ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 318 อำเภอจี๋เยี่ยน
ซ่งโหยวเหลือบมองเด็กหญิง พลันหลุดหัวเราะออกมาแล้วเอ่ยขึ้นบ้าง “แต่จะให้ผู้อื่นเรียกเจ้าว่าพี่สาวปากเปล่าไม่ได้นะ”
“หือ”
“คำว่าพี่คือคำที่ใช้เรียกขานผู้อาวุโสกว่า นอกจากตำแหน่งจะสูงกว่าแล้ว ยังหมายความถึงภาระหน้าที่ด้วย แม้ไม่ทัดเทียมกันก็ต้องปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียม” ซ่งโหยวก้มหน้าลงมองนาง “แม่นางสามสีประพฤติตนอยู่ในกฎเกณฑ์มาโดยตลอด ในเมื่อผู้อื่นยกให้แม่นางสามสีเป็น ‘ศิษย์พี่’ ด้วยความเคารพ ทำให้เจ้ารู้สึกเบิกบานใจ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็ต้องยอมเสียสละบางอย่างเป็นการตอบแทนด้วย”
“แม่นางสามสีต้องทำอย่างไรหรือ”
เด็กหญิงจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง แฝงไปด้วยความใคร่รู้
“ข้าได้ยินมาว่าบรรดาผู้คนที่มาฝากตัวเป็นศิษย์ในช่วงนี้ ต่อให้ไม่ได้เป็นผู้ลากมากดีอันใด แต่ส่วนมากก็อยู่ดีกินดี ไม่ขาดเหลือสิ่งใด ทว่าจอมยุทธ์ซูเพิ่งตั้งสำนักได้ไม่นาน ความเป็นอยู่บนภูเขาไม่ค่อยดีสักเท่าไร เด็กๆ เหล่านี้ล้วนต้องทนอาศัยอยู่อย่างยากลำบาก” ซ่งโหยวกล่าว “ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วง ผลไม้ป่าต่างสุกงอมแล้ว รสชาติกำลังหวานมัน แม่นางสามสีไปเก็บมาให้เหล่าศิษย์น้องสักหน่อยเถิด ข้าคิดว่าหากพวกเขาได้รับรางวัลจากเจ้าคงดีใจมากเป็นแน่”
“รางวัล!”
“เรียกว่าเป็นของขวัญก็ได้”
“ผลไม้!”
“ใช่แล้ว”
ซ่งโหยวเอียงคอครุ่นคิด พลันเผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “จะเป็นหนูหรือแมลงก็ย่อมได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
“แม่นางสามสีไปเถิด”
“ข้าจะไปแล้ว!”
ไม่ทันไรเด็กหญิงที่นั่งงอแข้งงอขาก็ลงมาจากเตียง นางหันไปมองนักพรตครู่หนึ่ง ก่อนจะวิ่งออกไปข้างนอก
นี่เป็นโอกาสหายาก อีกทั้งยังมีเวลาจำกัด จะมัวชักช้าไม่ได้
ไม่ต่างอันใดกับสำนักกระบี่จิงเหลยที่จอมยุทธ์ซูเพิ่งก่อตั้งขึ้นเลย
ศิษย์ในสำนักถูกจำแนกออกเป็นสองประเภทคร่าวๆ แสดงให้เห็นถึงแนวทางการฝึกที่แตกต่างกัน
ประเภทแรกคือพวกที่เสียเงินเข้ามา คล้ายกับโรงฝึกยุทธ์ทั่วไป
บรรดาตระกูลผู้มั่งคั่ง เหล่ากองคุ้มกันคาราวาน หรือแม้แต่กลุ่มอิทธิพลในยุทธภพที่มิได้สืบทอดด้วยวิชาล้วนส่งบุตรหลานขึ้นมาฝึกวรยุทธ์บนเขาได้ เพียงแต่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ ทั้งเป็นค่ากินอยู่บนเขา และเป็นค่าเล่าเรียน บางสำนักก็อาศัยสิ่งนี้เป็นรายได้ อย่างไรก็ดี ศิษย์ที่เข้ามาด้วยวิธีนี้มักไม่ได้ฝึกถึงยอดวิชา แต่หากมิได้ไร้พรสวรรค์ ก็ยังพอมีแววอยู่บ้าง
เมื่อฝึกสำเร็จแล้ว ย่อมกลับไปตามทางที่มา ภายหลังจะเลือกหนทางใด ไม่ว่าจะเข้าร่วมกองทัพด้วยวิชาที่มา หรือคอยคุ้มกันกองคาราวานท่องยุทธภพร่วมกับบิดามารดา สำนักล้วนไม่มีส่วนข้องเกี่ยวใดอีก
อีกประเภทหนึ่งคือเข้ามาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่นจอมยุทธ์หญิงอู๋
ศิษย์ประเภทนี้มักเป็นเด็กกำพร้ามากพรสวรรค์ ได้สำนักชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ เปรียบเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน สำนักย่อมจัดหาปัจจัยให้ทุกสิ่ง และเมื่อเติบโตขึ้น ฝึกวิชาจนสำเร็จ ก็ยังคงเป็นศิษย์ของสำนักไปตลอดชีวิต ต้องทำงานเพื่อสำนัก แลกกับการได้รับส่วนแบ่งอำนาจและผลประโยชน์ในสำนักนั้น
ประเภทแรกเป็นศิษย์ผู้สร้างผลประโยชน์ให้สำนักโดยตรง
ส่วนอีกประเภทเน้นขยายอำนาจบารมี เมื่อมีศิษย์มาก จะกระทำการใดๆ ไม่ว่าจะคุ้มกันคาราวาน ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หรือทำธุรกิจสีเทาบนเขาย่อมสะดวกขึ้นหลายส่วน
นอกจากนี้ยังมีประเภทที่อยู่กึ่งกลาง นั่นคือพวกที่จ่ายเงินน้อยกว่า หรือแทบไม่ต้องจ่าย แต่เมื่อฝึกสำเร็จแล้วไม่อาจลงเขาได้ทันที ต้องอยู่ทำงานให้สำนักอีกหลายปีกว่าจะได้รับอิสระ
ชาวยุทธ์ล้วนต้องกินต้องใช้ สำนักต่างๆ เองก็ต้องหาหนทางเลี้ยงชีพ
ถึงกระนั้นแล้ว สำนักที่สืบทอดวิชายุทธ์เพียงอย่างเดียวมักไม่ร่ำรวยนัก เมื่อเทียบกับสำนักที่ยึดผลประโยชน์เป็นใหญ่ ก็นับว่ายังห่างชั้นอยู่มาก
บัดนี้สำนักกระบี่จิงเหลยเพิ่งถือกำเนิดขึ้น กำลังขาดแคลนทุนรอน ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุตรหลานตระกูลมั่งคั่ง ซ่งโหยวจึงคิดว่า แม้เด็กพวกนั้นจะถูกส่งขึ้นเขา ก็คงไม่ขาดแคลนสิ่งใด แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเด็กน้อย อยู่ที่นี่ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อสิ่งของได้ จึงฝากให้แม่นางสามสีไปเก็บผลไม้ป่ามาแบ่งพวกเขา ไม่ให้เด็กๆ เสียแรงเรียกว่า ‘ศิษย์พี่’ สร้างความเพลิดเพลินได้มากเลยทีเดียว
ผลไม้ป่าเพิ่งสุกงอม รสชาติหวานหอม แปลกใหม่ยิ่งนัก แม้เป็นบุตรหลานขุนนางเชื้อพระวงศ์ก็ยังต้องหลงใหล จอมยุทธ์น้อยต่างพากันมาล้อมนางไว้ด้วยท่าทีสำรวมเรียบร้อย
ครั้นเห็นคนมากมาย ซ้ำยังเอาแต่เอ่ยคำว่าศิษย์พี่ แม่นางสามสีก็รู้สึกอิ่มเอมใจนัก
ตลอดเจ็ดวันนั้นนักพรตได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ทว่าซูอี้ฝานก็ยังไม่กลับมา
นักพรตหาได้กล่าวสิ่งใด เพียงเก็บสัมภาระตามแผนที่วางไว้ ล่ำลาผู้ดูแลหลัว แล้วจูงมือเด็กหญิงน้อยตัวน้อยออกเดินทาง
สองคนหนึ่งม้าเดินผ่านเขตสำนัก เด็กหนุ่มและเด็กน้อยในลานกำลังฝึกดาบฝึกวิชากัน ครั้นเห็นเด็กหญิงน้อยเดินตามหลังนักพรตกับม้าแดง ถึงได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วนางไม่ใช่ศิษย์พี่ประจำสำนัก แต่เพียงติดตามนักพรตมาเยี่ยมเยียนที่นี่เท่านั้น ทว่าเมื่อมองนักพรตกับม้าแล้ว กลับรู้สึกคุ้นเคยชอบกล คล้ายเคยได้ยินมาจากตำนานปรัมปราอย่างไรอย่างนั้น
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงหันไปสบตากับพวกเขา
หากไม่มีปาฏิหาริย์ ตลอดชีวิตคงยากจะได้พบพานคนพวกนี้แล้ว
“แม่นางสามสีอยากบอกลาพวกเขาหรือไม่”
“บอกลาหรือไม่~”
“ทำแบบ ‘ผู้แซ่ซู’ สิ ยกกำปั้นขึ้นประสานกันแล้วกล่าวคำอำลา เท่านี้ก็พอแล้ว”
“ลาก่อน…”
เด็กหญิงยกกำปั้นขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงใส
ซ่งโหยวเผยรอยยิ้ม ทว่าฝีเท้ายังคงไม่หยุด
เมื่อพ้นประตูสำนักแล้ว นักพรตกลับไม่ได้รีบลงเขา หากแต่ยืนอยู่หน้าประตู แหงนหน้ามองขึ้นไปบนยอดเขา
ภูเขาอู้ซานนั้นสูงใหญ่ ครั้นมองออกไปกลับเห็นเพียงม่านหมอกหนาทึบ มีแสงนภาแทรกอยู่เลือนราง ที่ ไม่รู้ว่าภูเขานี้สูงอีกเพียงใด ผู้ดูแลหลัวเคยบอกว่า หากเดินขึ้นจากตีนเขามาถึงจุดนี้ใช้เวลาครึ่งวัน จากตรงนี้ขึ้นไปถึงยอดใช้อีกครึ่งวัน ต่อให้เป็นผู้ฝึกวิชาก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชั่วยาม
นักพรตหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วก้าวเดินต่อ
สองชั่วยามผ่านไป
ลมบนยอดเขาพัดแรง เสื้อผ้าเส้นผมของทั้งสองพลิ้วสะบัด
นักพรตพลันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน “อีกหลายสิบปีข้างหน้า ที่นี่คงกลายเป็นแหล่งชมทิวทัศน์กระมัง”
“แหล่งชมทิวทัศน์?”
“ใช่แล้ว แหล่งชมทิวทัศน์”
“ไม่เข้าใจเลย~”
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มแต่ไม่อธิบายต่อ เขาหันมองเด็กหญิงแล้วถามว่า “ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนเขา แม่นางสามสีรู้สึกสนุกหรือไม่”
“สนุกมาก” เด็กหญิงทำหน้าจริงจัง “พวกเขาโง่จัง คิดว่าแม่นางสามสีเป็นศิษย์พี่ พอแม่นางสามสีแบ่งผลไม้ให้ก็ดีใจกันใหญ่”
“เรียกว่าไร้เดียงสาต่างหาก”
“ไร้เดียงสา~”
“ใช่แล้ว” ซ่งโหยวยิ้ม “แม่นางสามสีก็ไร้เดียงสาเหมือนกัน”
“เจ้าต่างหากที่ไร้เดียงสา!”
เด็กหญิงเผยสีหน้าเคร่งขรึมพร้อมสบตากับเขา
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางคลี่ยิ้มชัดขึ้น
ลมพัดแรงเสียจนเสียงสั่นเครือไปด้วย
ได้ยินเด็กหญิงเอ่ยว่า “แต่ไม่รู้ว่าทำไม แม่นางสามสีก็ทำตามที่นักพรตสอน คอยจับหนูจับแมลงไปให้พวกเขาเล่น แต่พวกเขากลับวิ่งหนีกันหมดเลย”
“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเล่า”
“ข้าไม่รู้~”
“ไม่รู้ก็ช่างปะไร”
“เจ้าก็ไม่รู้หรือ”
ซ่งโหยวกำลังคิดหาคำตอบที่ตรงไปตรงมา ทว่าเมื่อเหลือบมองเบื้องหน้า ก็ต้องเงยหน้าขึ้นมอง พลางยกมือแตะศีรษะเด็กหญิงให้นางหันไปทางทิศเดียวกัน
“แม่นางสามสีดูนั่นสิ”
“หือ…”
แรกเริ่มเด็กหญิงยังคงลอบมองเขาด้วยแววตาดื้อดึง แต่เมื่อได้ยินเสียง จึงยอมหันไปมองด้านหน้า
ทะเลหมอกผืนใหญ่ สายลมคอยพัดกลุ่มเมฆให้คล้อยลงมาราวน้ำตก นกนางแอ่นสยายปีกโบยบินท่ามกลางฟ้าครามเหนือเมฆาขาว และตรงหน้าของทั้งสอง กลับปรากฏวงแสงหลากสีประหนึ่งอยู่ในห้วงฝัน ในวงแสงนั้นคล้ายมีเงาคนอยู่
“ว้าว~”
เด็กหญิงอุทานเสียงเบา
นกนางแอ่นบินกลับมาเกาะกิ่งไม้หน้าศาลา ทำให้กิ่งไม้นั้นสั่นเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองนักพรต แล้วหันกลับไปมองเบื้องหน้า
“รุ้งวงกลม!”
“นั่นเรียกว่าอาทิตย์ทรงกลด”
“อาทิตย์ทรงกลด?”
“ใช่แล้ว”
“เป็นสายรุ้งที่องค์เทพวาดขึ้นมาหรือ”
“ไม่ใช่ เพียงแต่ล้วนกำเนิดจากฟ้าดินเช่นเดียวกัน”
“เหมือนมีคนอยู่ในวงกลมเลย!”
“ใช่แล้ว”
“เป็นเทพหรือ”
“เป็นแม่นางสามสีต่างหากเล่า…”
ซ่งโหยวยิ้มพลางลูบศีรษะเด็กหญิง ก่อนจะแหงนหน้ามองเงาคนในวงแสง
เพียงครู่เดียววงแสงนั้นพลันเลือนหายไป
นักพรตเพียงยกยิ้ม ทว่าก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เอนกายรับลมภูเขาอย่างเกียจคร้าน เหยียดแขนขาออกรับไอแดดอุ่น ทั้งร่างผ่อนคลายลง แล้วจึงหันไปเอ่ยกับเด็กหญิงตัวน้อยและนกนางแอ่น
“ไปกันเถิด”
“จะลงเขาแล้วหรือ”
“ใช่แล้ว ลงเขาไปตามหาจอมยุทธ์ซูกัน”
“ไปตามหาจอมยุทธ์ซู!”
“หวังว่าจะได้เจอจริงๆ”
“ซูอี้ฝานเก่งขึ้นมากเลยนะ!”
“เขาเก่งมาตลอดอยู่แล้ว…”
ครั้นผู้ใหญ่ เด็กน้อย และนกนางแอ่นที่โบยบินอยู่บนฟ้าลงมาถึงกลางเขาแล้ว ก็มีม้าแดงเข้ามาสมทบอีกตัว ทั้งหมดพากันออกลงจากภูเขามุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
ระยะทางสี่ร้อยลี้ แม้จะมีเส้นทางน้ำ แต่น้ำนั้นไหลทวนกระแส
ม้าของซูอี้ฝานวิ่งได้วันละพันลี้ เขาคงไม่เลือกลงเรือ ดังนั้นนักพรตจึงเลือกเส้นทางบกเช่นกัน
ผ่านไปสี่วัน จึงมาถึงอำเภอจี๋เยี่ยน
ระหว่างทางหาได้พบมือกระบี่ผู้นั้นไม่
ทว่าเมื่อย่างกรายเข้ามาในเขตอำเภอจี๋เยี่ยนกลับได้เห็นภาพโศกเศร้าในทุ่งนาข้างทาง
เดิมทีนี่ควรเป็นฤดูกาลใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตเต็มที่แล้ว ทว่าไร่นากลับถูกแมลงกัดกินจนเหลือเพียงลำต้นเปลือยเปล่าหรือเต็มไปด้วยรอยแทะกัด บางต้นยังมีแมลงเกาะอยู่ตรงหน้า ชาวนาต้องตรากตรำต่อสู้กับฝูงตั๊กแตนอย่างสุดกำลัง แต่ถึงดิ้นรนเพียงใด ก็แทบไร้ผล มีเพียงความไม่ยินยอมอัดแน่นอยู่เต็มอกเท่านั้น
ไฉนเลยจะมีมนุษย์กล้าต่อกรกับภัยธรรมชาติเช่นนี้