ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 326 งานเลี้ยงต้อนรับแม่ทัพ
ลมหนาวเหนือยอดเขาพัดกรรโชกไม่ขาดสาย ขนของเจ้าเหมียวพองฟูสะบัดไหวไปทั้งตัว คราแรกนางยังทำหน้าย่น หดคอหนี แต่ไฉนเลยจะหลบเลี่ยงลมบนยอดเขาได้
กระทั่งเห็นนักพรตกับม้าแดงเดินล้ำหน้าไปไกล นางจึงรีบวิ่งเหยาะๆ ตามไปติด พอชินกับลมแล้ว ก็ผ่อนสีหน้าลง ราวกับว่าลมหนาวมิอาจทำอะไรได้อีก
“นักพรต~”
เสียงใสนุ่มละมุนของนางดังแทรกเสียงลมหวีดหวิวมา หากไม่ตั้งใจฟังคงแทบไม่ได้ยินเลย
“มีอะไรหรือ”
“พวกเรามาถึงฉางจิงแล้ว!”
“ใช่แล้ว”
“นี่คือที่ที่เจ้าเสกสายฟ้าลงมาใช่ไหม!”
“ใช่แล้ว”
“แล้วตรงนั้นก็คือที่จิ้งจอกมาส่งพวกเราใช่ไหม!”
“ใช่แล้ว”
“แม่นางสามสีความจำเป็นเลิศ!”
“แน่นอน”
นักพรตก้าวไปพลางทอดสายตามองเบื้องล่าง เห็นทางดินคดเคี้ยวลาดลงเขาไป พร้อมกับขบวนพ่อค้าคาราวานกำลังมุ่งสู่เมืองใหญ่ ศาลาบนเนินดินที่เคยมีคนดีดพิณ รินสุรา ก็ยังอยู่ในสภาพเดิม เพียงแต่บัดนี้ไร้ซึ่งผู้คน
“พวกเราเดินทางมาไกลมากเลยนะ…”
เจ้าเหมียวชะโงกศีรษะมองลงไปเบื้องล่าง ขนปลิวสะบัดตามแรงลม ดูสง่างามไม่เบา
โลกในความคิดของแมวน้อยนั้นแตกต่างจากของมนุษย์ อีกทั้งนางยังเป็นเด็ก ไม่มีความรู้ด้านภูมิศาสตร์หรือระยะทาง จึงไม่รู้ว่าตลอดสามปีมานี้ตนเดินทางมาอย่างไรบ้าง จำชื่อสถานที่ได้เพียงบางแห่ง จดจำได้ถึงสถานที่ที่ตนได้สนุกสนาน ขุนเขาและสายน้ำแปลกตา ทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา หรือหิมะที่ตกหนาจนกลบมิดทั้งตัว ทว่าสิ่งเดียวที่รู้แน่ชัดคือ ตนเคยติดตามนักพรตออกจากฉางจิง และบัดนี้ก็ได้หวนกลับมายังที่เดิมอีกครา
“ใช่แล้ว…”
นักพรตเพียงพยักหน้าให้ เขามองดูแมวน้อยที่เดินฝ่าสายลมอยู่ข้างกาย “ตอนที่เรายังอยู่ในฉางจิง แม่นางสามสียังถูกผู้อื่นรังแก ผ่านไปไม่ทันไร บัดนี้กลับกลายเป็นผู้กำราบหมีและเสือร้ายไปเสียแล้ว”
“อืม!”
แมวน้อยหันขวับไปหาเขา ความทรงจำพลันผุดขึ้นมา ความแตกต่างระหว่างแม่นางสามสีเมื่อสามปีก่อน กับแม่นางสามสีในวันนี้ทำให้นางรู้สึกพิศวง ราวกับกาลเวลาและการเดินทางได้ก่อร่างขึ้นมาในใจนาง
ทว่านางกลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำได้ จึงทำได้เพียงก้าวเดินนำหน้า แล้วแหงนหน้าขึ้นจ้องนักพรต แววตาของนางในยามนี้ทอแสงระยิบระยับดูแล้วงดงามนัก
“น่าประหลาดใจใช่หรือไม่”
นักพรตเอ่ยถามทั้งรอยยิ้ม
“…”
แมวน้อยเพียงเบนหน้าหนีโดยไม่พูดสิ่งใด แต่กลับเร่งฝีเท้าวิ่งปราดไปข้างหน้า หยุดลงที่ไหล่เขา ก้มมองนครหลวงเบื้องล่าง กวาดตามองหาสิ่งคุ้นเคย ก่อนจะหันกลับไปทางนักพรตอีกครั้ง
สายตานักพรตก็จับจ้องไปที่นางเช่นกัน
แมวน้อยพลันเอ่ยถามเขา “แม่นางสามสีเห็นบ้านของพวกเราแล้ว…”
“ก็แค่บ้านที่เราเคยอยู่”
“บ้านที่เราเคยอยู่!”
“บางทีอาจมีผู้อื่นเข้ามาอยู่แทนแล้วก็ได้”
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรเล่า”
“ก็หาบ้านใหม่หลังใหม่ อย่างไรเสียพวกเราก็ยังมีเงินที่แม่นางสามสีหาไว้อยู่ไม่น้อยเลย”
“แม่นางสามสีชอบบ้านหลังนั้น”
“เช่นนั้นเราไปดูกันเถิด”
“แต่อย่าได้คาดหวังมากเกินไปเลย”
“ตรงนั้นมีคนอยู่!”
“ตรงไหนหรือ”
“นอกประตูเมือง!”
“นอกประตูเมืองมีคนเต็มเลย”
“เป็นคนที่พวกเรารู้จักด้วย!”
“ชื่ออะไรเล่า”
“ผู้แซ่เฉิน…!”
“อ้อ…”
นักพรตเงยหน้ามองออกไปไกล มีคนยืนอยู่ที่ประตูเมืองท่ามกลางแสงยามสนธยาจริงๆ
“…”
นักพรตยกยิ้ม ก้าวเดินฉับไว ย่ำไปตามถนนดินเหลืองแล้วลงจากเขาไป ครั้นผ่านศาลาบนเนินกฌเหลียวมองอีกครั้ง ถนนเบื้องหน้ากว้างขวางทอดตัวสู่เมืองใหญ่
ภาพของร่างเงาหน้าประตูเมืองเริ่มแจ่มชัดขึ้นทุกที เป็นแม่ทัพเฉินจริงๆ
แม่ทัพเฉินถอดเกราะออกแล้ว บัดนี้สวมใส่ชุดขุนนางฝ่ายทหาร ไม่ได้ถืออาวุธใด เพียงยืนนิ่งอยู่ตรงประตู ร่างกายสูงใหญ่กำยำทำให้อาภรณ์ดูแน่นขนัก ประหนึ่งต้นสนเขียวหรือขุนเขาตั้งตระหง่าน
ข้างแม่ทัพเฉิน ยังมีชายหนุ่มร่างใหญ่ผิวคล้ำอีกหลายคน ล้วนสวมอาภรณ์สีแดง คาดผ้าโพกศีรษะ รัดเอวด้วยเข็มขัดหนัง พกดาบโค้ง มีคันศรพร้อมแล่งลูกติดสะพายหลัง ล้วนเป็นเครื่องแต่งกายของผู้ติดตามขุนนางฝ่ายทหารในฉางจิง แต่เพียงสบตาก็รู้แล้วว่ากลิ่นอายสังหารของคนเหล่านี้ หาใช่สิ่งที่พวกขุนนางทหารในเมืองจะมีได้ เพียงมอบเกราะเหล็กกับหอกยาวหนึ่งเล่มให้ พวกเขาก็พร้อมเป็นทหารกล้าที่เคยบุกทะลวงแนวรบตอนเหนือไปพร้อมกับแม่ทัพใหญ่แล้ว
คนพวกนั้นยืนกระจายตัวกัน กวาดสายตาไปทั่วสารทิศ จนเมื่อมีคนเห็นนักพรตที่กำลังมาจากไกลโพ้น สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นทำใด รีบหันไปหมายจะรายงาน แต่กลับพบว่าแม่ทัพของตนได้หันมองไปทางนั้นแล้ว จึงได้แต่ปัดฝุ่นทรายออกจากร่าง แล้วก้าวตามออกไป
“คารวะท่านแม่ทัพ” นักพรตคำนับตอบ “ไม่ได้พบกันตั้งหนึ่งปี ท่านแม่ทัพยังสบายดีหรือไม่”
“เมี๊ยว~”
“โดยรวมก็ถือว่าพอใช้ได้”
ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะกลับมาถึงฉางจิงตอนนี้”
“ข้าได้ยินเรื่องที่กวงโจว จึงคาดว่าท่านคงย้อนกลับมาทางนี้ ส่งคนไปคอยสอดส่องตามเส้นทาง เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เพิ่งมีรายงานกลับมา ข้าจึงมารอที่นี่ทุกวัน”
“ได้ยินว่าแม่ทัพได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านโหวแล้ว ท่านไม่ควรมารอข้าเช่นนี้เลย”
“หากไม่ได้ท่าน ชัยชนะจากศึกแดนเหนือครั้งนั้นและตำแหน่งของข้าจะมีอยู่หรือ” แม่ทัพเฉินกล่าวเสียงราบเรียบ “ยิ่งไปกว่านั้นข้าเป็นเพียงนักรบแดนเหนือ ที่ฉางจิง ท่านคือคนเดียวที่ข้าพอเรียกได้ว่าเป็น ‘สหายเก่า’ ”
“เป็นเช่นนั้นเอง…”
ซ่งโหยวยกยิ้มเล็กน้อย
ครั้งก่อนที่มาเยือนฉางจิง จอมยุทธ์หญิงอู๋ก็มารอเขาที่หน้าประตู นั่นเป็นเพราะนางเองก็ไม่มีญาติมิตรใดในเมืองใหญ่ ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน มีคนมารอรับด้วยเหตุผลที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
“เชิญคุณชาย”
แม่ทัพเฉินเบี่ยงกายออกพลางทำมือเชื้อเชิญ “ท่านเดินทางมาไกล ข้าควรตั้งโต๊ะเลี้ยงอาหารต้อนรับท่าน ให้ท่านได้พักผ่อนเสียหน่อย”
ซ่งโหยวไม่ปฏิเสธ และพยักหน้าตอบไปทันที “รบกวนแม่ทัพแล้ว”
“ปลายฤดูใบไม้ร่วงนี้ ปลาหลูจากแม่น้ำซงเพิ่งส่งมาถึง ข้าจะลองไปถามที่หออวิ๋นชุนดู ให้ท่านได้ลองลิ้มรสสักหน่อย” แม่ทัพเฉินกล่าวพลางหัวเราะเย้ยหยันตนเองเบาๆ น้ำเสียงก็พลันอ่อนโยนลงด้วย “ที่จริง ตั้งแต่ข้ากลับมาฉางจิง ก็ไม่กล้าไปร่วมงานเลี้ยงหรือไม่กล้าเชิญผู้ใดมางานเลี้ยงเลย วันนี้คงต้องอาศัยบารมีท่านแล้ว”
“แม่ทัพวาจาคมคายยิ่ง”
“ล้วนเป็นความจริงใจจากข้า”
ว่าแล้วทั้งนักพรตและแม่ทัพก็เดินเคียงกันผ่านประตูเมืองเข้าสู่ตัวนคร โดยมีม้าแดงและบริวารติดตามมาอีกหลายคน บนฟ้ามีนกนางแอ่นบินเฉี่ยวผ่านกำแพงเมืองไปอย่างคล่องแคล่ว
ไม่รู้ว่ามีสายตากี่คู่ที่แอบเฝ้ามองอยู่ ทว่าแค่บรรดาบริวารของแม่ทัพเฉินปรายตามอง สายตาเหล่านั้นก็เบนหนีไปทางอื่นทันที
เหล่าผู้ติดตามของแม่ทัพไฉนเลยจะเป็นคนธรรมดา หากอยู่ในยุทธภพ แม้ฝีมือไม่ทัดเทียมวูอี้ฝานในอดีต แต่ก็ถือว่าเป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น ผ่านศึกมากหลายครา พวกชอบสอดส่องที่คิดว่าแนบเนียนนัก อาจหลอกพวกขุนนางในเมืองได้ แต่ในสายตาเหล่านักรบกลับเป็นดั่งภูตผีแฝงกายกลางหมู่คน โดดเด่นยากจะปกปิด
แต่เพราะที่นี่คือฉางจิง ต้องปฏิบัติตามคำสั่งแม่ทัพ จึงแสร้งว่าไม่เห็นเท่านั้น
ทั้งสองเดินไปพูดคุยไปถึงเรื่องราวหลังจากนักพรตจากไป ไม่นานก็มาถึงหออวิ๋นชุน
มีผู้ติดตามจองที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ปกติแล้วจะต้องจองโต๊ะที่หออวิ๋นชุนล่วงหน้าก่อน แต่วันนี้กลับไม่ต้อง ปลาหลูจากแม่น้ำซงที่มีจำนวนจำกัดถูกจัดวางไว้เต็มโต๊ะ ห้องอาหารหรูหราที่เคยเต็มไปด้วยแขก กลับถูกเว้นว่างไว้ห้องหนึ่งพอดี
นักพรตหยิบชามใบเล็กของแม่นางสามสีขึ้นมาวางบนโต๊ะ ไม่นานนักหญิงรับใช้ก็ทยอยเดินเข้ามาพร้อมสุราจอกทองและสำรับอาหารแสนประณีต
“แม่ทัพจัดไว้ยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว”
“นานๆ ครั้ง” แม่ทัพเฉินตอบเสียงเรียบ เหลือบมองแมวน้อยที่กระโดดขึ้นโต๊ะ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น “แล้วนกนางแอ่นที่ตามท่านมาเล่า”
“เขามีนิสัยขี้อาย ไม่ค่อยกินอาหารมนุษย์ ปล่อยให้เขาทำตามใจเถิด”
“เป็นเช่นนั้นเอง”
“แม่ทัพกลับมาถึงฉางจิงตั้งแต่เมื่อใด”
“เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้”
“ผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว ฝ่าบาทมิได้มีรับสั่งให้แม่ทัพกลับไปแดนเหนือหรือ”
“…”
แม่ทัพเฉินเพียงส่ายหน้าพร้อมกับเทสุราลงจอก
ซ่งโหยวจึงรินของตนบ้าง พลางหันไปเห็นแมวน้อยที่กำลังจ้องตาแป๋ว แล้วรินให้นางเล็กน้อย
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ”
“เหมียว…”
“คุณชายใช้ตะเกียบได้ตามสบาย อย่าได้เกรงใจ ที่นี่ดีกว่าในค่ายอยู่แล้ว ท่านโปรดทำตัวตามสบาย”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
นักพรตก็ตักอาหารก่อน ฤดูนี้รสชาติของปลาหลูจากแม่น้ำซงกำลังอร่อย ไม่ต้องปรุงมาก เพียงใส่ขิงต้นหอม นึ่งจนสุก ราดซีอิ๊วเล็กน้อยก็พอแล้ว ซ่งโหยวตักเนื้อท้องชิ้นหนึ่ง วางลงในชามของแม่นางสามสีก่อน
แม่ทัพเฉินแม้จะถือตะเกียบไว้ แต่เมื่อเห็นเช่นนั้นก็หยุดมือลง รอจนซ่งโหยวคีบอาหารใส่จานก่อน จึงค่อยเริ่มเอ่ยปาก
“ฝ่าบาทประชวรหนักขึ้นทุกวัน”
“เช่นนั้นข่าวลือก็เป็นจริงหรือ”
“เป็นตามนั้น” แม่ทัพเฉินคีบเนื้อปลา “ตอนอยู่แดนเหนือ แม้ข่าวที่ข้าได้รับจะเป็นที่น่าเชื่อถือ แต่ก็คิดว่าอาจเป็นแผนของฝ่าบาทและราชครู กระทั่งได้เข้าเฝ้าด้วยตนเอง… ฝ่าบาทมีพระชนมายุมากเกินไปแล้ว เรื่องถูกลอบปองร้ายอาจเป็นเพียงข่าวลือ แต่พระวรกายอ่อนแอลงย่อมเป็นเรื่องจริงแน่นอน”
“แล้วองค์หญิงฉางผิงเล่า”
“ยังถูกคุมขังอยู่ เรื่องจะลงโทษอย่างไรยังเป็นที่ถกเถียงในท้องพระโรง นางทำผิดถึงขั้นต้องประหารชีวิต แต่ด้วยความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับฝ่าบาท ทั้งยังเคยช่วยชิงราชบัลลังก์มาแต่แรก และยังใช้เวลากว่าสิบสองปีไปกับกรทุ่มเทอุทิศตนจนต้าเยี่ยนเจริญรุ่งเรือง ฝ่าบาทชรามากแล้ว ทรงลังเลพระทัยยิ่งนัก จะเด็ดขาดหรืออ่อนพระทัยลงย่อมเป็นไปได้ทั้งนั้น”
ได้ฟังก็รู้ว่าพายุในฉางจิงนั้นรุนแรงกว่าในข่าวลือนัก
ฮ่องเต้ชราภาพ พระวรกายโรยราลงฉับพลัน ราวกับเป็นสัญญาณแห่งความมอดมลาย ฮ่องเต้ร้อนพระทัยฉันใด องค์หญิงก็ไม่ต่างกัน ขณะเดียวกันองค์ชายทั้งสองก็เติบใหญ่ ยิ่งเร่งเร้าให้สถานการณ์เข้มข้นยิ่งขึ้น
ซ่งโหยวยังสัมผัสได้ถึงความหนักใจของแม่ทัพเฉิน
แท้จริงแล้ว บ่อยครั้งที่ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่กำจัดขุนนางและแม่ทัพหาใช่เพราะตนกลัวทหาร หากเพราะมั่นใจว่าตนเองคุมได้ แต่ผู้สืบทอดเล่า จะมีบารมีเท่าเดิมหรือไม่ ก็ไม่อาจแน่ใจได้
ดังนั้นฮ่องเต้ผู้หยั่งรู้ขีดจำกัดของตนเองย่อมไม่ลังเล กล้าที่จะใช้มาตรการเด็ดขาด ดั่งที่ทำกับองค์หญิงฉางผิง
แล้วสำหรับอู่อันโหวผู้นี้เล่า ความกังวลนี้คงเป็นสิ่งที่แม่ทัพเฉินไม่อาจเอ่ยกับใครได้
“ฮ่า ฮ่า!”
แม่ทัพเฉินหัวเราะออกมา หัวใจอันหนักอึ้งพลันผ่อนคลายลง “คุณชายเพิ่งกลับมา ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจะดีหรือ ให้ท่านเพลิดเพลินกับอาหารและสุราเถิดคงดีกว่า ความทุกข์ของวันพรุ่งนี้ ก็ปล่อยให้เป็นของพรุ่งนี้เถิด”
แล้วทั้งสองก็ดื่มกิน พูดคุยถึงความเปลี่ยนแปลงในเมืองฉางจิงตลอดสามปี มีกล่าวถึงการฟื้นฟูแคว้นทางเหนือ เป็นเพียงบทสนทนาคร่าวๆ ไม่ได้ลงลึกนัก เป็นดั่งเครื่องเคียงคู่สุราก็ว่าได้
……………