ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 321 มุ่งสู่หุบเขาพยัคฆ์
อำเภอจินเหอขึ้นชื่อว่าเป็นถิ่นเสือชุกชุมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แท้จริงแล้วล้วนป็นผลพวงจากสงคราม
สงครามผ่านพ้นไป ผู้คนมากมายล้มตาย คนน้อยลง พงหญ้าขึ้นรกรุงรัง สัตว์ร้ายทั้งหลายที่เคยถูกขับไล่ไป ต่างหวนกลับมาอีกครา ภูตผีปีศาจก็พลอยเยอะขึ้นไปด้วย
ทว่าหลังแผ่นดินต้าเยี่ยนกลับคืนสู่ความสงบ มีหลายแห่งในแคว้นกวงโจวที่ปราบสัตว์ร้ายไปได้หมด เหลือเพียงอำเภอจินเหออันอุดมด้วยภูเขาสูงเท่านั้น จึงกวาดล้างไม่หมดไม่สิ้นเสียที
ยามวิกฤตที่สุดถึงกับมีคำเล่าลือว่า สัตว์ร้ายออกล่าเป็นฝูง เดินท่องไปทั่วตัวอำเภอทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีผู้ใดกล้าขับไล่ พวกมันช่างอาจหาญเสียจนเลิกหากินเพียงลำพัง ต้องรวมฝูงออกท่องไปตามถนน ไม่เกรงกลัวมนุษย์ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่ แต่ถึงกระนั้นการมีเสืออาศัยอยู่ก็เลวร้ายเกินพอแล้ว อย่างน้อยคงมีไม่กี่ตัวที่กล้าบุกเข้ามาในเขตชุมชน
ต่อมาเสือนั้นได้กลายเป็นภูต ได้รับสมญานามว่า ‘จ้าวแห่งพงไพร’ ไม่ต้องลงมาล่ามนุษย์เอง แต่สั่งบริวารเสือให้จับคนส่งขึ้นไปให้กิน
ทางการเคยเข้าไปปราบหลายครั้ง แต่กลับไม่อาจทำอันใดได้
ซ่งโหยวเข้าใกล้อำเภอจินเหอมากขึ้นเรื่อยๆ กำแพงเมืองเริ่มปรากฏสู่สายตา
เจ้าแมวยังคงเดินนำหน้า แต่กลับหยุดลงข้างทาง ยืดคอชะโงกมองลึกเข้าไปในพงหญ้า ดวงตาฉายแววประหลาดใจปนรังเกียจ ทั้งยืนนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง
ซ่งโหยวและม้าแดงเดินผ่านนางไป พลันหันไปมองสิ่งที่อยู่ข้างทาง พบว่าเป็นมูลสัตว์ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
ทั้งคนทั้งม้ายังคงเดินต่อไป
ส่วนแมวน้อยก็ย่นจมูก ละสายตากลับมา แล้วแหงนขึ้นมองท้องฟ้า เห็นว่าเจ้านกสอดส่องไม่ได้ส่งสัญญาณเตือน ก็คงมิใช่เรื่องใหญ่ จึงเบาใจลงได้บ้าง แล้วรีบหันหลังกลับวิ่งตามไป
แม้ในใจจะสงบลงแล้ว แต่นางย่อมเข้าใจเหตุผลที่ต้องคอยระวังภัยตลอดเวลา จึงวิ่งเหยาะๆ ตามม้าคอยมองซ้ายแลขวา ครั้นเห็นว่ารอบกายไร้ผู้คน วิ่งไปได้ครู่หนึ่ง ก็ออกแรงดีดตัวพุ่งขึ้นกลางอากาศ กางขาทั้งสี่ข้างออก เผยท่วงท่าอันสง่างาม ควันดำฟุ้งตลบ ครั้นร่างนางตกถึงพื้น ก็กลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสี
นางโบกมือไปทางหลังม้า
เพียงเท่านี้ก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก
กระทั่งเดินมาถึงหน้าประตูเมือง ทหารยามคอยยืนรักษาการณ์อยู่ด้านหน้า สองคนเบื้องหน้าดูเป็นทหารมากประสบการณ์ ส่วนเบื้องหลังล้วนเป็นชายฉกรรจ์สวมเกราะถือหอกยาวท่าทางขึงขัง
ทันทีที่ซ่งโหยวก้าวเข้ามาก็ตกเป็นเป้าสายตาของพวกเขา
บัดนี้เขาเดินทางมาครึ่งแผ่นดินแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่มีการตรวจค้นเข้มงวด โดยเฉพาะทางเหนือที่ยังวุ่นวาย ทั้งต้องป้องกันโจรและสืบหาภูตผี ซ่งโหยวย่อมเข้าใจดี จึงควานหาใบผ่านทางในอกเสื้อ แล้วยื่นให้นายทหารไป
“ข้าคือนักพรตพเนจรจากแคว้นอี้โจว โปรดให้ข้าผ่านทางไปเถิด”
“นักพรตพเนจรหรือ…”
ทหารชราผู้หนึ่งรับใบผ่านทางมาตรวจ พลันเหลือบไปเห็นเด็กหญิงและม้าแดงด้านหลัง
โลกนี้มีผู้วิเศษมากมาย วิธีแยกแยะภูตผีก็มิได้อาศัยเพียงอาคม หากแต่อาศัยประสบการณ์ด้วย มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าม้าแดงตัวนี้ไม่ใช่ม้าทั่วไป ส่วนเด็กหญิงก็งดงามเกินบรรยาย ผู้มีประสบการณ์ย่อมสังเกตเห็นความผิดแผกนี้
แต่เพราะเห็นซ่งโหยวสวมชุดนักพรตและมีใบผ่านทาง ทหารชราจึงเริ่มลังเล
“นี่ท่าน…”
ซ่งโหยวประสานมือคารวะ
“นี่คือศิษย์น้อยของข้า นามว่าแม่นางสามสี นางออกพเนจรกับข้ามาได้หกปีแล้ว”
“ศิษย์น้อยหรือ…”
“ใช่แล้ว”
“ไม่ทราบว่า… ศิษย์ของท่าน…”
“นางไม่ใช่มนุษย์ แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องชั่วช้า”
เหล่าทหารด้านหลังพลันตึงเครียดขึ้นมาทันใด
ทหารชราขมวดคิ้วแน่น โดยทั่วไปหากพบภูตผีแฝงตัวเข้ามาเมือง ต้องถูกกำจัดทันที แต่ครานี้อีกฝ่ายมีทั้งใบผ่านทาง ซ้ำยังดูเป็นผู้มากวิชา จะรับภูตมาเป็นศิษย์ก็หาใช่เรื่องแปลก เช่นนั้นย่อมไม่กล้าลงมือ แต่จะปล่อยเข้าไปก็ลำบากใจนัก
“ท่านหลี่ พบสิ่งผิดปกติหรือไม่ เหตุใดจึงมีท่าทีเช่นนั้นเล่า” เพื่อนทหารเอ่ยถาม
เหล่าทหารด้านหลังต่างพากันตื่นตระหนกตามกันไป
แต่ถึงกระนั้นทหารชราแซ่หลี่กลับไม่สนใจคำถามนั้นเลยแม้สักนิด เพียงจ้องมองซ่งโหยวแล้วประสานมือคารวะ “ไม่ทราบว่าแม่นางน้อยเป็นแมวสามสีแปลงกายมาหรือไม่”
ทหารอีกนายพลันชะงัก ราวกับเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก
ซ่งโหยวคารวะตอบ
“ใช่แล้ว”
“คุณชายคือ…คือคุณชายซ่งจากเหอโจวใช่หรือไม่…”
นายทหารทั้งหมดต่างนิ่งงันไปทันทีที่ถ้อยคำนี้ถูกเอ่ยออกมา
ซ่งโหยวเพียงตอบเสียงเรียบ
“ใช่แล้ว ข้ามาจากทางนั้น”
ทหารยามล้วนตาเบิกกว้าง
“โอ้! เป็นท่านเซียนนี่เอง! หากท่านมาที่นี่ ปีศาจเสือในอำเภอจินเหอต้องถูกกำจัดจนสิ้นซากแน่!”
“ท่านเซียนโปรดยกโทษ ที่พวกข้าบังอาจนัก ก็เพราะบัดนี้ปีศาจเสือออกอาละวาดในอำเภอจินเหอ บนภูเขายังมีจ้าวแห่งพงไพร มีปีศาจเสือใต้บังคับบัญชามากมาย พวกข้าจึงต้องคุมเข้ม หากเสือไม่ได้กินคนนอกเมือง ก็มักจำแลงเป็นคนบ้าง หรือส่งภูตผีรับใช้แฝงตัวเข้ามาในเมือง คอยจับคนไปกิน พวกข้าเคยเจอทั้งพ่อค้า นักพรต พระสงฆ์ หรือแม้แต่ขุนนางที่ผ่านทางมาก็ไม่เว้น…”
“มิกล้า มิกล้า ข้าหาได้ควรถูกยกย่องเป็นเซียน” ซ่งโหยวได้แต่ตอบไปเช่นนั้น “ข้าได้ยินมาว่าที่นี่มีเสือร้ายอาละวาด จึงตั้งใจมาดูถึงที่”
“ท่านเซียนมาเยือนเช่นนี้ พวกเราย่อมมีหนทางรอด!”
“แต่ข้ายังมีเรื่องอยากขอคำชี้แนะจากท่านทั้งหลาย”
“เรียกว่าชี้แนะไม่ได้หรอก ท่านถามมาเถิด!”
“ตลอดเวลาที่พวกท่านรักษาการณ์อยู่ที่นี่ เคยพบเห็นมือกระบี่ผู้หนึ่งหรือไม่ ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ผิวคล้ำแดด ถือกระบี่ฝักดำ ขี่ม้าขนดำ มาเยือนที่นี่เพื่อปราบปีศาจเสือเช่นกัน”
“คนผู้นั้นมาเยือนที่นี่จริงๆ” ทหารชราแซ่หลี่ก้าวออกมา “เสือร้ายก่อความวุ่นวายในอำเภอ ทางการจึงสั่งปิดประตูเมืองทั้งหมด เหลือเพียงประตูแห่งนี้ ครานั้นมือกระบี่ที่ท่านว่าก็เข้ามาทางนี้เช่นกัน ทั้งยังเล่าว่าเมื่อปีก่อนนี้ปราบปีศาจในกวงโจวมามากมาย จึงมาถามรายละเอียดเรื่องปีศาจเสือจากพวกข้า”
“แล้วอย่างไรต่อ”
“จากนั้นเขาก็ออกตามหาปีศาจเสือตนนั้น” ทหารชรากล่าว “แล้วก็หายไป ไม่กลับมาอีก”
“ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าเขาเจอปีศาจเสือหรือไม่ ปีศาจร้ายพวกนั้นใช่ว่าจะรับมือได้ง่ายเสียหน่อย ไม่รู้ว่าเขา เฮ้อ…” ทหารชราอีกคนเอ่ย พลางทอดถอนหายใจแทนมือกระบี่หนุ่มผู้นั้น
ขณะนั้นทหารหนุ่มพร้อมหอกข้างหลังกลับอดใจไม่ไหว
“ก็เพราะมีเสืออาละวาด หลายปีมานี้จึงไม่ค่อยมีคนนอกมาเยือน ข้าเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงมือกระบี่ผู้นั้นมาเช่นกัน ได้ยินว่าเขาเคยขึ้นเขาจูเป้ยไปตามหาปีศาจเสือ ดูเหมือนว่าจะกลับลงมาแล้ว”
ซ่งโหยวพลันเหลียวมองตาม
ทหารหนุ่มค้อมตัวตอบอย่างเก้อเขิน “ข้าแค่ได้ยินมาเท่านั้น เป็นเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อน ลือกันว่ามีคนเห็นมือกระบี่ผู้นั้นกลับลงมาจากเขา แต่ร่างกายบอบช้ำนัก ม้าก็พลอยบาดเจ็บไปด้วย เห็นว่ามุ่งหน้าไปทางตะวันออก ดูท่าคงเสียทีให้พวกเสือเข้าแล้ว”
“เช่นนั้นเอง”
“เป็นเพียงคำเล่าลือเท่านั้น”
“ไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมาก” ซ่งโหยวยิ้มตอบ “ท่านว่าปีศาจเสืออาศัยอยู่บนเขาจูเป้ยใช่หรือไม่”
“ถูกแล้วท่านเซียน รอบอำเภอมีแต่ขุนเขาเสือชุกชุม แต่เขาหลังหมูนั้นสูงที่สุด มีป่าลึกที่สุด ว่ากันว่าเป็นที่ซ่อนตัวของปีศาจเสือ”
“ไปอย่างไรหรือ”
“ท่านเดินอ้อมตังอำเภอไปทางประตูทิศใต้ เดินต่อไปราวสี่ถึงห้าสิบลี้ ภูเขาสูงใหญ่รูปร่างคล้ายหลังหมูก็คือภูเขาจูเป้ยนั่นแล”
“ขอบคุณท่านมาก”
“มิกล้า มิกล้า นับเป็นเกียรติของข้า”
“ท่านเซียนจะเข้าไปพักผ่อนในเมืองหรือไม่ พวกข้าจะได้ไปรายงานเจ้ากรม เพื่อจัดการต้อนรับให้สมเกียรติ” ทหารชราเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
ซ่งโหยวกลับส่ายศีรษะไปมาอย่างยิ้มๆ “ข้าไม่ใช่เซียนหรอก เป็นเพียงนักพรตทั่วไป มาเยือนที่นี่เพื่อปราบปีศาจเสือเท่านั้น บัดนี้เมื่อได้ทราบสิ่งที่อยากรู้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเมือง และยิ่งไม่อยากรบกวนท่านเจ้ากรม” ว่าแล้วเขาก็ประสานมือขึ้นคารวะ “ข้าขอลาไปก่อน”
เหล่าทหารยามต่างพร้อมใจกันคารวะ ทว่าเมื่อลุกขึ้นก็เอาแต่มองหน้ากันไปมา
นักพรตผู้นั้นเพียงหมุนตัวเดินจากไป โดยมีม้าแดงเดินตามไปเงียบๆ และเด็กหญิงตัวน้อยที่คอยหันกลับมามองเป็นระยะ ดวงตาของนางใสบริสุทธิ์ รูปโฉมงดงามน่าเอ็นดู ดูไม่เหมือนสามัญชนทั่วไป
ท่วงท่าองอาจแต่สงบนิ่งของนักพรตช่างไม่ต่างจากคำเล่าลือเลยแม้แต่น้อย
เหล่าทหารจึงเริ่มซุบซิบกันเบาๆ
บ้างก็เอ่ยถึง ‘ท่านเซียนซ่ง’ บ้างก็เอ่ยถึงปีศาจเสือ สุดท้ายพูดไปพูดมาก็มาจบที่เรื่องมือกระบี่คนนั้น
พวกเขาถามไถ่ทหารหนุ่มว่าที่กล่าวไปนั้นเป็นเท็จหรือไม่ แน่นอนว่าทหารหนุ่มย่อมไม่กล้า จึงตอบไปตามตรง จากนั้นทุกคนก็รื้อฟื้นเรื่องมือกระบี่ผู้นั้นขึ้นมาใหม่ แม้เพียงได้พบกันเพียงครั้งเดียว แต่กลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความเป็นยอดวีรบุรุษ
บางคนว่านักปราบปีศาจและนายพรานผู้กล้าหลายคนต่างสิ้นชีพบนเขานั้น มือกระบี่หนุ่มผู้นั้นคงมีชะตากรรมไม่ต่าง แต่ก็มีคนค้านว่า มือกระบี่ผู้นั้นดูเป็นยอดฝีมือ น้ำเสียงยามมาสอบถามที่ประตูเมืองฟังดูหนักแน่นมั่นคง กล่าวว่า ‘ข้าไปถึงที่นั่นเมื่อไร ปีศาจเสือย่อมถูกกำจัดเป็นแน่’ ฟังแล้วไม่เหมือนคำโกหก อีกทั้งยังดูเหมือนจะรู้จักกับเซียนผู้นี้ด้วย ครั้นขึ้นเขาไป แม้จะบาดเจ็บกลับมา แต่ก็ยังมีชีวิตอยู่ บางทีปีศาจเสืออาจถูกสังหารไปแล้ว หรืออย่างน้อยก็ต้องอยู่ในสภาพสาหัสเป็นแน่ มีคนว่า เสือธรรมดานั้นหาใช่คู่มือของชาวยุทธ์ ทว่าเสือตนฝึกตบะมา มือกระบี่จะรับมือเพียงลำพังได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นยังสั่งการบรรดาเสือร้ายได้ด้วย เป็นไปได้ว่า มือกระบี่ผู้นั้นอาจไม่ได้พบปีศาจเสือเลย เพียงแต่เผชิญกับฝูงเสือร้าย ต่อสู้จนบาดเจ็บแล้วลงเขามา อีกฝ่ายก็ว่า บางทีจอมยุทธ์ที่ขี่ม้าลงจากเขาอาจไม่ใช่มือกระบี่แซ่ซูผู้นั้นด้วยซ้ำ แค่มองผิดไปเท่านั้น
ถกเถียงกันไปมากระทั่งเวลาล่วงเลยสู่ช่วงบ่าย
ฝ่ายซ่งโหยวเมื่อแยกตัวออกจากประตูเมือง ก็มุ่งหน้าไปตามที่ทหารยามบอก อ้อมไปทางประตูทิศใต้ เดินไปตามทางดิน ใช้เวลาเกือบครึ่งวัน กว่าจะเห็นภูเขาลูกใหญ่อันอุดมด้วยป่าไม้ สันเขานูนสูงประหนึ่งแผ่นหลังหมูตามชื่อ