ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 327 เรือนเก่ายังคงอยู่
“มีเรื่องหนึ่งจำต้องเรียนคุณชาย”
“เรื่องใดหรือ”
“นับแต่คุณชายจากไป บ้านที่ท่านเคยพำนักก็ถูกปล่อยทิ้งไว้มิให้ผู้ใดเข้าอยู่ ข้าวของด้านใน ล้วนยังคงเดิม มิได้เคลื่อนย้ายสิ่งใด”
“อ้อ”
“หาใช่เพราะข้ามีความดีความชอบอันใดหรอก คุณชายอย่าได้ถามถึงข้าเลย” แม่ทัพเฉินยิ้ม “หากอยากรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้เอ่ยปากสั่งการไม่ให้ใครอื่นแตะต้องบ้านหลังนั้น เกรงว่าคงต้องถามเจ้าหน้าที่หน่วยงานบ้านเรือนประจำเมืองฝั่งตะวันตกถึงจะรู้แน่ชัด”
“ที่แท้เป็นเช่นนั้นเอง…”
ซ่งโหยวเข้าใจแล้ว
“หากคุณชายยังคิดจะกลับไปบ้านหลังเดิม ก็กลับไปได้ เพียงแต่คงต้องลำบากจัดการทำความสะอาดสักหน่อย แต่หากอยากเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ข้าก็ยังมีจวนที่ฝ่าบาทเคยพระราชทานให้ว่างอยู่”
“ขอบคุณน้ำใจของท่านมาก เพียงแต่ข้ากับแม่นางสามสีก็คุ้นชินกับบ้านหลังนั้นแล้ว โดยเฉพาะแม่นางสามสี ระหว่างเดินทางมายังบอกว่าชอบที่นั่นอยู่เลย”
แม่ทัพเฉินฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มรับ ก่อนจะยกจอกสุราขึ้น
“หลังงานเลี้ยงข้าจะให้คนไปส่งท่าน”
“ได้”
ทั้งสองจึงยังคงกินดื่มสนทนาต่อ
ครั้นมื้อเย็นสิ้นลง เหลืออาหารอยู่มากนัก นักพรตเห็นแล้วเสียดาย จึงให้ลูกจ้างห่ออาหารสักสองสามอย่างที่แม่นางสามสีชอบกลับไป แล้วขอเนื้อแล่บางจากหลังครัวเพิ่มอีกนิด จึงค่อยก้าวออกจากภัตตาคาร
เพียงก้าวมาถึงหน้าประตู เขาก็หยุดยืนอยู่พักหนึ่ง
ที่นี่คือเขตคับคั่งที่สุดของนครฉางจิง
ฟ้ามืดสนิทแล้ว ทว่าถนนยังมีผู้คนเดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย ทั้งพ่อค้าและแขกเหรื่อแวะเวียนไปมา ข้างถนนคือร้านรวงประดับโคมไฟส่องสว่างละลานตา ชั้นล่างวางสินค้านานาชนิด ชั้นบนมีสตรีแต่งกายงดงามโบกแขนเสื้อสีชาดแย้มยิ้มกล่าววาจาเชื้อเชิญ เสียงเด็กเล็กหัวเราะยามวิ่งไล่กัน มีทั้งชาวเมืองทักทายสนทนากับเพื่อนบ้าน ทั้งบุตรหลานบ้านตระกูลผู้ดีออกมาเดินเล่นพร้อมบ่าวไพร่ติดตาม บ้างก็เป็นเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางยศสูงออกมาเดินเที่ยว กว่าตัวจะถึงหน้าถนน เหล่าผู้ติดตามก็เปิดทางให้เรียบร้อยแล้ว ทั้งถนนอุดมไปด้วยสารพัดเสียง เป็นภาพแห่งความเจริญรุ่งเรือง
นักพรตไม่ได้เห็นความครึกครื้นเช่นนี้มานานแล้ว
แต่ยามนี้เมื่อได้ประจักษ์ กลับรู้สึกสะท้อนใจนัก
เทียบกับดินแดนตอนเหนือ โดยเฉพาะที่แคว้นเย่ว์โจวอันแร้นแค้นแล้ว นครฉางจิงดูเหมือนอยู่คนละโลกกับที่นั่นเลย
แมวน้อยเบิกตากลมโต มองแสงไฟระยิบระยับ ทั้งรู้สึกแปลกใหม่และคุ้นเคยในคราเดียวกัน
“ท่านคิดว่ามันดูไม่ยุติธรรมหรือไม่” แม่ทัพเฉินยืนเคียงข้างนักพรต สายตาสงบนิ่งทอดมองภาพตรงหน้าและผู้คนมีอำนาจที่เดินอยู่บนถนนนั้น ก่อนหันกลับมามองอีกฝ่าย
“เกรงว่าชาวบ้านที่ดินแดนตอนเหนือคงไม่อาจจินตนาการถึงภาพนี้ได้ แม้จะเป็นในความฝันก็ตาม”
“ไม่ใช่แค่ที่ดินแดนตอนเหนือหรอก”
“ก็จริง…”
แม่ทัพเฉินละสายตา
ในใจเขาย่อมรู้แจ้งอยู่แล้ว
กระเบื้องทุกแผ่น อิฐทุกก้อนที่หล่อรวมกันเป็นความเจริญรุ่งเรืองแห่งเมืองฉางจิงล้วนเรียงรายอยู่เหนือศีรษะผู้คน อย่าว่าแต่ดินแดนทางตอนเหนือที่เพิ่งผ่านศึกสงครามกับมารปีศาจมาเลย แม้แต่หมู่บ้านที่ห่างจากฉางจิงออกไปเพียงไม่กี่สิบลี้ ก็ยังมีผู้คนมากมายที่ใช้ชีวิตเยี่ยงอีกโลกหนึ่ง หาได้มีส่วนรู้เห็นความเจริญหรูหรานี้ไม่
“คุณชายมีหนทางแก้หรือไม่”
แม่ทัพเฉินหันกลับมาถาม สายตายังสงบนิ่งเช่นเดิม
นักพรตเพียงส่ายหน้า มิได้ตอบ เพียงก้าวลงบันไดไป “ท่านแม่ทัพควรคิดถึงเรื่องของตนเองก่อน”
แมวน้อยรีบกระโดดตามลงมาจากบันได แม่ทัพเฉินเองก็เดินต่อไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย
บรรดาผู้ติดตามในชุดแดงแต่ละคนล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่ สง่าผ่าเผย สายตาเฉียบขาด ครั้นพวกบ่าวที่ออกหน้าแหวกทางให้เจ้านายเห็นเหล่าทหารพกดาบข้างกายล้วนสะดุ้งโหยงแล้วยอมถอยไป แม้ไม่ยอมหลีกทางก็ถูกเจ้านายตำหนิ ส่วนบุตรหลานบ้านผู้ดีทั้งหลาย ครั้นเห็นแม่ทัพเฉิน ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าสำแดงอาการหยาบคาย ล้วนเผยท่าทีสุภาพนอบน้อมออกมาทันที
“ได้ เช่นนั้นขออำลาคุณชาย”
“ขอบคุณแม่ทัพที่ต้อนรับ” นักพรตเอ่ยด้วยความจริงใจ พลันเผยรอยยิ้มบางๆ “ข้าไม่ได้กินอาหารเลิศรสเช่นนี้มานานแล้ว”
“ตัวข้าเองก็เช่นกัน”
“เชิญแม่ทัพกลับเถิด”
“จากนิสัยของคุณชาย มาถึงฉางจิงแล้ว คงปิดประตูพักผ่อนหลายวัน ไม่สนใจเรื่องภายนอก อีกสักสองสามวัน ข้าจะมาเยี่ยมพร้อมสุราและชาชั้นเลิศ ถึงตอนนั้นเราค่อยสนทนากันต่อ”
“ข้าก็จำชะเตรียมสำรับอาหารไว้ให้ท่านแม่ทัพด้วย เพียงแต่อาจจะไม่หรูหราเท่าที่หออวิ๋นชุน
“…”
ทั้งสองโค้งคำนับ แล้วลาจากกันไปในคืนนั้น
นักพรตยังคงก้าวต่อไปทางฝั่งตะวันตกของเมือง ส่วนแม่ทัพเฉินก็หยุดยืนอยู่ที่เดิม เฝ้ามองจากด้านหลังอยู่เนิ่นนานกว่าจะหันกลับมา เตรียมมุ่งหน้ากลับจวนที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ใหม่
ถนนเส้นนี้กว้างนับสิบจั้ง เป็นเส้นแบ่งเขตอันรุ่งเรืองโอ่อ่าของนครฉางจิง และยังเป็นเส้นกั้นระหว่างเมืองฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก เวลากลางวัน รถม้าแน่นขนัดราวสายน้ำไหล แต่ครั้นถึงยามค่ำ รถม้ากลับน้อยนัก จนกลายเป็นที่รวมตัวของชาวบ้าน ทั้งเดินเล่น ทั้งตั้งแผงขายของ ไม่ว่าผู้ดีหรือชาวบ้านสามัญล้วนปะปนอยู่ในสถานที่เดียวกัน
ข้ามถนนนี้ไปก็เข้าสู่เขตตะวันออกแล้ว
ความสว่างไสวและความหรูหราเบื้องหน้าจางหายไปกับตา เรือนร้านสองฟากทางก็เรียบง่ายกว่ามาก ทว่าผู้คนกลับอาศัยอยู่กันหนาแน่นยิ่งกว่า ชาวบ้านยากจนย่อมยังมีความต้องการพักผ่อน จึงรวมกลุ่มกันพูดคุยหัวเราะเสียงดังสนั่น เด็กเล็กก็เล่นซ่อนหาไล่จับกันเกรียวกราว ถึงจะขาดความประณีตโอ่อ่าแบบถนนฝั่งตะวันตก แต่กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศสื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง
ซ่งโหยวนึกถึงฤดูใบไม้ผลิปีเมื่อรัชศกหมิงเต๋อปีที่สี่ ตอนที่ตนเพิ่งเหยียบย่างเข้ามายังนครหลวงนี้ ขณะนั้นยังมีการประกาศใช้คำสั่งห้ามออกจากเคหสถานยามวิกาล พอหวนระลึกถึงภาพในวันวานก็ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างห่างไกลราวกับอยู่ในความฝัน
แต่ความทรงจำเกี่ยวกับเมืองนี้ยังคงแจ่มชัดอยู่
ไม่นานเขาก็มาถึงถนนต้นหลิว เดินทอดน่องไปตามเส้นทาง ทั้งสองฝั่งมีบ้านเรือนสองชั้นเรียงราย ร้านค้าชั้นล่างดูแทบไม่ต่างไปจากเมื่อสามปีก่อน
ใกล้ถึงบ้านหลังนั้นของสหายเก่าแล้วเช่นกัน
เสียงกีบม้ากระทบหินเขียว สลับกับเสียงกระดิ่งที่คอของม้าดังเป็นระยะ ผู้คนจากสองข้างถนน ทั้งที่ยังไม่เข้าบ้าน หรือยังไม่ปิดร้านค้า ต่างทอดสายตามองนักพรตกับม้าที่เดินผ่านมา ทว่าเพราะรอบข้างนั้นมืดมิด จึงมองเห็นไม่ชัด อีกทั้งยังดูเหมือนจะไม่กล้าทักทาย จึงไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา
นักพรตกับม้าต่างชะลอฝีเท้าลง
พวกเขามาถึงหน้าบ้านของจอมยุทธ์หญิงอู๋ก่อน
นักพรตหยุดเดิน แมวน้อยและม้าแดงก็หยุดตาม เงยหน้าขึ้นมองพร้อมกัน
ประตูไม้ปิดสนิท มีกุญแจคล้องแน่น
ภายในไม่มีแสงสว่างหรือเสียงใดเล็ดลอดออกมา
“ไม่มีคนอยู่ข้างใน” แมวน้อยเอียงหน้ากระซิบกระซาบ “แต่มีหนูนะ”
“…”
นักพรตนิ่งเงียบไปชั่วขณะ แล้วเลื่อนสายตาไปยังบ้านหลังถัดไป
บานประตูไม้ก็ปิดสนิทเช่นกัน กุญแจยังคงเป็นอันเดิม เพียงแต่มีฝุ่นจับหนา
“ลงกลอนไว้แน่นเชียว…” แมวน้อยเอ่ยพลางหันหน้าไปมองเขา
“อืม”
นักพรตก้าวไปเบื้องหน้า ก่อนจะยกปลายไม้แตะกุญแจทองแดงเบาๆ
แกร๊ก
แม่กุญแจถูกสะเดาะออกในทันที
“!”
แมวน้อยเบิกตากว้าง หันมองเขาด้วยแววตาเปล่งประกาย นางวิ่งปราดไปหน้าประตู แล้วแนบตัวเข้ากับบานประตู รอให้นักพรตเปิด
เอี๊ยด…
ในห้องมีของวางอยู่ไม่มาก เครื่องเรือนล้วนเขรอะไปด้วยฝุ่นผง
แทบไม่ต่างอะไรจากเมื่อสามปีก่อน
ขึ้นไปชั้นบนก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ เพียงแต่บนเตียงนั้นว่างเปล่า ไม่มีเก้าอี้โยกและตั่งริมหน้าต่างอีกต่อไปแล้วก็เท่านั้น
ฝุ่นหนาเกาะแน่น ไม่มีรอยเท้าผู้ใดเหยียบย่ำ
“ฟู่…”
นักพรตเป่าลมเบาๆ ลมหมุนวนพัดกวาดฝุ่นทั่วห้องให้ปลิวออกไปหมด แต่แสงจากโคมในมือเด็กหญิงกลับเพียงไหววูบ ไม่มอดดับลง
จากนั้นเขาก็ปลดสัมภาระลงจากหลังม้า เอ่ยถ้อยคำขอบคุณ แล้วช่วยกันเก็บกวาดบ้านกับแม่นางสามสี
นกนางแอ่นบินเข้ามาทางหน้าต่าง ครั้นเห็นภาพตรงหน้าก็แปลงกายเป็นคนอย่างเงียบเชียบ มาช่วยเก็บกวาดโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ไม่นานบ้านทั้งชั้นบนชั้นล่างก็สะอาดเรียบร้อยแล้ว
สิ่งของที่พกติดมาตลอดการเดินทางก็ถูกจัดลงที่เดิม ปูเตียงให้เรียบร้อย เท่านี้ก็ดูไม่ต่างอะไรจากเมื่อสามปีก่อนแล้ว
แสงโคมอันอบอุ่นสาดส่องไปทั่วทั้งห้อง
นักพรตจัดเนื้อชิ้นบางจากหออวิ๋นชุนลงบนชามใบน้อย วางบนขอบหน้าต่าง ให้นกนางแอ่นก้มลงจิกกิน ส่วนแม่นางสามสีก็แปลงร่างกลับเป็นแมว นำก้อนผ้าฝ้ายออกมากลิ้งเล่นบนพื้นไม้ดังเช่นเมื่อสามปีก่อน เสมือนไร้ซึ่งความกังวลใดๆ
“ที่นี่มีรังนก”
นักพรตเอ่ยขึ้น
แมวน้อยกับนกนางแอ่นต่างชะงัก พร้อมใจกันหันมามองนักพรต แต่เมื่อแมวน้อยรู้ว่าไม่ได้พูดถึงตน ก็หันกลับไปเล่นของเล่นต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“คุณชายไม่ต้องห่วง พวกข้าไม่ค่อยนอนในรัง ส่วนมากนอนตามกิ่งไม้ ถึงจะเริ่มคุ้นชินกับวิถีมนุษย์ขึ้นบ้างแล้ว แต่ข้ายังชอบเกาะกิ่งไม้หรืออยู่ตามสถานที่เปิดโล่ง คอยรับสายลมเย็น ยามตื่นก็ได้เห็นทิวทัศน์กว้างไกล ข้านอนบนหลังคาก็ได้ หากท่านต้องการอะไร ก็ได้โปรดเอ่ยนามของข้า”
“ดีมาก”
นักพรตตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เขาไม่ได้กล่าวคำว่า ‘ดีมาก’ เพราะหมดห่วง แต่เพราะนกน้อยผู้นี้เริ่มรู้จักบอกเล่าความคิดและเหตุผลของตนเองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และที่สำคัญคือความเปลี่ยนแปลงนี้ค่อยๆ เกิดขึ้น โดยปราศจากการบีบคั้นใดๆ
แมวน้อยเพียงใช้กรงเล็บสะกิดเบาๆ ก้อนผ้าก็กระเด็นออกไป ทว่านางกลับไม่ไล่ตาม เพียงหันมามองนกนางแอ่น ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความกังวล
“แล้วถ้าวันไหนมีฝนตกหรือหิมะตกเล่า”
“ข้าก็จะเข้ามาหลบใต้ชายคาหรือในบ้าน”
“แล้วเจ้าจะหนาวไหม แม่นางสามสีจะไปจับหนูตัวใหญ่ๆ แล้วถลกหนังมันมาทำผ้าห่มผืนเล็กๆ ให้เจ้า ต้องเหมาะกับเจ้ามากแน่!”
“…ขอบคุณเจ้านะ แต่ข้าคงไม่หนาวหรอก”
“อืม เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร”
แมวน้อยพูดจบก็หันไปเล่นก้อนผ้าต่อ นกนางแอ่นก้มลงกินเนื้อในชาม ส่วนนักพรตนั้นนั่งเอนหลังพิงหัวเตียง ทว่าแววตากลับเหลือบมองไปทางบ้านข้างๆ
บ้านหลังนั้นยังคงเงียบกริบ ไร้สุ้มเสียงใดๆ
……………