ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 320 สยบภัยตั๊กแตน
ลมของนักพรตพัดตั๊กแตนระลอกเก่าทั้งฝูงให้ล้มตายภายในคราเดียว แต่ก็ยังมีระลอกใหม่บินมาไม่ขาดสาย ชาวนาเฒ่าในทุ่งเหน็ดเหนื่อยจนแทบหอบหายใจ จึงจำเป็นต้องหยุดพักชั่วคราว คิดว่าจะรอตกกลางคืนก่อน แล้วค่อยจุดกองไฟไล่ตั๊กแตนตามที่ทางการสั่ง
ตั๊กแตนปีศาจพวกนี้ช่างน่ารำคาญเสียจริง
คงไม่ได้เป็นเพราะเทพตั๊กแตนฟื้นคืนชีพแล้วกระมัง
ชายชราพยุงตัวเดินออกจากทุ่ง ครั้นแหงนหน้าขึ้นมองฝูงตั๊กแตนบนฟ้า ก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้
ทันใดนั้นเขากลับได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแว่วมาจากที่ไกล
เมื่อเงยหน้ามอง ก็เห็นหมึกดำหยดมหึมาบนท้องฟ้า ค่อยๆ กระจายออกไปเป็นเงาดำมากมาย โผบินไปทั่วท้องฟ้า เงาดำบางส่วนโฉบผ่านเหนือศีรษะ เสียงลมพัดและเสียงนกร้องแว่วผ่านหูไป ยามผสานกันช่างฟังดูคล้ายเสียงน้ำไหล
ภาพตรงหน้าทำให้เขาตื่นตะลึงยิงนัก
นกบางตัวบินต่ำลงมา ชายชราจึงตั้งท่ามั่น รวบรวมความกล้าโน้มตัวเข้าไปดูใกล้ๆ จึงเห็นว่าเป็นนกนางแอ่น
ขนดำขาวเรียงสวยดูมีชีวิตชีวา
เมื่อเงยหน้ามองฟ้าอีกครั้งกลับเห็นเพียงเงาดำส่งเสียงร้องใสไม่หยุดหย่อน ทำเอาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าทั้งหมดเป็นนกนางแอ่น
มีหลายพื้นที่เชื่อว่าภัยตั๊กแตนเป็นภัยธรรมชาติ แม้ไม่ใช่ทัณฑ์สวรรค์ ก็เป็นพลังจากสิ่งลี้ลับบางอย่าง เช่น เทพตั๊กแตนหรือปีศาจ โดยธรรมชาติแล้วตั๊กแตนนั้นเชื่องช้า ไม่น่าจะก้าวราว ตื่นตัว และมีรูปร่างผิดแผกไปเช่นนี้
ยิ่งกว่านั้นตั๊กแตนยังมีความเกี่ยวข้องกับราชสำนัก ทำให้ผู้คนต้องเคารพยำเกรง
ดังนั้นแม้ประสบวิกฤตตั๊กแตน ก็ไม่กล้ากำจัดมันไปโดยง่าย
โชคดีที่เจ้าเมืองเก่ามีความกล้าหาญ เป็นผู้นำร่องกำจัดตั๊กแตน และลบล้างความเกรงกลัวตั๊กแตนในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงได้ ส่วนขุนนางรุ่นต่อมา แม้ไม่เก่งกาจเท่าเขาก็ยังคงดำเนินแนวทางนี้ พยายามกำจัดตั๊กแตนต่อไป
มีขุนนางและทหารจำนวนมากประจำการอยู่ในจุดที่ตั๊กแตนหนาแน่น คอยกำจัดตั๊กแตนโดยอิงตามตำราโบราณเช่น ‘เคล็ดลับจับตั๊กแตน’ ‘ศึกษาตั๊กแตน’ หรือ ‘รวมเคล็ดลับจับตั๊กแตน’ ทั้งใช้แผ่นโลหะ ใช้ตาข่ายดัก หรือใส่ถุงจับ นำไปเผาและฝังทันที
นี่คือการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับเทพและธรรมชาติ
ยามนี้ขุนนางท้องถิ่นต่างออกมามาประจำแนวหน้า ย่อมไม่อาจละเลย
นอกจากเสียงตั๊กแตนในหูแล้ว ยังมีเสียงตะโกนสั่งการของผู้คนรอบๆ ดังขึ้นมาด้วย
ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นพลันมีเสียงลมพัดแทรกมาด้วย
พรึ่บ…
เสมือนเสียงร้องกลางพงไพรในยามสารทฤดูหรือคิมหันต์ ฝูงนกพากันโผบินสู่อากาศ คล้ายฝูงนกพิราบในเมืองบินรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ แต่เสียงนี้ดังและทุ้มยิ่งกว่าที่กล่าวมาเสียอีก
ครั้นเงยหน้ามองกลับเห็นเมฆดำบนท้องฟ้าเคลื่อนตัวเข้ามา เมื่อมองใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นฝูงนก รวมตัวกันแน่นขนัดเสมือนธาราบนผืนฟ้า
ฝูงนกบินผ่านไป ทั้งร่อนตัวลงต่ำ บินโฉบไปมาอย่างคล่องแคล่ว หรือบินลงไปจับตั๊กแตนตามพื้น
ขุนนางท้องถิ่นถึงกับอึ้งงันไป
คนอื่นๆ ก็เช่นกัน
ทั้งหมดเป็นนกจริงหรือ
นกมากมายถึงเพียงนี้บินมาจากที่ใดกัน
ตั๊กแตนกลายพันธุ์แล้ว ไม่ว่านกชนิดใดล้วนไม่อยากกิน แล้วนกพวกนี้บินมาเพื่ออะไรกัน
ทันใดนั้นก็มีนกตัวหนึ่งบินเข้ามาใกล้ ก้มลงจิกตั๊กแตนตัวหนึ่งตาย แต่ไม่กิน จากนั้นก็เดินไปอีกสองก้าวแล้วจิกตัวอื่นต่อ
ทุกคนจึงเห็นว่าเป็นนกนางแอ่น
“นี่มัน…”
“อย่าขยับเชียว!”
“อย่าไปจับมัน!”
ผู้คนร้องตะโกนด้วยความตกใจ
เมื่อเงยหน้ามองฟ้าก็พากันเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ นับเป็นปาฏิหาริย์จริงๆ
เหมือนคราวประสบภัยแล้งเมื่อหลายปีก่อน ผู้คนอดอยากมากมาย แต่กลับมีนกนางแอ่นสยายปีกบินเต็มฟ้า บดบังแสงตะวันและเมฆหนา คาบเอาเมล็ดข้าวมาแจกผู้ค่าย ทั้งยังเคยได้ยินมาว่า ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ มีนกนางแอ่นบินไปต่างแดน คัดสรรพืชผลคุณภาพดีแล้วนำกลับมา ช่วยเหลือผู้คนทั้งใต้หล้า จนถูกยกย่องเป็น ‘เซียนนกนางแอ่น’
ไม่รู้ว่าครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรก็นับเป็นเรื่องพิศวง
ตั๊กแตนรวมตัวกัน ไม่เพียงเปลี่ยนรูปร่าง แต่ยังมีพิษ นกทั่วไปจึงไม่ค่อยกิน แต่สำหรับนกนางแอ่นซึ่งเป็นร่างจำแลง จะฆ่าตั๊กแตนโดยไม่กิน
ว่ากันว่าเยี่ยนเซียนแห่งอันชิงแปลงกายเป็นนกนางแอ่น ขนเสบียงทั้งยุ้งฉางหลวงกลับมาได้ภายในคราเดียว หากคราวนี้มาเพื่อปราบตั๊กแตนจะใช้เวลาสักเท่าใดกัน
เรื่องนี้ซ่งโหยวไม่อาจล่วงรู้ แต่เมื่อแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ใสสะอาดขึ้นหลังจากฝูงนกบินผ่านไป ก็รู้ได้ทันทีว่าตั๊กแตนถูกกำจัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด นกนางแอ่นจึงบินกลับมาเกาะหลังม้า ดูท่าจะเหน็ดเหนื่อยเอามาก
“แท้จริงแล้วนกนางแอ่นแห่งอันชิงช่างน่าเกรงขามถึงเพียงนี้”
นักพรตละสายตากลับมาส่งยิ้มให้นกน้อย
ซ่งโหยวรู้จักกับเยี่ยนเซียนมาราวห้าหกปีได้แล้ว ย่อมรู้ว่าเยี่ยนเซียนผู้นี้มีวิชาสูงส่ง แต่เพิ่งมีโอกาสเห็นท่วงท่าอันสง่างามเปี่ยมราศีก็ตอนนี้
“ข้ากำหนดทิศทางบินไว้แล้ว พวกมันจะกำจัดตั๊กแตนจนกว่าพลังวิญญาณจะหมดลง จึงจะหยุดและสลายตัวไป แม้ตั๊กแตนจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกหลายเท่า ย่อมถูกกำจัดจนสิ้นซาก”
“ขจัดภัยครั้งนี้ได้ ไม่รู้ว่าช่วยเหลือผู้คนได้ตั้งเท่าไร คุณูปการล้นหลามยิ่งนัก”
“ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นคุณูปการหรอก นกนางแอ่นแห่งอันชิงเช่นข้านั้นคงอยู่สืบต่อมาได้เพราะปวงประชา เช่นนั้นข้าจึงขอยึดเอาท่านเป็นแบบอย่าง คอยช่วยเหลือผู้คนเท่าที่ตนจะทำได้ก็เท่านั้น” นกนางแอ่นตอบเสียงอ่อน
“ดีมาก”
นักพรตยกยิ้ม พลางหันไปมองภูเขาที่อยู่ไกลออกไป เห็นหินก้อนใหญ่ตั้งอยู่ตรงเชิงเขา
“ถือเป็นคุณูปการของเจ้าเช่นกัน เป็นวิชาล้ำค่าจากเยี่ยนเซียน ไม่ว่าผู้บรรเทาทุกข์โศกแก่ผู้คนจะเป็นเจ้าหรือเยี่ยนเซียน ย่อมสมควรแก่การถูกจารึกชื่อไว้” นักพรตเว้นไปเล็กน้อย “แม้เจ้าจะไม่ต้องการ แต่บัดนี้เยี่ยนเซียนเพิ่งถูกแต่งตั้งเป็นเทพ ย่อมต้องการแรงศรัทธาจากแดนปุถุชน โชคดีที่มีวิชาของเยี่ยนเซียนช่วยปัดเป่าวิกฤตครั้งนี้ ควรจารึกชื่อไว้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม”
นกนางแอ่นได้แต่อ้าปากไม่ยอมเอ่ยสิ่งใด
“ไปกันเถิด…”
ไม่นานนักนักพรตก็จากไป
ไม่รู้ว่าหินก้อนใหญ่ตรงเชิงเขาถูกย้ายมาวางไว้ริมทางตั้งแต่เมื่อใด บนนั้นจารึกข้อความไว้เพียงสั้นๆ
‘นกนางแอ่นแห่งอันชิงกำจัดภัยครั้งนี้’
ไม่ได้ระบุว่าเป็นนกตัวใดหรือเยี่ยนเซียน
นักพรตเพียงหันหลัง พาม้าขนแดงเดินออกไปจากที่นี่อย่างไม่รีบร้อน
ตลอดทางยังเห็นคนกำจัดตั๊กแตน หรือชาวบ้านที่กำลังเจ็บปวดเพราะพืชผลถูกทำลาย แต่บัดนี้คนส่วนใหญ่กลับแหงนหน้าขึ้นมองฝูงนกนางแอ่นต่อสู้กับตั๊กแตนเต็มท้องฟ้า
แม้จะพืชผลเสียหายไปมาก บางคนต้องพลัดถิ่น แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องให้ทางการเข้ามาช่วยเหลือ
นักพรตเพียงทิ้งก้อนหินไว้เป็นอนุสรณ์ ประการแรกคือ เพื่อให้คนระลึกถึงผู้ช่วยเหลือ ประการสอง เพื่ออุทิศแรงศรัทธาให้เยี่ยนเซียน ซึ่งเพิ่งขึ้นเป็นเทพได้ไม่นาน ช่วยให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอย่างมั่นคง เผื่อในอนาคตจะมีโอกาสต้องขอความช่วยเหลือจากเขา และประการที่สาม เพื่อให้ผู้คนรับรู้ว่าเป็นฝีมือของเทพ เมื่อเทพสนใจเรื่องภัยพิบัติ ทางการก็อาจจะตั้งใจช่วยเหลือมากขึ้น
ครั้งนี้ซ่งโหยวมาเยือนที่นี่เพื่อกำจัดภัย และหวังว่าจะได้พบสหายเก่าอีกครา
เมื่อภัยตั๊กแตนสงบลงแล้ว ก็ได้เวลามุ่งหน้าออกตามหาสหาย
ชาวนาเฒ่าเล่าว่ามีมือกระบี่มากำจัดปีศาจ อาจเป็นมือกระบี่ที่นักพรตรู้จัก หรืออาจไม่ใช่ หากใช่ มือกระบี่ผู้นั้นคงตระหนักว่าที่นี่ไม่มีปีศาจ หรือไม่อาจจัดการภัยตั๊กแตนได้ จึงไปที่อื่น อาจไปปราบปีศาจเสือที่อำเภอจินเหอ หรือคิดหาวิธีอื่นอยู่ก็เป็นได้
นักพรตคิดจะมุ่งหน้าต่อไปยังอำเภอจินเหอ เสียงกระดิ่งม้าดังขึ้นต่อเนื่อง
นกนางแอ่นยืนพักเหนื่อยบนหลังม้า ไม่ได้เว้นระยะจากแมวในถุงมากนัก และไม่ระแวดระวังเกินไป
ดูเหมือนว่าเจ้าแมวจะไม่ค่อยเข้าใจความทุกข์ของชาวบ้าน เสมือนครั้นยังอยู่ที่อำเภอหลานมั่ว เคยเห็นหนูทำลายพืชผล นางสนใจเพียงการจับหนู แต่กลับไม่เข้าใจและไม่ใส่ใจถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน ตอนนี้ก็เพียงซุกตัวอยู่ในถุงแล้วยื่นคอออกมาพูดคุยกับนก
“นี่เจ้านก เจ้าชอบที่นี่ไหม”
“ทำไมข้าต้องชอบด้วย”
“ที่นี่มีตั๊กแตนเยอะจะตาย ชีวิตนี้เจ้าก็กินไม่หมดหรอก”
“แต่ละมื้อข้ากินแค่ไม่กี่ตัว” นกนางแอ่นตอบเสียงอ่อนแรง
“ไม่เห็นยากเลย” เจ้าแมวปั้นหน้าจริงจัง “เจ้าก็ใช้เกลือทำตั๊กแตนดองสิ ใส่ไว้ในถุง กินได้นานเชียว”
“เอ่อ…”
“ไม่เคยทำหรือ”
“ไม่เคย…”
“ทำเป็นไหม”
“ไม่เป็น”
“เจ้านี่ไม่ฉลาดเลย”
“…”
แมวย่อมไม่รับรู้เรื่องราวและความทุกข์โศกบนโลกมนุษย์
แต่ถึงอย่างไร นางก็เป็นแมว รับรู้เพียงความทุกข์ของแมวก็พอแล้ว ไฉนเลยจะต้องสนใจความเป็นไปของมนุษย์ นางเคยผ่านพ้นความทุกข์ยามเป็นแมวมาจนชินชาแล้ว ไฉนเลยจะต้องเศร้าตามมนุษย์ด้วย ความบริสุทธิ์ไร้กังวลเช่นนี้หายากยิ่งนัก ไฉนเลยจะต้องเอาความทุกข์นั้นมาใส่หัว
ระหว่างที่เดินเจ้าแมวก็สอนนกทำตั๊กแตนดองไปด้วย นกน้อยได้แต่เบิกตากว้าง ไม่กล้าตอบโต้อะไร
นักพรตเดินนำหน้า คอยฟังบทสนทนา ครั้นเห็นความโศกศัลย์ระหว่างทาง ใจก็พลันเบาลงเล็กน้อย
อันที่จริงล้วนเป็นเช่นนี้
ไม่ใช่ว่านักพรตลอยตัวเหนือปุถุชน ไม่รับรู้เรื่องราว แต่เพราะมีเจ้าแมวเป็นยารักษาใจอยู่ข้างกาย
ย่อมได้ประจักษ์กับความงดงามของโลกใบนี้ แต่ไม่อาจยึดติดกับมัน ความทุกข์บนโลกล้วนเกิดขึ้นจริง แต่ไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับมัน ผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่หลงใหลจากภายนอก ย่อมไม่ถูกผูกมัด ชีวิตมนุษย์นั้นดำรงอยู่ไม่เกินร้อยปี ไม่ว่านักพรตแห่งอารามฝูหลงจะพเนจรท่องหล้าไปนานเพียงใด สุดท้ายก็ต้องหวนคืนสู่ภูเขาหยินหยาง
หากถามใจขณะนี้ นักพรตเพียงหวังว่าจะได้พบมือกระบี่ผู้เป็นสหายเก่าอีกคราเท่านั้น
……………