ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 316 สำนักกระบี่จิงเหลย
จากปลายฤดูร้อนล่วงเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วง เป็นช่วงเวลาที่อากาศร้อนระอุที่สุด
ซ่งโหยวเดินทางมาจากจ้าวโจวและหานโจว แม้จะเป็นกลางฤดูร้อน ทว่าแต่ละแห่งที่เขาผ่านมากลับไม่ค่อยร้อนนัก ตลอดทางล้วนได้สัมผัสกับอากาศเย็นสบายพอเหมาะ กระทั่งก้าวเข้าสู่กวงโจว อากาศจึงเริ่มร้อนขึ้นทุกที
ข้อดีก็คือผู้คนหนาแน่นขึ้น บ้านเมืองเจริญขึ้นมาก ระหว่างเดินทางหากจะหาเสบียงหรือที่พักก็สะดวกขึ้น
ไม่จำเป็นต้องทำอาหารหาน้ำกินเอง เพราะตลอดเส้นทาง ทุกๆ สิบกว่าลี้มักมีร้านน้ำชาข้างทาง ขายทน้ำชาพร้อมทั้งหมั่นโถวหรือติ่มซำเล็กน้อยพอประทังหิว หากบังเอิญเจอร้านขายเกี๊ยวน้ำหรือทังปิ่ง ย่อมถือว่าวันนั้นโชคดีมากทีเดียว อากาศเช่นนี้ หากฝนไม่ตกก็แค่หาพื้นที่ราบปูผ้า ก็นอนหลับสบายได้ทั้งคืน ได้ชมท้องฟ้าใสกระจ่าง เต็มไปด้วยดวงดาราพร่างพราว อันเป็นทัศนียภาพเฉพาะของยุคสมัยนี้ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ได้พักแรมในวัดวาอาราม ได้สนทนากับเหล่านักพเนจรจนฟ้าสาง
บรรยากาศชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งแรกที่ลงจากเขา ออกเดินทางไปทั่วอี้โจว ตอนนั้นก็เป็นช่วงฤดูร้อนย่างฤดูใบไม้ร่วงเช่นกัน
หากแต่บัดนี้ซ่งโหยวหาใช่คนเดิมอีกต่อไป
ประสบการณ์ล้วนต่างออกไปจากวันวานมากนัก
บนถนนหลวงมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มสองข้างทาง แสงอาทิตย์ส่องผ่านกิ่งใบสะท้อนเป็นจุดแสงเลือนรางบนพื้นดิน ชายหนุ่ม แมว และม้าเดินผ่านม่านแสงแดดวูบไหวดุจภาพฝัน
ผู้คนสัญจรไปมาไม่น้อย มีทั้งพ่อค้าคาราวาน เจ้าหน้าที่ส่งสาร หรือแม้แต่ชาวยุทธ์พเนจร แม้ไม่ถึงขั้นแน่นขนัด แต่เดินไปสักพักก็จะได้พบคนกลุ่มใหม่ เสียงกระดิ่งบนหลังล่อเคล้าไปกับเสียงกีบม้า พร้อมเสียงตวาดบังคับสัตว์และเสียงสูดจมูกฮึดฮัดเป็นระยะ
ระหว่างที่เดิน ซ่งโหยวพลันได้ยินเสียงใสแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง
“มีคนอยู่ตรงนั้น…”
เป็นเสียงเด็กชัดเจน
ซ่งโหยวหันไปเห็นกลุ่มชาวยุทธ์จูงล่อมา โดยมีเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนหลังล่อ เป็นเจ้าของเสียงเรียกเมื่อครู่นั่นเอง
ผู้ใหญ่ที่จูงล่อหันไปถลึงตาใส่เด็กชาย ราวจะปรามไม่ให้เอะอะหรือก่อเรื่องเดือดร้อน ทั้งเกรงว่าหากไปรบกวนซ่งโหยวเข้าจะเกิดเรื่องขึ้น
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย
“พวกท่านจะไปที่ใดหรือ”
“ไปเขาอู้ซานน่ะท่าน”
“ไปเขาอู้ซานเช่นกันหรือ”
“คุณชายเองก็ด้วยหรือ”
“ใช่แล้ว”
รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่งโหยวพลันสดใสขึ้นบ้าง
เขากวาดตามอง เห็นว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นต่างพกกระบี่กระบอง ดูแล้วคงเป็นกลุ่มชาวยุทธ์พเนจร เกือบทุกคนจูงล่อมาด้วย หากมีสองคนจูงล่อตัวเดียวก็มักเป็นสามีภรรยากัน บนหลังล่อมีเด็กน้อยนั่งอยู่เป็นแถว ส่วนมากเป็นเด็กชาย ล้วนอยู่ในวัยเหมาะแก่การฝึกวิชา
ได้ข่าวว่าซูอี้ฝานตั้งสำนักใหม่บนเขาอู้ซานแห่งกวงโจว เหตุผลก็เพื่อสืบทอดวิชากระบี่ประจำตระกูล ไม่ให้วิถีแห่งกระบี่ฟ้าคำรนที่ตนเพิ่งบรรลุสูญสิ้นไป
เขาคือยอดฝีมือแห่งยุค เป็นดั่งปรมาจารย์กระบี่ซึ่งยังมีลมหายใจอยู่
ครั้นประกาศก่อตั้งสำนักพร้อมรับศิษย์ ชื่อเสียงอันเลื่องลือนี้จะดึงดูดชาวยุทธ์มาได้มากเพียงใด คงไม่จำเป็นต้องกล่าวให้มากความนัก
ซ่งโหยวเพียงคาดเดาไว้ ทว่าตลอดทางมีคนมุ่งหน้าสู่เขาอู้ซานเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์มากมายเกินกว่าที่คิดไว้นัก
“คุณชายจะไปทำอะไรที่นั่นหรือ”
“ไปเยี่ยมสหายเก่าสักหน่อย”
“อ้อ ท่านมีสหายที่เขาอู้ซานหรือ”
“มีอยู่หนึ่งคน”
บรรดาชาวยุทธ์ต่างสบตากัน แววตาพลันเปล่งประกายขึ้นทันใด
“เป็นศิษย์ใหม่ในสำนักกระบี่จิงเหลยหรือว่าผู้ดูแลกันเล่า”
“ไม่ใช่ทั้งสอง”
“อ้อ…”
ชายชาวยุทธ์ผงกหัว แม้ใบหน้าจะฉายแววผิดหวัง แต่ก็ไม่ถึงกับเผยท่าทีดูแคลน
จังหวะก้าวเดินของทั้งสองฝ่ายต่างกันเล็กน้อย ไม่นานก็กลายเป็นเดินเคียงข้างกันไป จึงได้พูดคุยคลายความอึดอัดระหว่างย่างกรายไปตามเส้นทางแสนไกลอันเงียบงัน
“ไม่ทราบว่าคุณชายได้ท่องยุทธภพมาหรือไม่ ท่านได้ยินข่าวมาบ้างหรือยัง หลายปีมานี้มียอดฝีมือผู้หนึ่ง ผู้คนต่างขนานนามว่า ‘กระบี่ฟ้าคำรน’ อ้อ ตอนนี้ควรเรียกว่า ‘เซียนกระบี่’ ถึงจะถูก ปีที่แล้วเขาออกกวาดล้างมารปีศาจในกวงโจวจนสิ้นซากเพียงลำพังด้วยกระบี่เล่มเดียว เจ้าเมืองถึงกับมีคำสั่งพิเศษ ให้เขาตั้งสำนักบนภูเขาอู้ซาน อนุญาตให้รับศิษย์เข้ามา ข่าวแพร่ออกไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่รู้ว่ามีชาวยุทธ์พาลูกหลานมาฝากตัวเป็นศิษย์มากมายเพียงใดแล้ว”
ชาวยุทธ์อีกคนได้ฟังก็หลุดหัวเราะ “ก็เพราะว่าข่าวยังแพร่ไปไม่ถึงดินแดนตะวันตก หากเล็ดลอดไปถึงที่นั่น เกรงว่าชาวยุทธ์จากดินแดนห่างไกลนับพันลี้หมื่นลี้ก็คงพากันแห่มาขอฝากตัวเป็นศิษย์กระบี่ฟ้าคำรนด้วย”
“เยอะถึงเพียงนั้นเชียว…”
ซ่งโหยวได้ฟังก็รู้สึกว่าน่าสนใจ
ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เปิดประตูรับศิษย์จากทั่วสารทิศ
นับเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากในยุทธภพนัก
แม่นางสามสีที่เดินเคียงข้างมาตลอดก็เงยหน้าขึ้นจ้องผู้คนเหล่านั้นตาไม่กะพริบ
“น่าเสียดายนัก ไม่ว่าสำนักใดในยุทธภพล้วนไม่อาจรุ่งเรืองจนเกินขอบเขต แม้สำนักกระบี่จิงเหลยจะรับศิษย์เข้าไปมาก แต่ก็เข้มงวดนัก ได้ยินว่ามีเกณฑ์คัดเลือกเข้มงวด ส่วนมากล้วนถูกส่งตัวกลับไป” เขาว่าพลางตบหลังลูกชายบนหลังล่อเบาๆ “ไม่รู้ว่าพวกเราจะมีสักกี่คนที่ได้รับเลือก”
เด็กน้อยบนหลังล่อพลันหันมาจ้องซ่งโหยว นัยน์ตาสีดำขลับของเด็กชายส่องแสงแวววาวดั่งดวงดารา
“จริงสิ ได้ยินมาว่าผู้ที่ส่งบุตรหลานขึ้นไปฝากตัวจะต้องผ่านการคัดเลือกบนภูเขาก่อน กินเวลาเจ็ดวันเต็ม มีผู้คนมากมายเชียว พ่อแม่ต้องรอที่เชิงเขา แม้ได้รับเลือกเข้าไป ก็ต้องฝึกวิชาเบื้องต้นเป็นเวลาสามเดือน หากถึงตอนนั้นยังไม่มีแวว ก็ต้องถูกส่งตัวกลับมาอยู่ดี ได้ยินมาว่าโรงเตี๊ยมและโรงม้าเชิงเขาแน่นขนัดไปหมด หากคุณชายมาหาสหายเก่า เกรงว่าคงหาที่พักไม่ได้ง่ายๆ ต้องเตรียมการล่วงหน้าเสียหน่อย”
ชาวยุทธ์ผู้หนึ่งเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“ไม่เป็นไรหรอก” ซ่งโหยวยิ้มตอบ “ข้าเป็นเพียงนักพรตพเนจร มีผืนฟ้าไว้ห่ม แผ่นดินไว้หนุน ย่อมหลับนอนได้ทุกหนแห่ง อีกทั้งฤดูนี้ยังไม่หนาวมากเท่าไร”
กลุ่มคนเร็วกว่าซ่งโหยวอยู่บ้าง ซ้ำยังไม่ชะลอฝีเท้ารอเขา
ไม่นานก็ทิ้งห่างไปแล้ว
ชาวยุทธ์พวกนั้นได้แต่หันกลับมาคารวะส่งลาซ่งโหยวเท่านั้น
อีกไม่กี่สิบลี้ก็ถึงเขาอู้ซานแล้ว นกนางแอ่นคอยนำทางไปไม่ให้เดินหลงทิศ
เป็นดังที่เหล่าชาวยุทธ์กล่าวไว้ไม่ผิด เชิงเขาหนาแน่นไปด้วยผู้คน มีทั้งชาวยุทธ์และผู้ลากมากดีที่พาลูกหลานมาฝากตัว ส่วนตนนั้นตั้งหลักปักฐานรอฟังข่าวคราวอยู่ด้านล่าง บนภูเขาเองก็มีคนสร้างเรือนใหม่ไม่ขาดสาย
ต่อให้เป็นสำนักยุทธ์ใหญ่ๆ ก็ใช่ว่าจะได้เห็นภาพนี้บ่อยนัก
ซ่งโหยวย่างกรายไปพลางทอดมอง บังเกิดความรู้สึกราวกับได้เห็นภาพในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้า สำนักแห่งนี้จะกลายเป็นสำนักใหญ่หนึ่งในยุทธภพแน่นอน
ในยุทธภพ สิ่งที่คนให้ค่าที่สุดคือ ‘ชื่อเสียง’ และเมื่อมีปรมาจารย์เพียงหนึ่งเดียวของยุคเป็นหลักประกัน ที่ดินกันดารย่อมแปรเปลี่ยนเป็นสำนักใหญ่ได้เพียงชั่วพริบตา
ระหว่างทางมีผู้คนมากมายทอดสายตามายังเขา บ้างก็ด้วยความสงสัย บ้างก็คล้ายเคยได้ยินเรื่องเล่าขาน แล้วเห็นเขาแต่งกายคล้ายเซียนในเรื่องเล่านั้น จึงแอบกระซิบกระซาบกัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้าฟันธง
ซ่งโหยวเดินขึ้นไปถึงบนเขา เห็นผู้ใหญ่พาเด็กๆ มาลงชื่อ โดยมีคนคอยทำหน้าที่จดบันทึกอยู่
ครานั้นที่ทั้งซ่งโหยวและซูอี้ฝานต้องลาจากกัน มือกระบี่มักฉายเดี่ยวเป็นประจำ ทว่าเมื่อถึงวัยสามสิบ ทั้งยังฝึกวรยุทธ์จนบรรลุแล้ว การตั้งสำนักก็หาใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงมีชื่อเสียงและบารมี ผู้คนและทรัพย์สินย่อมมาหลั่งไหลมารวมตัวกันเอง
เหล่าผู้ดูแลล้วนสมัครใจเข้ามาด้วยความชื่นชม บ้างเป็นชาวยุทธ์พเนจรที่คุ้นหน้าค่าตากันมานาน เมื่อซูอี้ฝานเห็นว่านิสัยใจคอไม่เลว จึงยินยอมรับเข้ามาช่วยงาน
ไม่นานนักซ่งโหยวก็มาถึงหน้าประตูสำนัก
ประตูยังใหม่เอี่ยม พลันได้ยินเสียงเด็กหนุ่มกำลังฝึกกระบี่ ฝึกวรยุทธ์ ตะโกนลั่นมาจากด้านใน ครั้นผู้ดูแลส่งเด็กกลุ่มหนึ่งตามศิษย์เข้าไปแล้ว ก็หันมาเห็นซ่งโหยวพอดี
“คุณชายจะ…”
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เป็นสหายเก่าของยอดฝีมือซูอี้ฝาน ได้ยินว่าเขาตั้งสำนักที่นี่ จึงแวะมาเยี่ยมเยียน ไม่ทราบว่าท่านผู้ดูแลพอจะไปแจ้งเขาได้หรือไม่”
ผู้ดูแลอึ้งไปทันที จากนั้นก็เบิกตากว้าง อุทานออกมาเสียงดัง ก่อนจะรีบส่งสมุดในมือให้ผู้อื่น แล้วโค้งคารวะเชิญเขาเข้าไปด้วยท่าทีนอบน้อม
“เจ้าสำนักเคยกำชับไว้แล้ว หากคุณชายซ่งมาเยือนกวงโจวแล้วได้ยินข่าวเข้าต้องมาเยี่ยมเยียนแน่นอน หากท่านมาเยือนถึงที่ คงต้องจัดพิธีต้อนรับยิ่งใหญ่แล้ว” เขาเอ่ยพลางลอบชำเลืองมองซ่งโหยวอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองกลับมาก็รีบก้มหน้าลงทันที ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา แล้วรีบเอ่ยแนะนำตน “ข้าแซ่หลัว แต่เดิมเป็นญาติของเจ้าสำนัก ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลงานเบ็ดเตล็ดในสำนัก ไม่ว่าเรื่องค่าใช้จ่าย อาหาร หรือการรับศิษย์ ล้วนอยู่ในความดูแลของข้า”
“เป็นท่านผู้ดูแลหลัวนี่เอง”
ซ่งโหยวประสานมือคารวะแล้วติดตามเขาเข้าไป
บังเอิญกวาดสายตาไปเห็นเด็กชายที่พบกันระหว่างทางกำลังถูกนักยุทธ์วัยชราจับเนื้อตัวตรวจดู ขณะเดียวกันเด็กน้อยก็หันมาสบตากับเขาครู่หนึ่งด้วย
“ไม่ทราบว่าจอมยุทธ์ซูอยู่ที่ไหนหรือ”
“น่าเสียดายยิ่งนัก”
ผู้ดูแลหลัวเผยสีหน้าลำบากใจ แต่ไม่กล้ากล่าวว่าซ่งโหยวมาผิดเวลา ได้แต่เอ่ยว่า “ไม่กี่วันก่อน ได้ข่าวว่าในกวงโจวยังมีปีศาจหลงเหลืออยู่สองแห่ง เกรงว่าปีที่แล้วปราบไม่สิ้น ช่วงนั้นพวกมันอาจซ่อนตัวหรือฤดูกาลนั้นไม่เหมาะสม จนบัดนี้ถึงได้โผล่กลับมาอีก เจ้าสำนักได้ข่าวเข้าก็รีบรุดไปปราบปีศาจทันที”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “ก็…เพิ่งออกเดินทาง…เมื่อสี่วันก่อนนี่เอง”
“ไม่อยู่ในสำนักหรือ”
“ใช่แล้ว” ผู้ดูแลหลัวไม่กล้าเงยหน้ามอง เพราะเคยได้ยินตำนานว่าผู้กล้าใจไม่ถึง หากเผลอมองเทพเซียนเข้าจะอายุสั้น แล้วรีบกล่าวต่อ “ท่านคงยังไม่ทราบ ก่อนหน้านี้ท่านเจ้าสำนักใช้เวลากว่าครึ่งปี ปราบปีศาจในกวงโจวจนแทบสิ้น จึงได้ตั้งสำนักขึ้นได้ และยังให้สัตย์ปฏิญาณไว้ว่า ‘ตราบใดที่เขาและสำนักยังคงอยู่ กวงโจวย่อมไม่ถูกมารปีศาจรุกรานอีก’”
“เช่นนั้นเอง”
ซ่งโหยวพยักหน้ารับ เข้าใจแจ่มชัด
อุทิศตนปกป้องแผ่นดินหลังบรรลุวิชาแล้ว ย่อมสมกับนิสัยอันหนักแน่นของเขา
“แล้วเจ้าสำนักไปที่ใดแล้วเล่า”
“ที่แรกคืออำเภอจี๋เยี่ยนทางตอนเหนือของกวงโจว ห่างออกไปสี่ร้อยลี้ มีปีศาจหนอนออกทำลายทุ่งนา อีกแห่งคืออำเภอจินเหอทางตะวันตก อยู่ติดกับชายแดนเหอโจว ห่างจากที่นี่ราวหกร้อยถึงเจ็ดร้อยลี้ บนเขามีอสูรเสือ กินคนมากมายจนกองกระดูกสูงเป็นภูเขา เจ้าสำนักพกกระบี่กระโจนขึ้นม้าไป เพียงทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่า ‘ปราบเสร็จแล้วจะกลับมา’ ไม่ได้บอกว่าไปแห่งใดก่อน”
“ฮ่า…”
ซ่งโหยวหลุดหัวเราะเบาๆ
นับจากวันที่แยกทางกัน ก็ผ่านมาหนึ่งปีครึ่งแล้ว ซูอี้ฝานแม้มีสำนักเป็นของตนเอง ก็ยังเป็นคนเดิม
แต่กระนั้นเรื่องนี้ก็ชักจะเป็นปัญหาแล้วสิ