ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 324 ยามเผลอย่อมพลาดโอกาสไป
“เสือตัวใหญ่จัง!”
“ใช่แล้ว…”
“ใหญ่กว่าตัวอื่นอีก!”
“ใช่…”
“ตัวนี้ใช่ได้หรือ…”
“ใช้ไม่ได้”
ซ่งโหยวก้มมองร่างเสือมหึมา โดยมีแม่นางสามสียืนอยู่ใกล้ๆ
คิดว่านี่คงเป็นร่างจริงของจ้าวแห่งพงไพรตามที่ชาวบ้านเล่าขานกันมา เทียบกับเสือยักษ์ตรงหน้าแล้ว ร่างทั้งสองกลับดูเล็กจิ๋วไปทันที
มันตัวใหญ่กว่าวัวเพียงนิด หากใช้กระบี่สู้กับมันแล้วแทงไม่โดนจุด เกรงว่ากระบี่คงแทงเข้าเพียงฝั่งเดียว แทงสุดด้ามก็ยังไม่ทะลุร่างของมัน กรงเล็บยาวยิ่งกว่ากระบี่ หนายิ่งกว่าขวาน ยอดฝีมือยุทธภพอาจปราบภูตผีปีศาจได้ แต่พละกำลังนั้นอาจไม่เพียงพอต่อการประชันกับจ้าวแห่งพงไพร
ทว่าบัดนี้ร่างของเสือร้ายกลับเต็มไปด้วยรอยฟันเล็กใหญ่นับร้อย ยากจะจินตนาการว่ามือกระบี่ต้องใช้แรงกายเพียงใดถึงจะสังหารมันได้ ตลอดเส้นทางตั้งแต่ถ้ำเสือจนมาถึงที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง การต่อสู้คงเป็นไปอย่างดุเดือด หลังสังหารมันได้ ร่างของมือกระบี่เองก็คงเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์
หากคาดเดาจากระยะเวลาแล้ว เขาคงพักอยู่บนภูเขาหลายวัน แต่ถึงกระนั้นเขาก็กำราบมันได้โดยไม่คิดถอย
จอมยุทธ์ซูมีฝีมือแก่กล้า ไม่ผิดคำที่กล่าวกับเหล่าทหารยามหน้าประตูเมืองว่า ‘ข้าไปถึงที่นั่นเมื่อไร ปีศาจเสือย่อมถูกกำจัดเป็นแน่’ เขาเองก็คงบาดเจ็บสาหัส จึงจัดการเสือร้ายและปีศาจตนอื่นในป่าต่อไม่ไหว ทั้งไม่ได้กลับไปแจ้งทางการหรือชาวเมืองแต่อย่างใด เพียงพยุงร่างกายอันบอบช้ำกลับไป อาจไปที่เขาอู้ซานหรือไม่ก็ไปที่อำเภอจี๋เยี่ยนแล้ว
ซ่งโหยวสังเกตได้ว่าเสือตนนี้ไม่หลงเหลือดวงจิตหรือพลังวิญญาณแล้ว
น่าจะถูกมือกระบี่สังหารด้วยพลังอัสนีสวรรค์ พลังอัสนีบนดาบทำลายสิ่งเหล่านี้ทันที แม้ไม่หมดสิ้นถูกเวลาและธรรมชาติค่อย ๆ ชำระหมด จึงไม่อาจนำเข้าธงได้
แม้เสือจะได้รับสมญานามว่าเป็นจ้าวแห่งพงไพร แต่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต หาได้มีท่วงท่าดั่งราชันว่ากันว่าหากปีศาจเสือต้องการขึ้นเป็นจ้าวแห่งพงไพรหรือใกล้เคียงเทพแห่งขุนเขา จะต้องบำเพ็ญตบะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยต้องเอาชนะความโหดร้ายโดยกำเนิดของตนเองให้ได้ มิเช่นนั้น หากยังดื้อรั้น สังหารสรรพสิ่ง แม้บำเพ็ญตบะมาสูงส่งก็เป็นเพียงมารร้าย ไม่อาจกลายเป็นจ้าวแห่งสัตว์ป่าได้
นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมปีศาจเสือที่เก่งกล้าจึงมีน้อยนัก
ความสมดุลและความมหัศจรรย์แห่งใต้หล้ามารวมอยู่ ณ ที่แห่งนี้
นอกจากมนุษย์แล้ว สัตว์ยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งหายาก จำนวนยิ่งน้อย ก็ยิ่งมีเพียงไม่กี่ตนที่กลายเป็นปีศาจ
ก่อนที่เสือร้ายจะกลายเป็นปีศาจาก็สู้สัตว์ป่าตนอื่นได้ ครั้นกลายเป็นเสือก็ยิ่งเก่งกาจ เพียงมีจำนวนน้อยเท่านั้น ในป่ามักมีเสือประจำอยู่เพียงตัวเดียว มีน้อยกว่าสัตว์อื่นๆ ที่อาจะกลายเป็นปีศาจ ซ้ำยังมีนิสัยดุร้าย หากเป็นปีศาจแล้วยังทำเช่นเดิม ความสันติสุขย่อมคงอยู่ไม่นาน
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะคิดถึงปีศาจเสือที่เคยได้พบเมื่อหลายปีก่อนตอนเพิ่งไปเยือนสวี่โจว
ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้างแล้ว มีชะตากรรมเช่นใด
เขามองอยู่นาน ก่อนจะเบนสายตาหนี
เด็กน้อยข้างกายเงยหน้าขึ้นถาม “แล้วพวกเราจะยังได้เจอผู้แซ่ซูอีกไหม”
นักพรตเผยสีหน้าละอายเล็กน้อย
“คงไม่ได้เจอแล้ว”
“ไม่ได้เจอแล้ว…”
“ใช่แล้ว”
“เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรเล่า”
“ไม่ใช่ว่าแม่นางสามจะปราบเสือหรอกหรือ”
“นั่นสิ…” เด็กน้อยพยักหน้า ก่อนจะยิงคำถามต่อ “หลังจากปราบเสือล่ะ”
“ลงเขาไปแจ้งทางการและชาวบ้านว่า เสือร้ายบนภูเขาถูกปราบแล้ว ผู้กำราบจ้าวแห่งพงไพรคือมือกระบี่ซูอี้ฝาน ส่วนผู้ปราบปีศาจเสือตนอื่นๆ คือแมวนักพรตนามว่าแม่นางสามสี”
“แมวนักพรต!”
“ใช่แล้ว”
“ถูกต้อง”
“แล้วจากนั้นไปไหนต่อ”
“ไปทางตะวันตกของกวงโจว กลับฉางจิงกัน”
“แล้วพวกเราจะได้เจอผู้แซ่ซูอีกหรือไม่”
“ใครเล่าจะล่วงรู้…”
นักพรตยิ้มบางๆ ใต้หล้ากว้างใหญ่ มนุษย์ตัวเล็กจ้อย แม้การพลาดบางสิ่งไปจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เผลอไปเพียงครู่เดียวก็อาจแคล้วคลาด ยากจะได้พบพานกันอีกครา
ทุกคนที่เคยรู้จักก็คงเป็นเช่นนี้ หากโชคดีก็อาจจะบังเอิญได้พบกันอีกในไม่กี่ปีข้างหน้า ในเวลาและสถานที่อันไม่คาดฝัน ถือเป็นความน่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง
หากโชคร้ายก็อาจไม่ได้พบกันอีกเลย ความมหัศจรรย์ของโชคชะตา แท้จริงแล้วคือความไม่แน่นอน
โชคดีที่ซ่งโหยวเป็นนักพรตปลอม
นักพรตมีอารามให้อาศัย
นักพรตเคลื่อนไหวได้ ไม่เหมือนกับอาราม
บางทีหลายสิบปีหลังจากนั้น เมื่อการพเนจรใต้หล้าของนักพรตสิ้นสุดลง ได้กลับมาพำนักที่อารามของตน วันใดวันหนึ่งอาจมีคนมาเคาะประตู ครั้นเปิดออก อาจได้พบกับใบหน้าอันคุ้นเคยที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เอ่ยคำทักทายพร้อมบอกว่าตนคือคนที่เคยพบเมื่อปีนั้นๆ หลังจากจากกันก็ไม่เคยพบกันอีกเลย คอยนับวันเวลาที่นักพรตจะกลับอาราม คอยจดจำที่อยู่ไว้ อาศัยตอนที่ใจยังมีห่วงและร่างกายยังมีแรง หรือยามที่มีเกตุจำเป็นต้องมาเยือนอี้โจวมาเยี่ยมเยียนเสียหน่อย
ถึงตอนนั้นนักพรตย่อมเปิดประตูต้อนรับด้วยความยินดี
แม้อารามฝูหลงจะมีผู้สืบต่อกันมาหลายรุ่น แต้ล้วนเปลี่ยนแปลงไปทุกยุคสมัย เหมือนนักพรตหลายคนที่ยามเหี่ยวเฉาต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง ไม่ได้พบเจอสหายเก่า นั่นมิใช่สิ่งที่ซ่งโหยวปรารถนาเลยสักนิด
หลังจากมือกระบี่ปราบปีศาจเสือแล้วก็ไม่ได้เข้าไปในตัวอำเภอ ไม่มัวเสียเวลาอยู่ที่อำเภอจินเหอ แต่เร่งเดินทางกลับทั้งที่ร่างกายยังบาดเจ็บ
นอกจากด้วยเรื่องบาดแผลแล้ว ก็ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีก
ประการที่สอง ภัยแมลงที่อำเภอจี๋เยี่ยนยังไม่สงบ เขาเคยไปมาแล้ว แต่ก็ออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว ทั้งเพราะตนแก้ไขไม่ได้ จึงอยากแวะอำเภอตามทาง คอยส่งสาสน์ให้ขุนนางเร่งช่วยเหลือประชาชน ในขณะเดียวกันจะได้ฝึกวิชาระหว่างที่ประมือกับเสือร้าย ไม่แน่ว่าอาจจะคิดหาวิธีสยบภัยแมลงได้
และประการที่สาม จากที่ฟังข่าวลือยุทธภพมา ได้ยินว่ามารปีศาจในแคว้นจ้าวโจวและหานโจวถูกปราบจนสิ้นซากแล้ว มือกระบี่รู้เส้นทางของนักพรต ซ้ำยังรู้จังหวะและวิธีการเดินทาง คาดเดาว่านักพรตใกล้มาถึงกวงโจวแล้ว และอาจจะมาเยี่ยมตน หากตนกลับไปที่สำนักไม่ทันก็อาจจะพลาดโอกาสนั้นไป
จึงต้องแบกสังขารกลับไปทั้งแบบนี้
ส่วนเสือร้ายและปีศาจเสือตนอื่นๆ ในอำเภอจินเหอนั้นไม่ได้มีฤทธิ์เดชมากมาย กองทหารยังพอรับมือได้
เพราะบาดเจ็บ จึงไม่อาจเร่งเดินทางได้
มือกระบี่ไปที่อำเภอจี๋เยี่ยนก่อน ทว่ายังไปไม่ถึงก็ได้ข่าวว่า ภัยแมลงสงบลงแล้ว เพราะมีฝูงนกนางแอ่นคอยจิกกิน
“นกนางแอ่น…”
เขานึกถึงตอนได้พบกับนักพรตเป็นครั้งแรกที่สวี่โจว ที่บ้านโลงศพแห่งนั้นก็มีนกนางแอ่นเช่นกัน
ได้ยินว่านักพรตพาม้าแดง แมวสามสี และนกนางแอ่นมาด้วย เข้าไปถามสถานการณ์กับผู้คนในอำเภอและถามทางจากชาวนานอกเมือง จากนั้นนกนางแอ่นจำนวนนับไม่ถ้วนก็บินมาจับแมลงกินจนหมด แล้วหายไปทันที ทิ้งไว้เพียงป้ายหินริมทาง สลักไว้ว่าเป็นฝีมือของ ‘นกนางแอ่นแห่งอันชิง’
ชาวบ้านพูดคุยกันสนุกสนาน กลายเป็นนิทานปรัมปราแห่งยุค
มือกระบี่ฟังครั้งเดียวก็ทราบทันทีว่าใครคือผู้มากวิชาในเรื่อง
ขณะที่เร่งควบม้ากลับมา บาดแผลบนร่างไม่แม้แต่จะบรรเทาลง กลับทรมานยิ่งขึ้นเสียอีก มือกระบี่ไม่รู้เส้นทางนักพรต จึงได้แต่รีบมุ่งหน้ากลับสำนักให้เร็วที่สุด
เมื่อมาถึงหน้าประตูสำนัก ผู้ดูแลหลัวก็รีบวิ่งมาหาเขาด้วยท่าทีลนลาน
“ท่านเจ้าสำนัก ในที่สุดท่านก็กลับมา! ก่อนหน้านี้คุณชายซ่งมาเยือนที่นี่พร้อมกับเด็กน้อยนามว่าแม่นางสามสีและนกนางแอ่นตัวหนึ่ง แต่ท่านออกไปปราบปีศาจ ข้าจึงขอให้คุณชายซ่งรอท่านกลับมาอยู่ที่นี่ เขารอท่านอยู่เจ็ดวัน แต่ท่านก็ไม่กลับมา จึงออกเดินทางไปตามหาท่านแทนแล้ว ระหว่างทางท่านได้พบเขาบ้างหรือไม่”
มือกระบี่ได้ยินเช่นนั้น ดวงใจก็แทบแตกสลาย รีบถามต่อทันที “คุณชายซ่งไปจากที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่”
มือกระบี่นิ่งงันไป ความเสียดายพลันแทรกขึ้นมา
เดาจากระยะเวลาแล้วก็ได้รู้ว่านักพรตคงมาที่เขาอู้ซานก่อน ก่อนจะไปจัดการกับภัยแมลงที่อำเภอจี๋เยี่ยน หลังจากนั้นคงเดินทางไปที่อำเภอจินเหอต่อ
ต้องคลาดกันระหว่างทางเป็นแน่
แต่พลาดตรงไหน ใกล้เพียงใด ห่างเพียงอีกฟากของถนนหรือข้ามเขาไปอีกลูก ล้วนไม่อาจทราบ
มือกระบี่อยากย้อนกลับไปตามหาเขา แต่เส้นทางนั้นแสนไกล ความเจ็บปวดยิ่งทวีคูณขึ้น อีกทั้งที่สำนักยังมีงานรออยู่อีกมาก ไม่อาจกลับไปได้แล้ว
กว่าจะรักษาตัวจนหายดี นักพรตก็คงออกจากกวงโจวไปแล้ว
บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลก
คลาดกันเพียงคราเดียว หลังจากนี้นักพรตคงออกเดินทางท่องใต้หล้า ในขณะที่ตนตั้งสำนักอยู่ที่กวงโจว ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกคราใด
“เฮ้อ…”
ก้อนความคิดถูกกลั่นกรองออกมาเป็นเสียงทอดถอนใจ
ผู้ดูแลหลัวเห็นดังนั้น ก็รู้ทันทีว่าเจ้าสำนักคงไม่ได้พบนักพรต จึงไม่กล้าถามมาก เพียงคิดในใจว่า วาสนาของเจ้าสำนักอาจหมดสิ้นไปตั้งแต่ครั้นปราบจอมมารที่เหอโจว ย่อมยากจะได้พานพบนักพรตผู้มีอิทธิฤทธิ์ดั่งเซียนอีกครั้ง
ช่างน่าใจหายเหลือเกิน
ทว่านักพรตไม่ได้ด่วนจากไป
ป่านี้กว้างใหญ่ มีเสือร้ายไม่รู้กี่ตัว
นักพรตพาแม่นางสามสีปราบเสือ ส่วนเจ้านกนางแอ่นก็คอยค้นหาเสือ เมื่อแม่นางสามสีปราบเสือได้ ก็สูบพลังวิญญาณของมันมาไว้ในธง
จนป่าแห่งนี้ไม่มีเสือร้ายออกมาเพ่นพ่านแล้ว นักพรตก็ลงจากเขา กลับเข้าตัวอำเภอ นำทางทหารไปหาซาก ‘จ้าวแห่งพงไพร‘ ที่สิ้นฤทธิ์ด้วยคมกระบี่ แจ้งให้รู้ว่าผู้ปราบจ้าวแห่งพงไพรหาใช้ผู้วิเศษหรือเทพเซียน แต่เป็นยอดมือกระบี่ผู้ฝึกปรือวิชาจนบรรลุวิถีแห่งเต๋า ‘ซูอี้ฝาน แห่งภูเขาอู้ซาน’
เหล่าทหารต่างตกตะลึง
จากนั้นซ่งโหยวก็พาม้าออกเดินทางไปยังทิศตะวันตก
สองสามวันต่อมาจึงพ้นเขตกวงโจว เหยียบย่างสู่พรมแดนเหอที่เคยผ่านมาก่อน
เหอโจวในยามนี้ไร้ซึ่งปีศาจร้าย สภาพภูมิอากาศตลอดสองปีมานี้นับว่าไม่เลวเลย นักพรตผ่านมาทางนี้ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงพอดี ทุ่งนาทอดยาวนับพันลี้พร้อมเก็บเกี่ยว ผู้คนต่างอิ่มเอมใจ ปราศจากความทุกข์ยาก นักพรตไม่เคยเห็นแคว้นเหอโจวยามเจริญรุ่งเรือง แม้ภาพตรงหน้าจะไม่ใช่เหอโจวในวันวาน แต่ก็พอสัมผัสกับบรรยากาศอันสื่อให้เห็นถึงความเป็น ‘ยุ้งฉางแห่งต้าเยี่ยน‘ ได้บ้าง
บัดนี้ตำนานปรัมปราได้แพร่งพรายไปทั่วทั้งแคว้นแล้ว