ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 322 ขอแม่นางสามสีจงปกป้องพวกข้า
ภูผาสูงตระหง่าน ป่ารกชัฏเขียวชอุ่มสุดสายตา
นักพรตแหงนหน้ามอง เห็นเพียงทิวเขาป่าไม้หนาทึบ
ภูเขาลักษณะเช่นนี้ อย่าว่าแต่จะมีปีศาจเสือซุกซ่อนอยู่เลย แม้ไม่มีข่าวลือเรื่องสัตว์ร้าย คนธรรมดาย่อมไม่กล้าเหยียบย่างขึ้นไป
คนต่างถิ่นอย่างซ่งโหยวไม่รู้ว่าที่นี่มีทางขึ้นหรือไม่ อย่าว่าแต่เส้นทางขึ้นเขาเลย แม้แต่จะเดินขึ้นเขาจากถนนหลวงตามแนวไหล่เขา ก็ยังต้องปีนข้ามเนินดินสูงเกินครึ่งตัวคนเสียก่อน
ทว่านักพรตกลับแลเห็นร่องรอยย่ำบนเนินดินนั้น คนและม้าหยุดยืนข้างถนน ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยยืนชะโงกหน้ามองออกไปไกลโพ้น ขณะเดียวกันนักพรตก็ก้มหน้าพินิจร่องรอยต่อไป
ถนนหลวงนี้ตัดผ่านภูเขา ด้านซ้ายเป็นเชิงเขาและเนินดิน แต่ตรงนี้กลับมีร่องรอยพังทลาย เสมือนมีสัตว์ที่ปีนป่ายไม่เก่งนักเหยียบย่ำจนทลายลงไป
เมื่อเพ่งพินิจดูให้ดีจะเห็นรอยกีบม้าเลือนรางบนนั้น พงหญ้าเบื้องหน้าก็ถูกแหวกออก
ราวกับมีคนควบม้ากระโดดข้ามบริเวณนี้ไป แต่ด้วยกำลังของม้าธรรมดาย่อมทำมิได้
นักพรตเงยหน้ามองอีกครา
ต้นไม้หนาทึบ กิ่งก้านสาขารุงรัง ย่อมกีดขวางคนบนหลังม้าไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นบางกิ่งถูกฟันขาด รอยฟันนั้นดูเรียบเนียน
เสมือนถูกฟันโดยใบมีดแหลมคม หาได้เกิดจากดาบกระบี่ทั่วไป และหาใช่ฝีมือของนักยุทธ์ทั่วไปด้วย
“…”
นักพรตตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปกล่าวกับม้าของตนว่า “เจ้าแบกสัมภาระ ย่อมเดินทางไม่สะดวก จงอยู่ที่นี่ หากพบภัยอันตรายก็หนีไปก่อนเถิด”
เจ้าม้ายังคงก้มกินหญ้า ไม่รู้ว่าฟังเข้าใจหรือไม่
นักพรตสบตากับเด็กหญิงอีกครั้ง ก่อนจะเดินแหวกพงหญ้าขึ้นเขาไป
เด็กหญิงก็เงยหน้ามองภูผา สูดจมูกเบาๆ พลันได้กลิ่นไม่พึงประสงค์โชยมาตามลม จึงเผยสีหน้าเคร่งขรึม พร้อมกับควักเอาธงผืนน้อยออกมาจากอ้อมแขน
เพียงโบกธง หมอกดำพลันฟุ้งกระจาย กลายเป็นหมาป่านับสิบตัวยืนเรียงรายกัน พอโบกอีกครั้ง หมอกดำอีกสายก็กลายร่างเป็นหมาป่าเช่นกัน โบกเช่นนี้อยู่สี่หน รวมแล้วกลายเป็นหมาป่ากว่าห้าสิบตัว หมาป่าเหล่านั้นเร้นกายอยู่ตามดงไม้ บ้างนิ่งเงียบ คอยเงยหน้ามองนาง บ้างก้มดมกลิ่นแปลกปลอมริมทาง
เด็กหญิงกำธงแน่น วาดวงกลมรอบกายพลางชี้นิ้วมาที่ตนเอง ฝูงหมาป่าเข้าใจได้ในทันที ต่างกระจายตัวล้อมรอบโดยเว้นรักษาระยะห่างไว้ คอยเดินตามนางเข้าไปในป่าลึก
ป่าเงียบสงัด ยิ่งน่าหวั่นเกรง
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
เสียงนกนางแอ่นกระพือปีกบินดึงดูดความสนใจของนางไว้ เด็กหญิงและฝูงหมาป่าหยุดเดิน เพียงเงยหน้ามองให้แน่ใจว่าเป็นสหายนกนางแอ่น จึงค่อยเบาใจลง
“คุณชาย บนยอดเขามีถ้ำเสือ หน้าถ้ำมีร่องรอยการต่อสู้ ทั้งคราบเลือดและเศษผ้า ข้าไม่กล้าเข้าใกล้ ย่อมไม่รู้ผลการต่อสู้ อีกทั้งบนเขายังมีเสือร้ายเดินเพ่นพ่านอยู่อีกมาก”
นักพรตหาได้หวั่นเกรงเสือร้าย เพียงถามว่า “ทางใดขึ้นเขาง่ายที่สุดเล่า”
“บนเขาไร้ทางเดิน ข้าเพียงหาเส้นทางไม่ลาดชันและไม่มีหญ้าขึ้นรกให้ท่าน ตามข้ามาเถิด”
“ขอบคุณเจ้ามาก”
นกนางแอ่นสยายปีกบินสูงขึ้นเล็กน้อย
นกนางแอ่นแสนรอบคอบ เกรงว่านักพรตจะมองไม่เห็น จึงหยุดรอเขาและคอยหันกลับมามองเป็นระยะ ทั้งพยายามบินเลี่ยงกิ่งไม้หนา ไม่ให้บดบังร่างเล็กๆ ของตน
นักพรตตามนกนางแอ่นขึ้นเขาไป
ฟังดูแล้วมือกระบี่ผู้นั้นคงได้ประมือกับปีศาจเสือมาแล้ว
คงเป็นไปตามคำบอกเล่าของทหารยาม มือกระบี่ผู้นั้นคงบาดเจ็บสาหัสดังที่ว่า
เสือเปรียบดั่งจ้าวแห่งพงไพร ต่อให้มิได้กลายเป็นปีศาจ ก็ยังปราบปีศาจ เขย่าขวัญภูตผีได้อยู่ดีแม้แต่แมว จิ้งจอก กวาง กระต่าย ที่บำเพ็ญตบะมาหลายสิบปี ยามเผชิญหน้ากับเสือ ก็ยังต้องเผ่นหนีไปด้วยความหวาดผวา
ภูตผีปีศาจส่วนใหญ่ หากไร้ซึ่งวิทยายุทธ์หรือฤทธิ์เดชร้ายกาจ ครั้นปะเข้ากับเสือ ก็มักต้องหลีกเลี่ยงไป
แม้บางครั้งเสือจะกลายเป็นภูตได้โดยไม่ต้องบำเพ็ญตบะ เพียงมีอายุยืนยาวจนเจนโลก ย่อมเรียนรู้วิชาควบคุมวิญญาณได้เอง ครั้นบังเกิดจิตปัญญา ไม่จำเป็นต้องแปลงกายได้ ก็มีวิชาข่มขวัญศัตรู ไล่สัตว์น้อยใหญ่แล้ว หากบำเพ็ญตบะมากขึ้น ก็อาจมีร่างกายแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า มีพละกำลังแหวกภูผา ในบรรดาปีศาจทั้งหลาย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เกิดมาพร้อมศักยภาพในการต่อสู้เช่นนี้
ว่ากันว่าปีศาจเสือแห่งอำเภอจินเหอมีตบะสูงส่ง ในสงครามครั้งก่อน มันกินผู้คนไปไม่รู้กี่ราย ครั้นได้ลิ้มรสแล้วก็ติดใจ ไม่หยุดเข่นฆ่ามนุษย์ ย่อมมีวิชาไม่ธรรมดา
ซ้ำยังมีฝูงเสือร้ายเป็นบริวาร ปีศาจเสือตนนี้ย่อมต่อกรได้ยาก
ถึงแม้มือกระบี่ผู้นั้นจะถูกขนานนามว่าเป็น ‘อันดับหนึ่งในใต้หล้า’ ทั้งดุดัน ว่องไว พรั่งพร้อมด้วยวิชากระบี่อัสนี ชำนาญการปราบปีศาจร้าย แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะมีชัยเหนือเสือร้ายง่ายๆ
โฮกกก…
เสียงเสือคำรามดังแว่วมา
ซ่งโหยวหยุดเดินพลางแหงนหน้ามองไปโดยมิกล่าวสิ่งใด แล้วก้มหน้าก้าวเดินต่อไป ทว่าเด็กหญิงน้อยกลับเผยสีหน้าตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง
นางเหลียวมองรอบกาย กระทั่งเห็นหมาป่าของตนแฝงตัวอยู่กลางป่า จึงพอรู้สึกปลอดภัยอยู่บ้าง
แต่นั่นก็ยังไม่พอ นางเดินไปพลางชำเลืองไปพลาง ครั้นเดินผ่านลานหินจึงลอบพยักหน้าลง ทำมือบริกรรมคาถา แสงสว่างวาบพลันสาดส่องลงบนก้อนหินเหล่านั้น
“เทพแห่งขุนเขาจงออกมา~”
ครืน ครืน…
ก้อนหินบนพื้นกลิ้งมารวมกัน ก่อร่างเป็นมนุษย์หินสูงเท่าตัวคน แต่ช่วงลำตัวกลับกำยำกว่ามาก เอวหนาไม่แพ้ความสูงของมัน ต่อให้เป็นแม่ทัพร่างสูงใหญ่ สวมใส่เกราะเหล็กเต็มยศ ก็ยังเทียบมิได้
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งร่างของยักษ์หินนี้ประกอบขึ้นมาจากหินผา น้ำหนักคงเกินพันชั่ง หินผาย่อมแข็งแกร่งกว่ากายเนื้อมนุษย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากมันกระโจนเข้ามา คงยากจะมีสิ่งใดบนแดนปุถุชนต้านทานไว้ ไหนจะแขนแกร่งหนากว่าเอวคน ยาวเท่าแข้งขา ออกแรงเหวี่ยงเพียงคราเดียว ไม่ว่าเป็นคนหรือเสือ หากได้รับแรงกระแทกนี้ ล้วนต้องแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี
เด็กหญิงพลันเบาใจลง ทว่ากลับมีเสียงแว่วมาจากที่ไกล
ซ่า ซ่า…
โฮก!
เสียงต่อสู้ดังระงม พงไม้ไหวหวั่น ผสานกับเสียงคำรามของเสือและเสียงหมาป่าหอน
เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกเสือในหุบเขา คงหมายจะโจมตีนักพรต แต่ถูกฝูงหมาป่าพบเข้า จึงเกิดการต่อสู้ขึ้น ฝูงหมาป่ามากมายต่างวิ่งเข้าประชิด
เสียงนั้นยิ่งดังสนั่นขึ้นเรื่อยๆ
เสียงพงหญ้าไหวผสานกับเสียงกิ่งไม้หักโค่น เสียงร้องของบรรดาสัตว์ร้ายดังขึ้นไม่ขาดสาย
หากเป็นคนธรรมดายืนอยู่ที่นี่คงจะขวัญหนีดีฝ่อแล้วกระมัง
หมาป่าทุ่งหญ้าที่ถูกอัญเชิญมามีขนาดกลางเมื่อเทียบกับหมาป่าชนิดอื่น ล้วนแล้วเป็นหมาป่าโตเต็มวัย ร่างกายกำยำ คมเขี้ยวกรงเล็บไม่ด้อยไปกว่าหมาป่าธรรมดา หากแต่ดุดันบ้าบิ่นไม่กลัวตาย อีกทั้งยังหนังหนาทนทาน เมื่อรวมตัวกันเป็นฝูง ย่อมไม่เกรงกลัวเสือร้าย ประกอบกับมีจ้าวแห่งขุนเขาร่วมด้วย ไม่นานนักก็บีบให้เสือร้ายหนีไปได้
ป่าลึกเช่นนี้ นักพรตหาได้เห็นการต่อสู้นั้นโดยตรง
แม่นางสามสีปีนขึ้นบนต้นไม้ คอยกอดลำต้นยืดคอมองไป ทว่ากลับเห็นภาพผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งก้านเท่านั้น
ได้ยินเพียงเสียงเสือคำรามดุดัน แปรเปลี่ยนเป็นเสียงขู่อันแฝงด้วยความโกรธเกรี้ยว พร้อมกับเสียงหมาป่าหอนอื้ออึง เพียงไม่กี่อึดใจ กลับกลายเป็นเสียงฝีเท้าล่าถอยไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ตามมาด้วยเสียงกระจัดกระจาย ก่อนที่ทั้งหมดจะสงบลง
ยักษ์หินกลับมาแล้ว
เด็กหญิงยังคงยืนกอดต้นไม้ มือกำธงแน่น ขณะเดียวกันก็หันไปจ้องนักพรตด้วยแววตาจริงจัง
นางมิได้พูดอะไร เพียงจ้องเขาไม่วางตา
“…”
นักพรตเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นบ้าง “ไม่ทันไรแม่นางสามสีก็ปราบเสือร้ายได้เสียแล้ว”
“หมาป่าของข้าเก่งใช่ไหมเล่า!”
“ข้ามองออก แม่นางสามสีเพียงอาศัยกำลังของเทพแห่งขุนเขา ไม่จำเป็นต้องพึ่งหมาป่า ก็ไล่เสือร้ายไปได้แล้ว”
“เทพแห่งขุนเขาของข้าก็เก่งเหมือนกัน!”
“แม่นางสามสีต่างหากที่เก่งกาจ”
เด็กหญิงชะงักไป ลมหายใจพลันสะดุดไป สีหน้าก็ตึงเครียดขึ้นทันที อยากจะกล่าวบางสิ่ง แต่กลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกมา
สุดท้ายได้แต่กระโดดลงจากต้นไม้ หันมองไปทางอื่น แสร้งทำทีไม่สนใจ
นักพรตเพียงก้าวเดินต่อไปพร้อมเอ่ยขึ้น “เยี่ยนอันบอกว่า บนภูเขามีเสือร้ายมากมาย ตลอดเส้นทางนี้ คงต้องขอให้แม่นางสามสีปกป้องพวกเราแล้ว”
เด็กหญิงเผลอสูดหายใจ
จากนั้นจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจลง ทำเช่นนี้อยู่พักหนึ่งกว่าจะสงบใจลงได้
นางยังคงมิเอื้อนเอ่ยคำใด เพียงเผยสีหน้าจริงจังยิ่งขึ้น คอยจับตามองทุกสรรพสิ่งรอบกาย ป้องกันไม่ให้สิ่งใดเข้ามาใกล้นักพรต แม้จะเป็นแค่งูก็ตาม
ทั้งสองมุ่งสู่ยอดเขาต่อไป ภูเขานี้ช่างสมกับเป็นถิ่นของจ้าวแห่งพงไพร เสือตามทางยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ที่น่าประหลาดคือ พวกเสือที่ควรอยู่หากินเพียงลำพังกลับเริ่มรวมฝูงกันโจมตี
บางคราถึงกับมีฝูงเสือโผล่มาก่อกวน
ยังดีที่แม่นางสามสีได้ครอบครองธงอัญเชิญหมาป่ามาราวหนึ่งปีแล้ว เรียกหมาป่าออกมาได้เป็นสิบตัว อีกทั้งยังอัญเชิญเทพแห่งขุนเขาออกมาได้สองตน ฝูงหมาป่าและเทพแห่งขุนเขาร่วมมือกันต่อกรกับเสือร้ายได้อย่างง่ายดาย ครั้นเห็นเสือตัวใหญ่วิ่งมาประจันหน้า แม่นางสามสีกลับรู้สึกอิจฉาปนอัศจรรย์ใจในรูปร่างมหึมาดั่งองค์เทพในวิหารที่นางเคยประจักษ์
ปกติควรจะหวาดกลัวมันเสียด้วยซ้ำ
เสือตัวใหญ่ปานนี้ ผู้ใดเห็นแล้วจะไม่สะทกสะท้านบ้าง
ทว่าเมื่อคิดถึงคำที่นักพรตเอ่ยไว้เมื่อครู่ คิดถึงว่าตนมีวิชาอาคมแก่กล้า และยังมีนักพรตเดินคอยตามหลัง แม่นางสามสีก็ข่มความกลัวนั้นไว้แล้วก้าวออกไปพ่นไฟใส่เสือร้าย จนมันยอมล่าถอยไป
เสือตัวนี้อีกไม่นานคงกลายเป็นภูตแล้ว
บนร่างเสือบางตัวมีร่องรอยบาดแผล เห็นได้ว่าเป็นรอยกระบี่
นักพรตแหงนหน้ามองยอดเขาอีกครั้ง
ยามนี้อยู่กลางไหล่เขา ไม่รู้ว่าภูเขาสูงเพียงใด แต่คงใกล้ถึงยอดแล้ว
เขาสัมผัสได้ถึงปราณปีศาจ จึงเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วกล่าวกับแม่นางสามสี
“แม่นางสามสีเก่งกาจนัก รู้หรือไม่ว่าทำไม”
“ทำไมเล่า”
“แท้จริงแล้ว เสือคือจ้าวแห่งพงไพร เป็นจ้าวของสรรพสัตว์ทั้งปวง บางครั้งปีศาจเจอเสือธรรมดา ได้เห็นความดุร้ายของมันก็ยังครั่นคร้าม ไม่กล้าจู่โจม ต่อให้มีวิชาเหนือกว่าก็ยังหวั่นเกรง เสมือนหนูเจอแมว บางตนมีวิชาสูงส่งสามารถเอาชนะเสือได้แน่นอน แต่เพราะเป็นเช่นนั้นจึงเอาชนะไม่ได้”
นักพรตสบตากับแมวสามสีที่จ้องมองด้วยความตกตะลึง ก่อนจะยกยิ้มบางๆ แล้วกล่าว “แม้แม่นางสามสีจะเป็นแมวโดยกำเนิด แต่ถึงกระนั้นก็เป็นถึงเทพแมว ย่อมมีพลังอำนาจไร้เทียมทาน กล้าหาญชาญชัย การที่แม่นางสามสีข่มความหวาดกลัวไว้ได้ กล้าพ่นไฟใส่พยัคฆ์นั้น แม้ควรค่าแก่การชื่นชม แต่ข้าก็มิได้ประหลาดใจนัก เพราะข้ารู้ว่าเจ้าทำได้แต่แรกแล้ว”
“ทำได้แต่แรก…”
แม่นางสามสีอึ้งไป สูดลมหายใจเข้าอีกครั้งแล้วค่อยๆ ผ่อนออก
ในหัวกลับเต็มไปด้วยความฉงน
นักพรตนี่เจ้าพูดถึงอะไรอยู่กันแน่
ทั้งบอกว่าข้าเก่ง ทั้งบอกว่ารู้ว่าข้าทำได้ตั้งแต่แรก
นั่นมิใช่ว่ายิ่งน่าชื่นชมหรือ
พอได้ฟังคำของนักพรต ความกลัวน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในใจก็หายวับไปสิ้น