ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 317 เป็นศิษย์พี่สามสีชั่วคราว
“ท่านผู้ดูแลพอรู้คร่าวๆ หรือไม่ว่าจอมยุทธ์ซูจะกลับมาเมื่อใด”
“ไม่กล้าปิดบังคุณชาย…”
ผู้ดูแลหลัวยังคงมีสีหน้าลำบากใจ “ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ยอดอาชาของท่านเจ้าสำนักมีพละกำลังมหาศาล หนึ่งวันวิ่งได้ไกลถึงพันลี้ ปราบมารปีศาจถือเป็นเรื่องใหญ่ ท่านเจ้าสำนักย่อมไม่อาจรีรอ แต่ถึงกระนั้นนี่ก็ถือเป็นภารกิจยากเข็ญ ซ้ำแล้วท่านเจ้าสำนักยังนั่งสมาธิหลังเสร็จศึกด้วยความเคยชิน… หากทุกอย่างราบรื่นดี อีกไม่กี่วันก็คงกลับมากระมัง แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น เกรงว่าจะกินเวลานานเป็นเดือน ไม่อาจกำหนดได้ ส่วนเรื่องรับศิษย์นั้น เจ้าสำนักก็ได้จัดเตรียมไว้ก่อนออกเดินทางแล้ว”
“เช่นนั้นเอง”
ซ่งโหยวพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ
มารปีศาจนั้นแตกต่างจากมนุษย์ พวกมันมีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ยากจะคาดเดา ไม่ว่าจะเร้นกายอยู่กลางภูเขาหรือซุกซ่อนอยู่ตามทุ่งนา ล้วนเสาะหาได้ยากยิ่ง ไม่อาจบอกได้ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ซูอี้ฝานบรรลุวิถีกระบี่อัสนีสวรรค์ นับตั้งแต่บรรลุวิชามาจนถึงบัดนี้ก็ยังถือว่าไม่นานมาก หากหลังกำจัดปีศาจได้สัมผัสได้ถึงสิ่งใดก็จะนั่งสมาธิพิจารณาถึงวิถีแห่งกระบี่ ล้วนเป็นเรื่องปกติทั้งสิ้น
ทว่าซ่งโหยวยังต้องเดินทางต่อไป หากต้องการพบสหายเก่าแล้วต้องรออยู่ที่นี่ไม่กี่วันก็ยังรอได้ หรือจะเป็นสิบวันก็พอไหว แต่ถ้าเป็นเดือน เกรงว่าจะเสียเวลาเกินไป
ผู้ดูแลหลัวลอบมองเขาเล็กน้อย “ตลอดเวลาหนึ่งปีครึ่งที่ต้องพรากจากคุณชายไป ท่านเจ้าสำนักมักจะรำพึงรำพันถึงคุณชาย หากไม่รีบร้อนออกพเนจรท่องผืนสมุทรม่านเมฆา ก็รออยู่ที่สำนักเราได้”
กล่าวพลางพยายามนึกถึงสิ่งที่เจ้าสำนักเคยบอกไว้ ท่านเซียนผู้นี้ชื่นชอบทิวทัศน์ วิถีชีวิตผู้คน อาหารเลิศรส และเรื่องเล่าต่างๆ จึงเสริมขึ้นอีก “บนเขาอู้ซานนั้นไม่มีสิ่งพิศวงใดๆ เพียงแต่ทุกเช้าจะมีหมอกลงหนา พลิ้วไหวดุจดั่งผืนผ้าแพร หากอยู่บนยอดเขาจะได้สัมผัสกับแสงตะวัน นับเป็นทิวทัศน์ที่พบเจอได้ยากนัก”
นักพรตและเจ้าแมวสามสีหันมามองหน้ากัน
แมวสามสีแหงนหน้ามองเขาด้วยดวงตากลมโต
“เช่นนี้แล้วกัน…”
ซ่งโหยวตอบผู้ดูแลหลัวไป เสมือนได้ตกลงกับแม่นางสามสีเรียบร้อยแล้ว “พวกข้าจะรอจอมยุทธ์ซูอยู่ที่สำนักเป็นเวลาเจ็ดวัน หากเขากลับมาก็ถือเป็นการดี แต่ถ้าเขายังไม่กลับมา เช่นนั้นคงมีมารปีศาจคอยขวางทาง พวกข้าจะเป็นฝ่ายไปหาเขาเอง”
“คุณชายมากเยือนที่นี่ย่อมเป็นเกียรติแก่สำนัก ไฉนเลยจะกล้ากล่าวว่าเป็นการรบกวนเล่า เช่นนั้นข้าจะไปจัดเตรียมที่พำนักให้ท่านเสียก่อน…”
“ม้าของข้าไม่จำเป็นต้องผูก หลังจากปลดสัมภาระลงจากหลังมันแล้ว ก็ปล่อยให้มันอยู่บนเขานั่นแล ให้มันได้เป็นอิสระเสียบ้าง หากพบเห็นมันก็ให้มันกินหญ้าแห้งสักหน่อย”
“ข้าจะจดจำไว้”
ผู้ดูแลหลัวรับคำแล้วรีบพาม้าเดินไปทันที ระหว่างที่เดินก็คอยลอบมองเจ้าแมวสามสีและม้าขนแดงไปด้วย
เขาเคยได้ยินมาว่าเมื่อห้าปีที่แล้วเจ้าสำนักได้พบกับคุณชายผู้นี้ในค่ำคืนฝนฟ้าคะนองกลางบ้านโลงศพ และได้รับคำชี้แนะจากคุณชาย จึงถูกขนานนามให้เป็น ‘กระบี่ฟ้าคำรน’ กระทั่งเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้วก็ได้พบกับคุณชายอีกครั้งที่เมืองฉางจิง และติดตามเขาไปปราบมารปีศาจที่แคว้นเหอโจวเป็นเวลาหนึ่งปี เกิดตำนานเล่าขานไม่รู้กี่เรื่อง ทั้งยังถูกเซียนฝากฝังให้ไปยืมภูเขาที่ผิงโจวมาสะกดจอมมารแห่งทุ่งหิมะไว้ ซ้ำแล้วยังได้เห็นเหตุการณ์เซียนปราบปีศาจกับตาตนเอง แสงอัสนีที่ฟาดผ่านม่านรัตติกาลทำให้เขาบรรลุถึงวิถีแห่งกระบี่และกลายเป็นยอดคนนับตั้งแต่นั้นมา
แมวและม้าคู่ใจของคุณชายผู้นี้เห็นทีจะมีตำนานพิสดารในบางพื้นที่กล่าวถึงเช่นกัน
เล่าขานกันว่าแมวตัวนี้จำแลงกายเป็นเสือตัวมหึมา กลืนกินปีศาจผีสางทั้งปวงและพ่นไฟออกมาได้ ส่วนม้านั้นแปลงกลายเป็นมังกรเขียว บ้างก็ว่าเป็นมังกรแดง ไม่รู้ว่าเรื่องใดจริงเรื่องใดเท็จ
บัดนี้ได้เห็นความงดงามของแมวตัวนั้นแล้ว รู้สึกว่าไม่เหมือนสรรพสัตว์ทั่วไป สีหน้าท่าทางล้วนคล่องแคล่วว่องไว ดูแล้วช่างน่าอัศจรรย์ ส่วนม้าขนแดงนั้นกลับดูธรรมดา ทั้งยังมีร่างกายผอมบางแคระแกร็น หาได้มีท่วงท่าสง่างามอันใด แทบไม่ต่างอะไรจากม้าทั่วไปเลย ทำให้ผู้ดูแลหลัวอดผิดหวังไม่ได้
จนบัดนี้เจ้าม้าแดงคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง ทันใดนั้นก็แหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย พลางเหลือบตามาจ้องผู้ดูแลหลัว
“…”
ผู้ดูแลหลัวจึงรีบหลุบตาลง ไม่กล้ามองต่อไปแล้ว
นักพรตพำนักอยู่ในสำนักกลางเขา ในแต่ละวันหาได้มีกิจธุระอันใด ได้แต่เดินไปเดินมารอบภูเขา ดูเด็กน้อยฝึกวรยุทธ์ หรือไม่ก็ไปหาผลไม้ป่ากลางเขาพร้อมชมทิวทัศน์ไปด้วย เมื่อถึงเวลาอาหาร ผู้ดูแลหลัวก็จะยกสำรับอาหารท้องถิ่นมาให้เขา ส่วนเวลาที่เหลือนั้นหาได้เข้ามารบกวน หากไม่ออกไปนอกสำนัก ก็ดื่มด่ำไปกับความสงบร่มเย็น
รออยู่นับหลายวัน ซูอี้ฝานก็ยังไม่กลับมา
ทว่ากลับเป็นแม่นางสามสีที่รู้สึกเบื่อหน่าย นางแปลงร่างเป็นมนุษย์ คว้าจิ้งหรีดขึ้นเต็มกำมือแล้วออกไปวิ่งเล่น
แม่นางสามสีคอยลอกเลียนแบบท่าทีของนักพรต ก้าวเดินไปอย่างเนิบช้าโดยไม่แสดงอารมณ์บนสีหน้า ระหว่างนั้นก็มองซ้ายแลขวา ท่วงท่าแลคล้ายนักพรตอยู่หลายส่วน
เพียงแต่เดินไปเรื่อยๆ ก็โยนจิ้งหรีดในมือขึ้นฟ้า
ฟึ่บ…
นกนางแอ่นตัวหนึงบินโฉบไปพร้อมกับแมลงในปาก
เด็กน้อยและเด็กหนุ่มหลายคนกำลังตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ์โดยมีชาวยุทธ์วัยกลางคนคอยกำกับ
พวกเขาไม่ได้ถ่ายทอดวิชาจริงจังนัก เพียงทดสอบพรสวรรค์และคัดเลือกไปพลาง บรรดาคนที่ถูกเลือกนั้นจะถือว่าได้เข้าร่วมสำนักแล้ว ย่อมได้ฝึกวิชาพื้นฐาน วางรากให้มั่นคง ไม่ว่าอย่างไรศิษย์อายุเพียงเท่านี้ก็ยังไม่จำเป็นต้องได้รับการถ่ายทอดวิชากระบี่จากซูอี้ฝาน
ผู้ดูแลหลัวได้กำชับชาวยุทธ์เหล่านั้นไว้แล้ว ยามเห็นเด็กหญิงตัวน้อยเดินผ่าน นอกจากจะไม่สนใจนางแล้ว ยังดูจะเกรงใจนางด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นก็มักจะลอบมองนางด้วยสายตาสงสัยอยู่บ่อยครั้ง
บรรดาเด็กชายและเด็กหนุ่มพวกนั้นล้วนเห็นว่านางไม่จำเป็นต้องลำบากฝึกฝนวรยุทธ์ แถมยังเดินเล่นสบายใจในสำนักได้ด้วย สีหน้าของนางสงบนิ่งดุจผู้ทรงอำนาจ จนแม้แต่ผู้เฒ่าในสำนักยังไม่ยักจะสนใจนาง แต่ในขณะเดียวกันก็ดูจะเคารพนางมาก
ทำให้ทุกคนพากันเข้าใจว่านางคือศิษย์พี่ใหญ่ประจำสำนัก
บางครั้งพวกเขาก็ได้เห็นท่วงท่าอันว่องไวของนาง คว้าจับแมลงที่บินผ่านไปได้อย่างง่ายดาย ก็เชื่อว่านางต้องบรรลุวิชาขั้นสูงตามที่พ่อแม่เคยเล่าให้ฟังเป็นแน่
ความอิสรเสรีในยุทธภพและกฎเกณฑ์ต่างๆ ล้วนอยู่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไร หาได้สนใจเรื่องอายุ ยามอยู่ในสำนักเดียวกัน ฝากตัวเข้ามาก่อนย่อมมีลำดับความอาวุโสสูงกว่า
“คารวะศิษย์พี่…”
“คารวะศิษย์พี่”
เด็กหนุ่มบางคนกล่าวทักทายขึ้นยามที่แม่นางสามสีเดินผ่าน
“?”
แม่นางสามสีได้ฟังเช่นนั้นก็อดนิ่งงันไปไม่ได้ นางรีบหันกลับมาจ้องพวกเขาตาเขม็งทันที
“…”
เด็กหญิงตัวน้อยกลอกตาไปมา ก่อนจะพยักหน้าให้พวกเขาแล้วค่อยๆ ย่างกรายออกไปจากที่นี่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เหล่าเด็กน้อยเห็นดังนั้นแล้วก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก
เด็กคนอื่นๆ เห็นแล้วก็พากันเรียกนางว่าศิษย์พี่บ้าง แค่นางพยักหน้าให้ก็รู้สึกดีใจมากแล้ว เด็กน้อยล้วนเป็นเช่นนี้
ลึกๆ แล้วแม่นางสามสีก็รู้สึกว่าน่าสนใจเช่นกัน เพียงแต่มองจากสีหน้าไม่ออกเท่านั้น นางเดินต่อไปอย่างสบายใจ บางครั้งก็เงยหน้าโปรยจิ้งหรีดขึ้นบนฟ้า มีนกนางแอ่นเป็นเพื่อนเล่น คอยโฉบเอาแมลงไป ครั้นพวกเด็กน้อยเห็นเข้าก็รู้สึกว่าเก่งกาจยิ่งนัก ล้วนเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม
กลางห้องรับรองสำนักกระบี่จิงเหลย
นักพรตนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงโดยหันหน้าเข้าหาหน้าต่าง เมฆหมอกข้างนอกไหลเวียนดั่งแพรไหม สีหน้าของเขาก็สงบนิ่งไม่ไหวติง
เตียงข้างๆ นั้นเหลือที่ว่างอีกมาก มีเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสีนอนหงาย ชูแข้งชูขาขึ้นสู่ฟ้าแล้วดีดไปมา พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะชอบใจยามเล่าเรื่องที่ได้พบเจอมาให้นักพรตฟัง
“พวกเขาคิดว่าข้าคือศิษย์พี่ใหญ่ด้วยล่ะ!”
“พวกเขานี่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย…”
“คิกๆ…”
“พวกเขาเรียกข้าว่าพี่สาว…”
“เรียกข้าว่าพี่สาว…”
นักพรตยังคงมองออกไปเบื้องนอก รอยยิ้มเล็กๆ พลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า
กระทั่งแม่นางสามสีหัวเราะจนพอใจแล้ว เขาจึงหันกลับมาถามแม่นางสามสี “วันนี้พวกเราอยู่ที่นี่มาเป็นวันที่เท่าไหร่แล้วนะ”
“โอ้!”
เด็กหญิงพลิกตัวเล็กน้อย นางเปลี่ยนท่าทางจากชูแข้งชูขาขึ้นบนฟ้าเป็นนั่งขัดขา นางขดตัวเข้าหากัน พร้อมกับหันหน้าไปทางเขาแล้วเอ่ยถามขึ้น
“วันที่ห้าแล้ว~”
เด็กหญิงครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยต่อ “ผู้แซ่ซูมีหลายชื่อจัง”
จุดสนใจของนางย่อมต่างออกไป
ทว่านักพรตหาได้สนใจไม่ เพียงหันไปถามนางต่อ
“มีเยอะเสียที่ไหนกัน”
“มีเยอะจะตาย ผู้แซ่ซู, ซูอี้ฝาน, จอมยุทธ์ซู, เจ้าสำนัก ไหนจะเซียนบะหมี่[1]…”
เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวพลางชูนิ้วขึ้นนับ
“อืม…”
ซ่งโหยวพยักหน้าลงพร้อมกับครุ่นคิดไปด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้อธิบายสิ่งใดให้นางฟัง แต่กลับเห็นด้วยกับความคิดนั้น
“ก็จริงนะ”
“แม่นางสามสีฉลาดมาก”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“แล้วถ้าผู้แซ่ซูไม่มาเล่า”
“เช่นนั้นข้าคงต้องถามแม่นางสามสีแล้ว”
“พวกเราจะไปตามหาเขากัน!”
“ตามที่แม่นางสามสีว่าเลย” ซ่งโหยวเว้นไปครู่หนึ่ง “แต่ว่าพวกเรายังไม่รู้เลยว่าคุณชายผู้แซ่ซูไปที่ไหน เพราะฉะนั้นแล้วคงต้องให้แม่นางสามสีผู้ชาญฉลาดตัดสินใจว่าจะไปตามหาที่ไหน”
“ให้แม่นางสามสีตัดสินใจหรือ”
“ใช่แล้ว…”
ซ่งโหยวหันมาจ้องหน้านาง แล้วเริ่มอธิบายให้นางฟังอย่างตั้งใจและจริงจัง
ที่อำเภอจี๋เยี่ยนทางตอนเหนือมีปีศาจแมลงออกอาละวาด ห่างจากที่นี่ราวสี่ร้อยลี้ ส่วนที่อำเภอจินเหอทางทิศตะวันตกนั้นมีปีศาจเสือ อยู่ห่างจากที่นี่สักหกเจ็ดร้อยลี้ แสดงว่าทางเหนืออยู่ใกล้กว่า ว่ากันว่าปีศาจแมลงแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว กัดกินพืชผลทั้งอำเภอจนสิ้นซาก ส่วนปีศาจเสือนั้นแม้จะดุร้าย กินคน แต่กลับไม่จู่โจมฉับพลันเหมือนปีศาจแมลง เช่นนั้นแล้วซูอี้ฝานน่าจะมุ่งไปทางเหนือก่อน
ทว่ากลับได้ยินมาอีกว่าหากเป็นฝูงตั๊กแตนระบาด ก็ใช่ว่าจะเป็นฝีมือของปีศาจเสมอไป อาจจะเป็นข่าวลือจากปากผู้คนก็เป็นได้ การปราบปีศาจเสือนั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับกระบี่ฟ้าคำรน แต่ไม่ใช่กับปีศาจแมลง มันกำจัดยากพอๆ กับตอนที่เทพสายฟ้าต้องปราบปีศาจหนูที่อำเภอหลานมั่ว ต่อให้ซูอี้ฝานจะฝึกกระบี่จนบรรลุวิชาแล้ว ลำพังเพียงหนึ่งยอดฝีมือและหนึ่งกระบี่ก็คงไม่อาจกำจัดแมลงทั้งหมดได้ หากคิดประเด็นนี้ ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตกก่อน
บัดนี้ผ่านไปกว่าสิบวันแล้ว ยิ่งไม่รู้ว่าเขายังค้างอยู่ที่แรก หรือว่ากำจัดปีศาจแห่งแรกได้แล้ว กำลังมุ่งหน้าไปยังแห่งที่สอง
“แม่นางสามสีไม่รู้…”
เด็กหญิงบนเตียงตอบนักพรตไปตามตรง
“เช่นนั้น…”
ซ่งโหยวครุ่นคิดพลางเอ่ย “เช่นนั้นพวกเราไปทางเหนือกันก่อนดีหรือไม่”
“ไปทางเหนือก่อน!”
“แม่นางสามสีเองก็เห็นดีด้วยใช่หรือไม่”
“แม่นางสามสีจะตามเจ้าไปเอง”
“ดี”
นักพรตตัดสินใจแล้วก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
ประการแรกการกำจัดตั๊กแตนและปีศาจเสือนั้นเป็นเหตุเร่งด่วน ประการที่สองซ่งโหยวก็ตั้งใจจะกลับไปที่ฉางจิงพอดี ต้องมุ่งหน้าไปทางตะวันตก หากไปทางเหนือแล้วค่อยไปทางตะวันตก ระหว่างทางก็จะได้ผ่านแคว้นเหอโจว ตรงเข้าสู่อั๋งโจว และกลับไปเยือนฉางจิงได้ในที่สุด แต่ถ้าหากไปทางตะวันตกเฉียงเหนือก่อนแล้วค่อยวกกลับมาทิศเหนืออีกรอบ ก็จะเดินเสียเที่ยวเปล่าๆ
ในเมื่อตอนนี้ไม่รู้ว่าซูอี้ฝานอยู่หนใด ก็ให้วาสนานำพาแล้วกัน
“ยังเหลืออีกสองวัน”
“ยังเหลืออีกสองวัน~”
“แม่นางสามสีออกไปเดินเล่นเถิด ไปฟังคนพวกนั้นเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่เสีย พอเราไปจากที่นี่ แม่นางสามสีก็คงไม่มีโอกาสได้เป็น ‘พี่สาว‘ อีกนานเชียวนะ”
“จริงด้วย!”
สีหน้าของเด็กหญิงพลันเคร่งขรึมขึ้นมาในทันใด
[1] จริงแล้วคือเซียนกระบี่(剑圣) แต่แม่นางสามสีได้ยินผิดเป็นเซียนบะหมี่(剑剩)
……………