ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 325 ยามเหมันต์ข้าหวนคืนสู่ฉางจิง
คราวนี้ซ่งโหยวไม่จำเป็นต้องเดินทั่วเหอโจวแล้ว ไม่จำเป็นต้องผ่านใจกลางแคว้นด้วนซ้ำ เพียงลัดเลาะไปตามชายแดน ถือเป็นทางลัดสู่แคว้นอั๋งโจว
แล้วจึงกลับมาที่ฉางจิงด้วยเส้นทางเดิม
วันสุดท้ายแห่งฤดูใบไม้ร่วง ทั้งคณะมาเยือนริมแม่น้ำอวี้ฉวี่ กลับย่างกรายบนทางแคบเลียบหน้าผาริมน้ำอีกครา
ครั้งก่อนที่เคยผ่านมาที่นี่ เป็นต้นฤดูใบไม้ผลิของรัชศกหมิงเต๋อปีที่ห้า
บัดนี้กลับเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงในรัชศกหมิงเต๋อปืที่เจ็ด
แม้ต่างกันเพียงหนึ่งฤดู แต่แท้จริงกลับเวียนผ่านไปเกือบสามปีแล้ว
เมื่อครานั้น เบื้องหน้ายังเป็นสายน้ำฤดูใบไม้ผลิ ฝนพรำบางเบาดุจแพรไหม โปรยกระทบผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ ไม่ขาดสาย แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป กลายเป็นสายน้ำยามฤดูใบไม้ร่วงอันสงบนิ่ง สีเขียวเข้มประดุจหยก ผิวน้ำสะท้อนภาพผืนฟ้าครามและเมฆขาวตระการตา ริมฝั่งคือหน้าผาหินสูงชันเสียดฟ้า ตั้งฉากกับสายน้ำ บนผนังหินนั้นถูกเจาะให้เป็นทางแคบทอดยาวออกมาเป็นชานไม้เลียบผา
นักพรตใช้ไม้เท้าค้ำก้าวนำหน้า มีม้าแดงคอยตามหลัง แมวสามสีวิ่งโลดไปมาตามอำเภอใจ บางครั้งเดินล้ำหน้า บางครั้งรั้งท้าย พร้อมด้วยนกนางแอ่นโฉบเฉี่ยวไปตามผิวน้ำ ปีกบางเฉียดลงบนวารีสีมรกตอันพลิ้วไหว เกิดเป็นรอยแยกยาวทอดไปข้างหน้า
ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังแว่วมา
นักพรตเดินไปพลางเงี่ยหูฟังไปพลาง คอยมองไปข้างหน้า
เสียงนั้นมิใช่กระดิ่งม้า หากคล้ายเสียงสิ่วกระทบผนังหิน เสียงกังวานใสสะท้อนก้องไปทั่วผืนน้ำระหว่างสองภูผา
นกนางแอ่นบินลิ่วไปสอดส่อง แต่กลับมาโดยมิได้กล่าวสิ่งใด
เสียงนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที
พอเดินเข้าไปใกล้จึงเห็นว่ามีผู้คนกำลังสลักหินบนผนังด้านในของผา
เสียงสิ่วเคาะดังก้องไม่ขาดสาย เสียงนั้นดังก้องทั่วทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
ช่างฝีมือมากมายทำงานอยู่บนชานผา บ้างเจาะสลักหิน บ้างขนย้ายเศษหินไปทิ้งแม่น้ำ บ้างก่อไฟหุงอาหาร และยังมีขุนนางผู้ดูแลงานยืนกำกับอยู่ ครั้นเห็นชายพร้อมม้าแดงและแมวสามสีเดินเลียบชานผามา ต่างก็หันมามองด้วยความแปลกใจ
นักพรตยังคงก้าวเท้าต่อไปอย่างมั่นคง ใช้ไม้เท้าค้ำเดินไปพลาง สบตากับผู้คนเหล่านั้นทีละรายพร้อมกันนั้นสายตาก็ทอดมองไปยังรูปสลักหินมากมายที่เรียงรายตลอดเส้นทาง
บ้างสูงเท่าคน แต่บ้างกลับสูงหลายจั้ง จนช่างต้องปีนขึ้นไปยืนบนโครงไม้จึงจะสลักได้
ถ้ำหินเล็กขนาดสุดนั้นขนาดเท่ากะละมัง แต่ใหญ่สุดกลับสูงหนึ่งถึงสองจั้ง ลึกเจ็ดถึงแปดฉื่อ ราวกับเป็นห้องว่าง
ถ้ำหินเหล่านี้ล้วนสลักเป็นรูปองค์พระ ถือเป็นมรดกทางศาสนาพุทธ
พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ เทพผู้พิทักษ์ มีทั้งนั่ง ทั้งยืน มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป ล้วนมีชีวิตชีวาขึ้นบนผนังผาริมน้ำนี้
รูปเคารพในยุคสมัยนี้ หาได้ดูยิ่งใหญ่หรืออ่อนหวานจนเกินไป ไม่ได้เน้นแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์อันไกลเกินเอื้อม หากแต่สลักเป็นรูปร่างดั่งปุถุชน องค์พระและเทพยดาจึงมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงมนุษย์นัก ดูสมจริงไม่เสแสร้ง สะท้อนให้เห็นว่าสภาพจิตใจของชาวต้าเยี่ยนสงบมั่นคงเพียงใด รสนิยมด้นความงามก็ดูปกติ มองว่าปัจจุบันดีที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเติมเต็มด้วยรูปเคารพ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องอาศัยความเชื่อมั่นในวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก
หลายร้อยหลายพันปีต่อมา รูปสลักหินเหล่านี้ย่อมกลายเป็นอารยธรรมต้าเยี่ยนอันสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจและรสนิยมของผู้คนในยุคสมัยนั้น
บางทีรูปสลักเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นรูปองค์พระเสมอไป แต่กลับเป็นรูปมนุษย์ธรรมดา
นักพรตเดินผ่านไปช้าๆ ราวกับเป็นแขกผู้มาเยือน
อันที่จริงเมื่อนานมาแล้วเขาเคยเห็นถ้ำหินลักษณะนี้มาก่อน ทว่าครานั้นเขามองด้วยสายตาของคนรุ่นหลัง
รูปสลักเหล่านี้ล้วนสึกกร่อนไปตามกาลเวลา โพรงถ้ำเป็นเพียงโพรงถ้ำ รูปสลักก็เป็นเพียงรูปสลัก รูสี่เหลี่ยมเล็กใหญ่มากมายรายล้อมรอบพระพุทธรูป นักท่องเที่ยวรุ่นหลังต่างไม่เข้าใจว่ารูนั้นมีไว้เพื่ออะไร แต่ยามนี้กลับเห็นได้ชัดนัก
ไม่ว่าจะเป็นถ้ำหินหรือรูปสลัก ล้วนมีประตู มีขื่อ มีหลังคาทั้งนั้น
รูสี่เหลี่ยมที่เคยเห็นคือช่องเสียบเสาไม้เพื่อค้ำหลังคาวิหารใหญ่เล็กทั้งหลาย แต่ละแห่งล้วนงดงามโอ่อ่า ลายแกะสลักบนขื่อคานวิจิตรตระการตา หาใช่ถ้ำทั่วไป หากแต่เป็นดั่งวัดที่ฝังอยู่ในภูผา แตกต่างจากที่คนรุ่นหลังได้เห็นโดยสิ้นเชิง
ช่างบางคนกำลังติดตั้งประตูถ้ำ บางคนกำลังมุงกระเบื้องบนหลังคา
นักพรตชะลอฝีเท้าลงพลางยื่นศีรษะเข้าไปสำรวจ
“นี่ท่าน ท่านนั่นแหละ…”
ซ่งโหยวหันกลับไปมองเขา “ที่นี่ไม่ใช่ชานผาที่ทอดตรงไปยังเมืองฉางจิงหรอกหรือ”
“ชานผานี้ถูกปิดตั้งนานแล้ว ทางหลวงสายใหม่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ บัดนี้ได้กลายเป็นสถานที่ขุดเจาะถ้ำหินตามบัญชาจากราชสำนัก ตามหลักแล้วควรมีคนขวางไม่ให้ผู้ใดผ่าน แต่ท่านผ่านเข้ามาได้อย่างไร”
“เช่นนั้นหรือ ข้าก็ว่าทำไมตลอดทางที่ผ่านมาถึงไม่เจอคนเลย” ซ่งโหยวยกยิ้ม ก่อนจะประสานมือขึ้นคารวะขุนนางผู้นั้น “ข้าหาได้มีเจตนาบุกรุก ตอนข้าออกจากเมืองฉางจิงก็เคยเดินผ่านชานผาแห่งนี้มาก่อน บัดนี้ได้ย้อนกลับมาทางเดิมแล้ว แต่ถึงกระนั้นระหว่างทางก็ไม่มีผู้ใดมาขัดขวางเลย”
“บ่าวพวกนั้นขี้เกียจอีกแล้วสินะ!”
ขุนนางสบถเสียงต่ำ แล้วหันไปมองซ่งโหยว พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เอาเถิดๆ อย่างไรท่านก็มาถึงที่นี่แล้ว หากจะให้ย้อนกลับไปทางเดิมคงต้องอ้อมไกลนัก ข้าก็มิได้อยากสร้างความลำบากใจให้ท่าน” เขาโบกมือไปมา น้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความเกรงใจ “เพียงแต่ท่านอย่าเดินเพ่นพ่านเล่า ข้ากลัวท่านเดินไม่ระวังแล้วทำอะไรหล่นแตก ขอให้ท่านเดินออกไปตามทางนี้เถิด”
“ขอบคุณใต้เท้า” ซ่งโหยวเอ่ยพลางค้อมศีรษะลง
“ท่านต้องการน้ำหรือเสบียงไหม ข้ามีซาลาเปาไส้ผักเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ พอดี ท่านเอาไปสักสองลูกดีหรือไม่”
ซ่งโหยวยิ้มรับ “เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก”
ขุนนางหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปจัดหาซาลาเปาให้ตามที่กล่าว
ระหว่างนั้นซ่งโหยวก็เดินตามพลางซักถามเล็กน้อย
ได้ความว่า นับแต่เหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์เมื่อคราวก่อน พระวรกายของฮ่องเต้ก็ทรุดโทรมลงเรื่อยมา ผู้ใต้บังคับบัญชามิได้ล่วงรู้โดยถ้วนทั่ว แต่ในเมืองฉางจิงย่อมมีข่าวลือแฝงเร้นอยู่เสมอ ว่าอาการของฮ่องเต้ย่ำแย่ลงทุกวัน แม้ปัจจุบันต้าเยี่ยนจะนับถือลัทธิเต๋าเป็นหลัก ทว่าพุทธศาสนากลับรุ่งโรจน์ขึ้นอย่างรวดเร็ว เหตุเพราะฮองเฮาทรงเลื่อมใสศรัทธา จึงโปรดให้สร้าง ‘ถ้ำหินอวี้ฉวี่‘ ขึ้นเพื่ออธิษฐานขอพรให้ฮ่องเต้พ้นโรคภัย
ซ่งโหยวเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง ก่อนจะออกเดินต่อไป
เขายังคงก้าวไปพลาง มองถ้ำหินและรูปสลักใหม่เอี่ยมที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นไปพลาง เดินสวนกับเหล่าช่างฝีมือที่สลักหินอยู่เป็นระยะๆ บางคนประสานมือคารวะเขา นักพรตย่อมตอบรับกลับเป็นธรรมดา
“แม่นางสามสีจำได้ว่าเราเคยเดินผ่านตรงนี้”
“แม่นางสามสีความจำดีเลิศนัก”
“ตอนนั้นที่นี่ไม่เหมือนตอนนี้เลย”
“อนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปยิ่งกว่านี้อีก”
“ทำไมพวกเขาถึงมาสร้างวัดตรงนี้เล่า”
“ต้องลองไปถามพวกเขาดู”
นักพรตกลัวนางจะเยาะเย้ยว่าเขาช่างโง่เขลาอีก จึงก้มมองสบตานาง พอดีกับที่นางแหงนหน้าเอียงคอมองเขากลับ เห็นแล้วรู้สึกเมื่อยแทนนาง จึงเอ่ยขึ้นเบาๆ “แม่นางสามสีเดินห่างจากข้าออกไปสักหน่อยก็ได้ จะได้สบาย ไม่ต้องเงยหน้าสูงนัก”
“แต่แม่นางสามสีตัวเล็ก เสียงก็เบา ถ้าอยู่ไกลไป เจ้าก็ไม่ได้ยินที่ข้าพูดน่ะสิ”
“เจ้าจะไม่เมื่อยเอาหรือ”
“ข้าไม่เมื่อยหรอกน่า”
“แต่ข้ากลัวจะเผลอเหยียบเจ้าเข้า”
“แม่นางสามสีเก่งจะตาย”
ซ่งโหยวเพียงหัวเราะ ส่ายหน้าไปมาด้วยความจนใจ
เส้นทางชานผานี้ยาวนัก เขาไม่ได้รีบร้อนเดินออกไป ครั้นมาถึงสถานที่ที่เคยหยุดพักแรมเมื่อเกือบสามปีก่อน ก็ยังเห็นร่องรอยเถ้าถ่านไฟไหม้เลือนรางอยู่บนพื้น จึงตัดสินใจหยุดพักอีกครั้ง ปลดสัมภาระลง โดยตั้งใจจะพักผ่อนหนึ่งคืน แล้วค่อยออกเดินทางสู่ฉางจิงตอนรุ่งเช้า
ครานั้นเขาเคยได้พบสิงอู่ที่นี่ และยังมีจอมยุทธ์ซูร่วมวงด้วย
เพียงแต่วันนี้ทั้งสองไม่อยู่ตรงนี้แล้ว คนหนึ่งยังคงประจำการอยู่ในกองทัพทางตอนเหนือในฐานะผู้มีวิชา ส่วนอีกคนนั้นอยู่ที่ภูเขาอู้ซานแห่งกวงโจว บัดนี้ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักใหญ่แล้ว มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วยุทธภพ
แต่วันนี้ซ่งโหยวกลับมีนกนางแอ่นเพิ่มเข้ามาแทน
แม่นางสามสีความจำเป็นเลิศ ยังจำได้ว่าคืนนั้นเคยซดแกงเนื้อปลาร้อนๆ ซ่งโหยวจึงบอกให้นางไปจับปลา ให้นกนางแอ่นช่วยเก็บฟืน ครั้นตกค่ำก็จุดกองไฟที่เดิม เคี่ยวแกงปลาเข้มข้น กินคู่กับซาลาเปาไส้ผักที่ได้มาจากขุนนางเป็นมื้อค่ำของวัน
ส่วนแมวน้อยก็นั่งอยู่บนฝั่ง หันหลังให้เขา คอยยกอุ้งเท้าขึ้นเลีย แล้วใช้ถูใบหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ
ล้างเนื้อตัวจนสะอาดหมดจด ในที่สุดพรุ่งนี้ก็จะได้กลับไปเยือนฉางจิงแล้ว
ตอนนี้ที่ฉางจิงเพิ่งเข้าสู่ฤดูหนาว หากถามว่าในยามนี้ผู้ใดเลื่องลือที่สุดทั้งในนครฉางจิงและแผ่นดินต้าเยี่ยน คำตอบย่อมมิใช่ใครอื่น นอกจากแม่ทัพเฉินจื่ออี้ ผู้เพิ่งได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่กลับมาจากแดนเหนือ
นับว่าชัยชนะครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาก่อนเลย กองทัพต้าเยี่ยนรุกล้ำเข้าไปถึงสถานที่ที่ไม่เคยมีทหารในยุคสมัยใดบุกเข้าไปถึง สมควรเรียกว่าเป็น ‘ยอดวีรกรรมชั่วนิรันดรกาล’
เมื่อต้นปีนี้เฉินจื่ออี้ถูกเรียกตัวกลับฉางจิง ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ‘อู่อันโหว‘
ได้รับตำแหน่งนี้นับเป็นเกียรติสูงสุดของแม่ทัพ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีผู้กล้าเพียงไม่ดี่คนเท่านั้นที่ได้รับ
บัดนี้ เฉินจื่ออี้ตกเป็นจุดสนใจของผู้คนทั่วฉางจิง ไม่ว่าเหล่าขุนนางผู้กุมอำนาจจะพยายามเว้นระยะห่างเพียงใด หรือบัณฑิตหัวก้าวหน้าจะชื่นชมเขาจนแวะเวียนเข้าหาอย่างไร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ผู้คนก็ล้วนเฝ้าจับตามองอยู่ไม่เว้น แม้แต่เรื่องเล็กน้อยภายในจวนของท่านโหว ไม่ว่ามีผู้ใดมาเยือน หรือจัดหาซื้อปัจจัยใดๆ ใช้เวลาเพียงไม่นานก็แพร่สะพัดไปในแวดวงขุนนางน้อยใหญ่
ทว่าในระยะหลังนี้เฉินจื่ออี้กลับดูมีท่าทีประหลาดนัก
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดทุกเช้าตรู่เขาจะออกจากฉางจิง โดยมีเพียงองครักษ์ติดตามไม่กี่นาย ไปยืนเฝ้าอยู่นอกเมืองทั้งวัน ครั้นฟ้ามืดจึงกลับ พอเช้าวันใหม่ก็ออกไปอีก
ราวกับว่ากำลังเฝ้ารอใครสักคน
ทว่าแผ่นดินต้าเยี่ยนในยามนี้ นอกจากฮ่องเต้ในวังหลวงที่อ่อนแอลงทุกวัน ยังจะมีผู้ใดคู่ควรให้อู่อัรโหวเฝ้ารออยู่ทั้งวันเช่นนั้นเล่า
เหล่าขุนนางผู้ทรงอำนาจในฉางจิงต่างพากันฉงน แม้แต่พวกที่กล้าได้กล้าเสียก็ยังไม่กล้าออกหน้า เพียงสืบหากับเงียบๆ หรือหยิบไปพูดคุยกันตามวงสนทนายามว่าง เรื่องเล่าที่เล็ดลอดออกมาจากจวนท่านโหวก็ถูกแต่งเติมจนยากแยกแยะจริงเท็จ หากจะให้เข้าไปสอบถามเฉินจื่ออี้ด้วยตนเอง หรือออกไปยืนรอร่วมกับเขาที่นอกเมืองนั้น ก็เกรงว่าคงมีไม่กี่คนที่กล้า
ส่วนใหญ่ก็เพียงสั่งสมุนให้ไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวในเมือง หรือไม่ก็ทำทีออกไปเที่ยวชมใบไม้ร่วงนอกเมือง ครั้นกลับมาก็แสร้งว่าบังเอิญพบกับแม่ทัพเฉิน
กระทั่งพลบค่ำวันลี่ตง
นักพรตพร้อมม้าแดงและแมวสามสี เดินทางมาถึงเนินเขานอกนครฉางจิง ลมหนาวพัดเข้าหน้า ทว่าสายตายังคงจ้องมองนครหลวงเบื้องหน้า ก่อนจะสาวเท้าเดินต่อไป