่งไว้”
“น่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ไม่ว่าคนที่นั่งโต๊ะเดียวกันหรือโต๊ะข้างๆ ต่างไม่เคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาก่อน เมื่อได้ฟังก็ล้วนพากันรู้สึกอัศจรรย์ใจไปตามๆ กัน
“คุณชายต่งเล่าเองว่า ตอนแรกเขาคิดว่ากวางช่วยตนไว้ จากนั้นก็ได้พบกับเซียน ยังนึกเสียด้วยซ้ำว่าตนเองใกล้หนาวตาย เพียงกำลังเพ้อฝันก่อนสิ้นใจเท่านั้น แม้เดินพ้นป่าชิงถงออกมาได้ ร่อนเร่พเนจรอยู่เนิ่นนาน จากเย่ว์โจวมาสู่กวงโจว ก็ยังรู้สึกตกอยู่ในภวังค์ห้วงฝัน ไม่อยากจะเชื่อตนตนเอง กระทั่งได้กลับสู่เย่ว์โจว พบคนคุ้นเคย พูดคุยกัน ถึงได้รู้สึกเหมือนกับสะดุ้งตื่นขึ้นมา ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่นานนักเถ้าแก่โรงน้ำชาก็เชิญเขาให้มาเล่าเรื่อง เขาตั้งใจจะเล่าเรื่องนั้นแล้ว ขณะนั้นเองกลับได้ยินข่าวลือจากทางเหนือ จึงรู้ว่าเซียนที่ช่วยตนไว้ แท้จริงแล้วคือท่านเทพผู้ช่วยกองทัพปราบปีศาจแดนเหนือที่ชายแดนนั่นเอง”
“นี่มัน…”
ทุกคนที่ฟังอยู่ต่างเอาแค่มองหน้ากันไปมา
เพราะเป็นลูกค้าขาประจำของคุณชายต่ง จึงไม่กล้าเอ่ยหาว่าเขาแต่งเรื่องขึ้น แต่ภายในใจกลับไม่อยากปักใจเชื่อนัก
คิดว่าคุณชายต่งคงแต่งเรื่องขึ้นมาเสียมากกว่า
ประการแรกเพื่ออธิบายว่าตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาเขาหายตัวไปที่ใด และประการที่สองคือใช้มันเป็นเรื่องเล่าเรียกลูกค้าให้แห่กันมาฟัง
“เฮ้อ…”
ชายไว้เคราแหลมเพียงยกยิ้ม “เรื่องทำนองนี้ก็ไม่น่าเชื่อจริงๆ นั่นแหละ พวกท่านฟังข้าพูดก็คงไม่เชื่อกระมัง ทว่าหากได้ฟังจากปากคุณชายต่งเอง แม้รู้ว่าเขาพรรณนาได้เก่งกาจเพียงใด ก็ยังอดเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงไม่ได้ใช่หรือไม่ ว่ากันว่าก่อนหน้านี้มีบัณฑิตผู้หนึ่ง มาเยือนที่นี่เพื่อตามหาเขาถึงโดยเฉพาะ ฟังเรื่องนี้ตลอดหนึ่งชั่วยาม ยังเอ่ยว่าพิลึกพิลั่นนัก ทำเอาอยากจดบันทึกไว้เลยทีเดียว…”
ทุกคนยังคงเบิกตากว้าง ทั้งอัศจรรย์ ทั้งไม่อยากเชื่อ
กระทั่งมีเสียงดังแทรกขึ้นมาจากข้างกาย
“ท่านทั้งหลาย ไยต้องถกเถียงว่าจริงหรือเท็จด้วยเล่า” ผู้พูดคือชายร่างท้วมไว้หนวดเฟิ้ม เขาลูบเคราแล้วเอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้ม “ข้าคิดว่าเสน่ห์ของเรื่องเล่าพรรค์นี้ ครึ่งหนึ่งก็อยู่ที่ความยากในการแยกแยะจริงเท็จ”
“ใช่แล้ว! บัณฑิตผู้นั้นก็กล่าวเช่นเดียวกัน!”
“ที่ท่านว่าก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี…”
ทุกคนพากันพยักหน้าเห็นพ้อง
“ว่าไปแล้ว เรื่องได้พบเซียนเช่นนี้ก็ช่างเพลิดเพลินนัก รอให้คุณชายต่งเล่าจบตอนนี้แล้ว ขอให้เขาเล่าอีกสักรอบหนึ่งคงดีไม่น้อย”
“ใช่แล้วๆ…”
พอดีกับที่คุณชายต่งเล่ามาถึงช่วงท้ายพอดี
“หากเป็นเมื่อก่อน คงยังมีชาวยุทธ์สงสัยว่า ‘กระบี่ฟ้าคำรน ซูอี้ฝาน’ จะฝึกกระบี่จนบรรลุวิถีแห่งเต๋าได้อย่างไร ทว่าตั้งแต่คราที่เข้าได้ปรากฏตัวกลางงานประชันยุทธ์หลิ่วเจียง ข้อครหาทั้งปวงล้วนถูกคลี่คล้ายสิ้น!บัดนี้ซูอี้ฝานกลับไปตั้งสำนักบนภูเขาอู้ซานที่กวงโจว และตั้งชื่อว่า ‘สำนักกระบี่จิงเหลย‘ มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางไปเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย!”
สิ้นคำเขาก็ตบโต๊ะหนึ่งฉาด ถือเป็นการจบเรื่อง
ผู้คนพากันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มแย่งกันตั้งคำถามต่างๆ นานา ทั้งถามว่า ‘คุณชายต่งได้ไปเยือนเย่ว์โจวจริงหรือไม่‘ ‘ได้พบนกศักดิ์สิทธิ์หรือไม่’ และ ‘ได้พบเซียนจริงหรือ‘
คุณชายต่งพลันเผยท่าทีลำบากใจ ทว่าก็เลือกตอบไปตามจริง
ทุกคนจึงพากันอ้อนวอน ขอให้เล่าโดยละเอียดอีกครั้ง
ทำเอาคุณชายต่งรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง
แม้จะเป็นทายาทผู้สืบต่ออาชีพนักเล่าเรื่องมาโดยตรง และชำนาญการใช้ฝีปากนัก แต่ที่เล่ามานั้นล้วนเป็นเรื่องของผู้อื่นทั้งสิ้น ไม่เคยเล่าเรื่องที่ตนได้ประสบพบเจอจริงๆ มาก่อน จนครั้งนี้ได้เผชิญเรื่องอัศจรรย์เข้าจริง บรรดาลูกค้ากลับเร่งเร้าให้เล่าออกมาอย่างกับเรื่องที่เคยเล่ามานั้น เขาจึงอดรู้สึกประหม่าไม่ได้
หากรู้เช่นนี้เขาคงไม่เอ่ยปากออกไปตั้งแต่แรก คงเก็บซ่อนไว้ในใจ รอให้มีบุตรหลานหรือศิษย์สืบทอด วันหนึ่งค่อยเล่าเป็นตำนานว่าบิดาหรืออาจารย์เคยเผชิญเรื่องราวแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน
“คุณชายต่งเล่ามาเถิด!”
“ข้าจะเลี้ยงชาเหมยเอ๋อร์ท่านสักหน่อย!”
ต่งจื้อเผยสีหน้าลำบากใจนัก ลอบถอนหายใจเบาๆ
ทุกคนเห็นว่าเขาใจอ่อนแล้ว จึงเร่งเร้ายิ่งกว่าเดิม
ทว่าในยามนั้นเอง สายตาของคุณชายต่งพลันเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง ทันใดนั้นเขากลับเบิกตากว้าง ราวกับได้เห็นสิ่งเหลือเชื่อ แล้วก็รีบวิ่งโซเซออกไป ทำเอาถ้วยน้ำชาบนโต๊ะตกแตก น้ำชาหกเลอะเทอะเป็นทางยาว
ผู้คนทั้งโรงน้ำชาต่างตะลึงงัน ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
บางคนลุกขึ้นชะโงกมองออกไป ก็เห็นเพียงม้าแดงครึ่งตัวเดินผ่านหัวมุมถนนไป เห็นชายผ้าชุดนักพรตพลิ้วไหวและลับหายไป มีเพียงเจ้าแมวสามสีที่หยุดอยู่ข้างทาง ก้มลงดมพื้นดินอยู่ครู่หนึ่ง พอรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจก็รีบวิ่งตามไป
คุณชายต่งรีบวิ่งตามไปคล้ายคนเสียสติ ตลอดทางไม่รู้ว่าชนผู้คนไปเท่าใด
ทุกคนในโรงน้ำชาต่างพากันอึ้งงันไป บางคนทนความสงสัยไม่ไหวจึงตามออกไปด้วย แม้แต่เถ้าแก่เองก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปสักสองเค่อ คนที่ตามออกไปก็กลับมาพร้อมกับคุณชายต่ง แต่ละคนล้วนมีสีหน้าต่างกันไป ส่วนคุณชายต่งกลับดูสิ้นเรี่ยวแรง
เมื่อถามว่าเหตุใดจึงทำท่าซังกะตายเช่นนั้น คุณชายต่งยืนนิ่งอยู่นานกว่าจะถอนหายใจยาว เขาบอกว่า เมื่อครู่ตนเองเผอิญเหลือบไปเห็นเซียนผู้นั้น แต่กว่าจะเห็นเซียนก็เดินไปถึงมุมถนนแล้ว ตนจึงรีบไล่ตามไป
ท่าทางของเขาดูไม่เหมือนเสแสร้ง ทุกคนรีบถามต่อว่าตามทันหรือไม่
“จะตามทันได้อย่างไรเล่า…”
คุณชายต่งได้แต่ถอนหายใจ
ทุกคนก็ได้แต่หันหน้ามองกันไปมา
ชายหนวดแหลมลูบเครา แล้วเอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้ม “หากบัณฑิตผู้นั้นได้ยินเรื่องนี้เข้า เกรงว่าเขาคงได้เขียนเรื่องราวอีกบทแล้วกระมัง”
การเดินทางออกจากฉางจิง แคว้นอั๋งโจว ไปยังเหอโจว เหยียนโจว และเย่ว์โจวนั้น คือการก้าวข้ามดินแดนแห่งอารยธรรม สู่ผืนแผ่นดินอันเต็มไปด้วยภัยสงครามและมารปีศาจ บางครั้งระหว่างเดินทาง นักพรตก็พลันนึกถึงความเจริญรุ่งเรืองที่เคยพบเห็นในเมืองฉางจิงหรืออี้ตู ราวกับว่าอยู่กันคนละโลก ทว่าเมื่อเดินทางผ่านจ้าวโจว ไปเยือนหานโจว จนมาถึงกวงโจว กลับเป็นเส้นทางย้อนคืนจากดินแดนกันดาร สู่ดินแดนอันอุดมไปด้วยอารยธรรมอีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้ข่าวลือเรื่องนักพรตแพร่สะพัดไปทั่วดินแดนตอนเหนือ ยิ่งเข้าใกล้เหยียนโจวและเหอโจว ข่าวลือก็ยิ่งสมจริงมากขึ้น จนบางครานักพรตเองก็ไม่กล้าเข้าไปในตัวอำเภอ
เมื่อพ้นแคว้นหานไป ไอความร้อนก็เริ่มระอุขึ้น
แมวสามสีก้าวเดินพลางหันไปพูดกับนักพรต “พวกเราใกล้ถึงกวงโจวแล้วหรือ”
“แม่นางสามสีฉลาดนัก”
“ผู้แซ่ซูอยู่ที่กวงโจว!”
“แม่นางสามสีความจำเป็นเลิศ”
“ข้าได้ยินคนที่โรงน้ำชาข้างทางพูดกันน่ะ”
“เช่นนั้นก็เรียกว่าจำได้แม้ฟังผ่านหู”
“พวกเราจะไปหาผู้แซ่ซูหรือ”
“ไปเยี่ยมเขาสักหน่อยก็ดี”
“ไปเยี่ยมเขา!”
แมวน้อยพลันแสดงท่าทีดีใจขึ้นมา
ในยุคสมัยนี้ ใต้หล้านั้นกว้างใหญ่เกินไป การได้พบพานกันอีกคราหลังจากต้องพรากจาก ล้วนเป็นเรื่องยากยิ่งนัก ครั้นได้รู้ตำแหน่งของสหายเก่า อีกทั้งอยู่ไม่ไกล ก็มิอาจปล่อยผ่านไปได้
ได้พบกันว่ายากแล้ว ยิ่งสมควรเปิดโอกาสให้วาสนาได้นำพาอีกสักครา