ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 319 นกนางแอ่นสำแดงฤทธิ์เดช
เสียงร่ำไห้คร่ำครวญดังระงมไปทั่ว เสียงแห่งความทุกข์โศกปกคลุมทั่วหล้า
นักพรตเดินลัดเลาะทุ่งนาเข้าสู่ตัวอำเภอ ไต่ถามขุนนางในเมืองถึงเหตุการณ์โดยละเอียด แม้ทางการจะพอมีมาตรการและพยายามจัดการแก้ไขอยู่บ้าง แต่เพียงพอต่อการรับมือภัยพิบัติเล็กน้อยเท่านั้น ครั้นเผชิญมหันตภัยใหญ่หลวงเช่นนี้ ก็กลับสิ้นหนทางไร้กำลัง
สำหรับชนชั้นสูงหรือขุนนางผู้มั่งคั่ง ก็ยังพอทอดถอนหายใจกับภัยพิบัติเช่นนี้ได้บ้าง แต่กับราษฎรผู้ยากไร้ กลับสูญสิ้นหนทางต่อกรกับฟ้าดิน ได้แต่ร้องไห้โอดครวญระบายความทุกข์ สุดท้ายแล้วจำต้องก้มหน้ากล้ำกลืนฝืนทนไป จนกว่าจะไม่อาจเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมาได้อีก
นึกภาพออกได้ไม่ยาก หลังจากวิกฤตตั๊กแตนนี้ผ่านไป หากไร้ซึ่งทางการคอยบรรเทาทุกข์ ก็คงมีแต่ผู้คนอดอยากล้มตายเกลื่อนกลาด และเสียงคร่ำครวญโทษฟ้าดินดังไม่ขาดสาย
ทางตอนเหนือของอำเภอจี๋เยี่ยนคือพื้นที่ประสบภัยรุนแรงที่สุด นักพรตเข้ามาทางทิศใต้ ผ่านตัวเมืองแล้วจึงมุ่งหน้าต่อไปทางเหนือ สู่สถานที่ดังกล่าว
เสียงกระดิ่งม้าดังกังวานเป็นจังหวะ
กระทั่งล่วงเข้าสู่ยามบ่าย แม่นางสามสีซุกตัวอยู่ในย่ามบนหลังม้า แกว่งไกวไปตามจังหวะก้าวเดิน คอยยื่นหัวเล็กๆ ออกมาสอดส่องมองไปข้างหน้า
พลันมีตั๊กแตนตัวหนึ่งบินผ่านมา
ฟึ่บ!
แมวสามสีสะบัดกรงเล็บว่องไวปานสายฟ้า จับตั๊กแตนตัวนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะหยิบขึ้นมาดูใกล้ๆ แล้วแหงนหน้ามองหานกนางแอ่น แต่ไม่เห็นเงา จึงปล่อยกรงเล็บให้แมลงตัวนั้นร่วงไป
แปะ…
แมลงตัวหนึ่งร่อนลงบนบ่านักพรตพอดี
ทันใดนั้นนกนางแอ่นพลันบินโฉบมาจากด้านหลัง ร่อนลงกลางอากาศอย่างสง่างามผ่านลาดไหล่ของนักพรตไป แมลงตัวนั้นก็หายวับไปทันที
แมวสามสีแหงนมองตามทิศทางที่นกนางแอ่นบินไป ดวงตาสีอำพันฉายเงาท้องฟ้ามัวหม่นคลุ้งด้วยฝุ่นผง ตั๊กแตนนับไม่ถ้วนบินว่อนปกคลุมทั่วท้องฟ้า ระยะใกล้ยังพอมองเห็นชัด แต่ไกลออกไปก็กลืนหายหมดสิ้น เพียงเห็นว่าท้องฟ้ามืดมัวลงไปอีกหลายส่วน
เสียงกระดิ่งม้าขาดหายไปชั่วขณะ
ท่ามกลางผืนนาเบื้องหน้า มีเงาร่างหลังค่อมกำลังใช้ผ้าขี้ริ้วเก่าๆ ในมือฟาดฟันแมลงไม่หยุด
ฟ้าดินหม่นมัวเพียงใด ชายผู้นั้นกลับดูไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้สักนิด
ดุจกำลังต่อสู้กับผืนฟ้าและแผ่นดิน
นักพรตหยุดยืนข้างทาง เหลียวมองครู่หนึ่ง แล้วหันหาช่องเล็กๆ ที่พอเดินเข้าไปได้ ก่อนจะเดินต่อไป โดยมีม้าแดงคอยก้าวตามหลัง
ฝูงตั๊กแตนในผืนนารวมตัวหนาแน่นราวกับพายุทราย บินว่อนเต็มท้องนภา เสียงกระพือปีกดังผสานกันเป็นเสียงเดียว
หึ่ง หึ่ง หึ่ง…
ชายชรายังคงใช้ผ้าฟาดไม่หยุด
เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นชัด ใช่ว่าเขาจะไม่เหน็ดเหนื่อย หากแต่มีเหงื่อโชกชุ่ม หอบหายใจเหนื่อยอ่อน แทบไม่มีแรงเปล่งเสียงออกมาแล้ว เพียงใช้แรงเฮือกสุดท้ายตวัดผ้าซ้ำไปซ้ำมา
ตวัดผ้าโดนหนี่งที ก็พอทำให้ฝูงแมลงร่วงลงมาบ้าง
แต่ตั๊กแตนเต็มฟากฟ้าเช่นนี้ จะมีผู้ใดที่กล้าต่อกรด้วยกายเนื้อและผ้าเพียงผืนเดียว
เสียง หึ่ง หึ่ง ดังระงมเคล้ากับเสียงฟาดตี ฟังแล้วช่างหนวกหู กระทั่งเสียงกระดิ่งม้าใกล้เข้ามา ชายชราจึงเพิ่งรู้ตัว เขาหยุดมือลงชั่วครู่ ใช้มือเท้าเอวพักเหนื่อย ก่อนจะหันมามองทั้งที่ยังหอบหายใจหนักหน่วง
เห็นชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมนักพรตเก่าๆ พร้อมม้าแดงตัวหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในทุ่งนานี้แทนที่จะเดินตรงไปตามถนนใหญ่
เมี่อมองดูดีๆ จึงเห็นห่อสัมภาระบนหลังม้า มีแมวสามสีคอยโผล่หัวออกมาจ้องตาเขม็ง นักพรตที่ยืนอยู่บนคันนาก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกันก็มีนกตัวหนึ่งบินลงมาเกาะหลังม้าแดง คงจะเป็นนกนางแอ่น นัยน์ตาเรียวเล็กนั่นก็กำลังจับจ้องมาที่เขาเช่นกัน
ภาพของคน ม้า แมว นก ท่ามกลางพายุตั๊กแตน ช่างดูแปลกพิกลนัก
ชายชราเห็นดังนั้นก็นิ่งงันไป
นักพรตหนุ่มจึงเอ่ยถามขึ้น “ผู้เฒ่า ฝูงตั๊กแตนบุกมามากมายเช่นนี้ ท่านจะตีไปถึงเมื่อใดกันหรือ”
ชายชรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยพลางส่ายหัวไปมา
“ก็ได้ผลอยู่หรอก…”
ชายชราว่าพลางถอนหายใจยาว
ซ่งโหยวได้ฟังก็พอเข้าใจโดยสังเขปแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงถามต่อ “ขอถามผู้เฒ่า ไม่ทราบว่าตั๊กแตนพวกนี้เริ่มบุกตั้งแต่เมื่อใด”
“พักหนึ่งแล้ว ตอนแรกมันอยู่ทางเหนือ พอกินพืชผลหมดก็บินมาทางนี้แทน”
“ได้ยินว่ามีปีศาจก่อกวน จริงหรือไม่”
“แมลงมากมายถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่ปีศาจก็คงเป็นเทพตั๊กแตนกระมัง จะเป็นสิ่งใดได้อีก”
“ปีก่อนๆ ก็เป็นเช่นนี้หรือ”
“มีทุกปีนั่นแล ปีแล้วปีเล่า ใครจะหลีกหนีเคราะห์กรรมได้บ้างเล่า ชาวนาอย่างพวกข้าอุตส่าห์ตรากตรำลำบากทั้งปี สุดท้ายก็ได้กินแต่เศษที่มันเหลือไว้” ชายชราถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถิด แต่ก่อนยังพอเหลือให้เก็บกินอยู่บ้าง ไฉนเลยจะเป็นเช่นปีนี้ มันกลายเป็นภัยพิบัติใหญ่หลวง เกินครึ่งคงคิดว่าถูกผีหลอกแล้วกระมัง…”
“เป็นเช่นนี้เอง”
ชายชรารู้สึกปวดหลังนัก จึงอาศัยเวลานี้พักผ่อนสักหน่อย ขณะเดียวกันก็เอ่ยถามพร้อมใช้มือเท้าเอวไว้ “คุณชายมาจากที่ใดกันหรือ”
“ข้ามาจากอี้โจว เพียงออกพเนจรท่องโลกหล้าเท่านั้น”
“แล้วจะไปที่ใดหรือ”
“เดิมทีตั้งใจจะไปฉางจิง แต่ได้ยินว่าที่นี่มีปีศาจอาละวาด จึงแวะเวียนมาดูสักหน่อย”
ชายชราได้ฟังก็รีบยิงคำถามต่อ “คุณชายมาปราบปีศาจหรือ”
“ข้าตั้งใจจะทำเช่นนั้น” ซ่งโหยวตอบอย่างตรงไปตรงมา “แต่ฝีมือของข้าย่อมมีขีดจำกัด อาจช่วยได้ไม่มากเท่าไร”
ชายชราพลันถอนหายใจ
“เฮ้อ ก่อนหน้านี้ก็มีคุณชายใช้ดาบมาคนหนึ่ง บอกว่าจะปราบปีศาจเหมือนกัน คนผู้นั้นโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก เพียงสะบัดดาบครั้งเดียว ลมแรงก็โหมมาทันที แมลงตกลงมาเป็นฝูงเชียวนะ แต่ตั๊กแตนบนฟ้านั้นเยอะเกินไป เขาทนเหน็ดเหนื่อยอยู่ทั้งวัน ฝูงแมลงก็ดูเหมือนจะน้อยลงบ้าง แต่แทบไม่ต่างอะไรจากตอนแรก ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”
ซ่งโหยวยังคงยืนอยู่บนคันนา พูดคุยกับชายชราอยู่อีกพักใหญ่ ถามไถ่ถึงพืชผลที่ปลูกในนา หว่านเมล็ดลงไปกี่ไร่ มีกี่ส่วนที่เก็บเกี่ยวได้ และกี่ส่วนที่สูญเสียไป ทว่ากลับได้รับคำตอบเป็นความเหน็ดเหนื่อยและความไร้หนทางของชาวนา
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ชาวนาล้วนลำบากที่สุด
มีผู้คนจำนวนมากลาจากทุ่งนาไปแสนนาน นานจนไม่เข้าใจความยากลำบากของชาวนา กล่าวว่านาข้าวนั้น ‘งอกเองตามธรรมชาติ’
ช่างน่าขันสิ้นดี
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าไปมา แล้วเอ่ยกับชายชราต่อ “ขอบคุณผู้เฒ่ามาก เช่นนั้นข้าจะช่วยท่านอีกแรง”
พูดจบก็สะบัดมือ ปล่อยพลังลมรุนแรง
ตั๊กแตนบนพื้นลอยขึ้นกลางอากาศ ตั๊กแตนบนฟ้าถูกลมโหมใส่ เมื่อตกลงสู่พื้นแล้ว ทุกตัวกลับหยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป
ซ่งโหยวประสานมือกล่าวอำลาแล้วเดินกลับไปบนถนนใหญ่
ตั๊กแตนเต็มท้องฟ้าบินว่อนสร้างความปั่นป่วน
พวกมันรวมฝูงกันแล้วเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำปนเหลือง ทยอยกันตื่นตัวและมารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ แน่นขนัดถึงขั้นเกิดเสียงยามชนเข้ากับนักพรตและม้าแดง
แรกๆ แมวสามสียังคอยยื่นหัวออกมาพ่นไฟปกป้องนักพรตและม้า แต่ตั๊กแตนมีมากเกินไป เมื่อเหน็ดเหนื่อยก็แทบไม่ช่วยอะไร อีกทั้งพบว่าต่อให้ตั๊กแตนเหล่านี้รวมตัวกันมากเท่าใด ก็แทบไม่เป็นภัยต่อนักพรตและม้า ได้แต่ก่อกวนเท่านั้น จึงเลิกพ่นไฟ หดหัวเข้าไปในย่าม พยายามปล่อยวางโดยยึดหลักว่า ‘ไม่เห็นก็ไม่รำคาญ’
“เฮ้อ…”
ครั้นเหม่อมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยตั๊กแตน แม้นักพรตก็ยังขมวดคิ้ว รู้สึกไร้ทางออก
กวงโจว เย่ว์โจว และเหยียนโจวเป็นพื้นที่ตั๊กแตนชุกชุม เคยได้ยินว่าที่นี่มีเทพตั๊กแตนองค์หนึ่งคอยปกปักรักษา แต่เป็นเพียงเทพประจำถิ่น มิใช่เทพบนสวรรค์ ได้ข่าวว่าเทพตั๊กแตนองค์นั้นมักก่อความวุ่นวายทุกปี ทำลายพืชผล แม้ทำไปเพียงเพราะต้องการเติมเต็มปากท้องตัวเอง ก็ยังใช้วิธีการนี้บังคับให้ผู้คนบูชา ทำให้คนในท้องที่ไม่กล้าจับตั๊กแตน ได้แต่ทนต่อไป
เทพตั๊กแตนยิ่งมีตำแหน่งใหญ่โตก็ยิ่งละโมบโลภมาก ภัยตั๊กแตนย่อมร้ายแรงขึ้นทุกปี
หลังจากนั้นก็สงบเป็นเวลาหลายปี ครั้งนี้คงเป็นภัยธรรมชาติแท้จริง ติดที่ว่าตั๊กแตนนั้นมีมากเกินไป
ซ่งโหยวขมวดคิ้วลง
ขณะนั้นนกนางแอ่นบนหลังม้าพลันเงยหน้าขึ้นจ้องตาเขา รวบรวมความกล้าเปล่งเสียงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ
“คุณชาย…”
“หืม”
“ข้า…อาจ…จัดการกับภัยตั๊กแตนได้…”
“เจ้ามีวิธีหรือ”
“ไม่กล้าเรียกว่าเป็นวิธีที่ดี แต่ แต่ว่านกนางแอ่นอย่างข้าต้องกินตั๊กแตนอยู่แล้ว อีกทั้งนกนางแอ่นแห่งอันชิงยังมีวิชาแปลงกายด้วย…”
ซ่งโหยวฟังแล้วก็นึกขึ้นได้ นกนางแอ่นแห่งอันชิงมีวิชาเช่นนั้นจริง
ครั้นอยู่ที่เย่ว์โจว นกนางแอ่นเคยประชันอาคมเล่นกับแมว ย่อมเคยแสดงวิชาแปลงกายมาแล้ว
แม้นกนางแอ่นจะมีวิชาสูงส่ง ยิ่งได้เดินทางร่วมกันก็ยิ่งพัฒนาไปไกล แต่การแปลงกายแยกร่างเป็นนกนางแอ่นหลายร้อยหลายพันตัวจะกำจัดตั๊กแตนทั้งหมดได้หรือ
ซ่งโหยวคิดไม่ตกไปครู่หนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธ “เจ้าไม่ต้องเครียด ค่อยๆ พูด ที่นี่มีตั๊กแตนบินว่อนไปไกล อย่างน้อยก็เป็นร้อยลี้ แม้ข้าเองยังจัดการได้ยาก หากเจ้าบรรเทาภัยพิบัตินี้ได้ ย่อมช่วยผู้คนมากมายได้ หากไม่ได้ก็ไม่เป็นไร กำจัดได้บ้างถือว่าดีแล้ว”
“ข้ารู้วิชาเพียงน้อยนิด ไม่อาจกำจัดตั๊กแตนทั้งหมด แต่ท่านบรรพบุรุษกลับฝึกวิชานี้จนช่ำชอง แปลงกายเป็นนกนางแอ่นหมื่นพันนับแสนตัว ขนข้าวทั้งยุ้งฉางกลับมาได้ภายในคราเดียว” นกนางแอ่นเว้นไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงดูจะอ่อนโยนลงบ้าง “ท่านบรรพบุรุษขึ้นสวรรค์ ทิ้งร่างและขนไว้ให้พวกข้า ข้าพร้อมเหล่าผู้อาวุโสที่ทำคุณประโยชน์คอยค้นหาและนำเมล็ดพันธุ์ชั้นดีกลับไปจะได้รับขนเยอะที่สุด ข้าได้ขนปลายปีกมาสามเส้น แต่ละเส้นจะทำให้ใช้วิชาของท่านบรรพบุรุษในคราวรุ่งเรืองที่สุดได้…”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
ซ่งโหยวพยักหน้าแสดงความเข้าใจ
นกนางแอ่นจ้องเขากลับ เมื่อรู้ว่าซ่งโหยวเข้าใจแล้ว จึงมั่นใจยิ่งขึ้น “ข้าใช้ขนทั้งสามเส้น กำจัดตั๊กแตนพวกนี้ได้แน่นอน…”
“ต้องขอบคุณเจ้าแทนผู้คนที่นี่แล้ว”
นกน้อยยังคงยืนบนหลังม้า หมุนหัวกลับไปเหมือนยามเกาศีรษะแต่งขน แล้วสลัดขนสามเส้นออกมาจากปีก
เหมือนดึงขนตนเองออกมา
นกนางแอ่นหาได้แสดงท่าทีอื่นใด เพียงคาบสามเส้นสยายปีกบินขึ้นสู่ผืนฟ้า
พรึ่บ…
ควันดำหนาระเบิดขึ้นกลางท้องนภา
ดำมืดราวน้ำหมึก แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นแสงสีฟ้าอ่อนและแสงเงางามดั่งโลหะ คล้ายขนดำบนหลังนก
จากนั้นจึงมีเสียงนกร้องดังขึ้นเป็นระยะ
ราวกับนกนับไม่ถ้วนส่งเสียงพร้อมกัน
นกน้อยนับไม่ถ้วนโผปีกโบยบินออกมาจากควัน บินกระจายไปไกล ลำพังเพียงเสียงกระพือปีกก็ดังกว่าเสียงตั๊กแตนแล้ว
มองดูจากใกล้ๆ ช่างคล้ายกลุ่มเมฆดำ กระทั่งฝูงนกบินกระจายตัวออกไปไกล กลุ่มเมฆนั้นจึงค่อยจางกลายเป็นจุดเล็กๆ กลางท้องฟ้า บางตัวบินไปไกลจนมองไม่เห็น บางส่วนบินต่ำ ล่องหนไปกับอากาศ คอยจับตั๊กแตน หรือโฉบลงพื้น
เสียงนกร้องและเสียงกระพือปีกดังกระหึ่มไปทั่วฟากฟ้า
เหตุการณ์นี้ดำเนินไปยาวนาน ไม่รู้ว่าปล่อยนกออกไปกี่ตัวกว่าจะสงบลง
ซ่งโหยวเงยหน้ามอง เสมือนตนได้ก้าวข้ามม่านกาลเวลา เห็นภาพเยี่ยนเซียนแห่งอันชิงใช้วิชาขนอาหารจากยุ้งฉางแดนไกลมาช่วยเหลือผู้คนในช่วงภัยพิบัติครั้งใหญ่
เจ้าแมวก็แหงนหน้าขึ้นมองด้วยความตะลึง
“เก่งจังเลย…”
ตามมาด้วยเสียงพึมพำใสแจ๋ว
……………