ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 328 ที่พำนักอันสงบ
ราตรีคืบคลาน
ชาวเมืองฉางจิงต่างกลับเข้าบ้าน ร้านรวงทยอยปิด ถนนพลันว่างเปล่าเงียบสงัด นี่คือค่ำคืนวันลี่ตงอันเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูหนาว อีกทั้งยังเป็นค่ำคืนไร้ดาวไร้จันทร์ มีเพียงม่านหมอกเย็นเยียบเคลื่อนคล้อยไปทั่วถนนหนทาง
แมวสามสียังคงเล่นก้อนผ้าอยู่ คราวนี้นางไม่ได้สงวนท่าที หากแต่วิ่งโลดไปทั่วชั้นสองอย่างอิสระ บางครั้งยังจงใจลงน้ำหนักเท้าแรงๆ บนพื้นไม้จนเกิดเสียง โดยเฉพาะบนกระดานไม้เก่าๆ ครั้นเหยียบลงไปก็กระดกขึ้น ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
ทว่าจังหวะที่จะกระโจนใส่ก้อนผ้านั้น นางกลับเปลี่ยนทิศทางโดยฉับพลัน โดยพุ่งตรงไปที่หน้าต่าง แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนขอบ มองลงไปด้านล่าง ก่อนจะหันหน้ากลับมาหานักพรต
“ท่านเทพารักษ์มาแล้ว!”
“ขอบคุณแม่นางสามสี”
“ให้แม่นางสามสีลงไปเปิดประตูหรือไม่”
“เช่นนั้นก็ยิ่งต้องขอบคุณ”
“ไม่เป็นไร!”
แมวสามสีกระโดดลงจากหน้าต่าง วิ่งฉิวลงบันไดไป เสียงพื้นไม้ก็ดังขึ้นตามแรงฝีเท้า ราวกับมีพละกำลังไม่จำกัด
แม่นางสามสีจุดตะเกียงน้ำมันที่ชั้นล่างแล้วไปเปิดประตู ก็พบว่าเทพารักษ์พร้อมด้วยเทพอีกสององค์กำลังยืนรออยู่ตรงนั้น นักพรตเองก็เพิ่งเดินพิงราวบันไดลงมาจากชั้นบน
“คารวะคุณชายและแม่นางสามสี” เทพารักษ์รีบทำความเคารพ “ทันทีที่ทราบว่าคุณชายกลับมาแล้ว ข้าก็รีบมาเยี่ยมเยียนทันที”
“ท่านเทพารักษ์ไม่จำเป็นต้องมากพิธี” ซ่งโหยวเอ่ย “เชิญท่านทั้งสามเข้ามาด้านในเถิด”
เทพารักษ์ก้าวเข้ามา “ข้าตั้งกฎไว้ว่าทุกเดือนจะออกตรวจตราเมืองด้วยตนเองสองหน วันนี้เป็นวันเหมายัน ถึงคราวข้าต้องออกตรวจตราพอดี จึงถือโอกาสแวะเวียนมาคารวะคุณชาย” เทพารักษ์กล่าวพลางนั่งลงอย่างสำรวมตามที่ซ่งโหยวเชื้อเชิญ แล้วจึงพูดต่อ “หลังจากคุณชายจากไป นครฉางจิงก็ประสบเหตุวุ่นวายไม่น้อย ขุนนางในราชสำนักถูกเปลี่ยนไม่รู้กี่ครั้ง ตระกูลผู้ทรงอำนาจล้มตายไปก็มาก โชคดีได้คุณชายชี้แนะแนวทาง ข้าจึงยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งเทพารักษ์แห่งฉางจิงได้อย่างสงบเรื่อยมา ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องมากล่าวขอบคุณคุณชายถึงที่”
“ข้าเพิ่งกลับมา ยังไม่มีน้ำชาต้อนรับท่านเลย…”
“มิกล้าๆ”
“แท้จริงแล้วข้าตั้งใจจะถามไถ่เรื่องราวในฉางจิงตลอดระยะเวลาที่ข้าไม่อยู่จากท่านเทพารักษ์ กลับกลายเป็นว่าแม้แต่น้ำชาสักกาก็มิได้เตรียมไว้ นับว่าเสียมารยาทนัก” ซ่งโหยวเอ่ยอย่างเก้อเขิน
“เพียงแค่คุณชายเมตตาให้ข้าได้เข้ามานั่งด้วย ก็ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งแล้ว”
แม้เทพารักษ์จะเป็นเพียงเทพผู้ดูแลเมือง ทว่าที่นี่คือนครฉางจิงอันเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรต้าเยี่ยน เขาย่อมได้ยินเรื่องราวจากดินแดนตอนเหนือมาไม่น้อย
ว่ากันว่าเหล่ามารปีศาจมากฤทธิ์เดชที่แม้แต่วิมานสวรรค์ยังมิอาจปราบได้ กลับต้องสยบลงด้วยน้ำมือของท่านผู้นี้ อีกทั้งยังยกภูเขาจากแคว้นผิงโจวมาตั้งไว้กลางแคว้นเหอโจว กลายเป็นภูเขาลูกใหญ่ท่ามกลางที่ราบเวิ้งว้าง เหตุการณ์นี้ทำให้ตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา เทพแห่งขุนเขาแคว้นผิงโจวได้รับแรงศรัทธามากมายเหลือคณา เล่ากันต่อว่าจ้าวอัสนีฟู่เหลยกงเองก็ถูกนักพรตผู้นี้ปราบที่นอกเมืองเหอ เพราะใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คน แม้ไม่ได้มียศสูงสุดในวิมานสวรรค์ แต่ก็เป็นตำแหน่งใหญ่ มีทั้งศักดิ์ศรีและฤทธิ์อำนาจไม่น้อยเลย
เรื่องเล่าพรรค์นี้ล้วนมีอยู่ทั่วไป…
ไม่ว่าจะเป็นจอมมารมากฤทธิ์เดชดุจเทพยดา องค์เทพบนวิมานสวรรค์ หรือเทพผู้ถือกำเนิดขึ้นจากฟ้าดิน หากต้องเผชิญหน้ากับนักพรตผู้นี้ ก็ล้วนไม่อาจหลีกเลี่ยงความผันผวนแห่งโชคชะตาได้เลย
ผู้คนมักกล่าวกันว่า หากมังกรโบยบินผ่านที่ใด ย่อมบังเกิดปรากฏการณ์พลิกผันฟ้าดิน เมื่อเทพย่างกรายบนแผ่นดิน ก็ล้วนมีผลกระทบต่อผู้คน แม้จะไม่ได้มีเจตนาใดเลยก็ตาม เดิมทีเทพารักษ์คิดว่าเป็นเพียงคำร่ำลือไร้หลักเหตุผล แต่เวลานี้กลับเห็นว่าไม่ใช่เรื่องพร่ำเพ้อแต่อย่างใด
ภายในใจมีเพียงความรู้สึกเดียวหลงเหลืออยู่
เทพบนวิมานสวรรค์มีอำนาจเหนือเทพประจำถิ่น ขุนนางในราชสำนักก็มีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนเทพารักษ์ แต่ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าหรือขุนนาง ก็ล้วนไม่ทรงพลังเท่าการเดินตามรอยนักพรตผู้นี้
วันนี้เทพารักษ์แห่งฉางจิงมีศักดิ์ศรีมั่นคง อำนาจหวนคืน แรงศรัทธาเพิ่มพูน เทียบกับเมื่อสี่ปีก่อนแล้ว กลับเป็นดั่งความฝัน
ครานี้เขาย่อมมิกล้าอวดอ้าง
แสงเทียนวูบไหว เทพารักษ์นั่งตัวตรงเอื้อนเอ่ยวาจา
“หลังจากคุณชายจากไปไม่นาน ราชครูก็ไม่ได้พำนักอยู่ในฉางจิงบ่อยนัก ดูเหมือนจะมีธุระสำคัญที่อื่น ไม่มีผู้ใดรู้ชัด บ้างเล่าว่าราชครูป่วยหนัก บ้างว่ามัวหมกมุ่นกับการฝึกวิชาเล่นแร่แปรธาตุ หาได้สนใจกิจการบ้านเมือง บ้างก็ว่าเขาไปสืบทอดกิจการสำนักบนเขาลู่หมิง มีคำร่ำลือมากมาย ข้าเองก็มีหูมีตาแค่ในเขตฉางจิง ย่อมไม่อาจล่วงรู้ว่าบัดนี้ราชครูไปเยือนที่ใดและกำลังทำสิ่งใดอยู่”
“หรือว่าข่าวลือเรื่องชาวแดนตะวันตกวางแผนลอบปลงพระชนม์จะเป็นเรื่องจริง”
“หากเดาจากสิ่งที่ข้าได้ประจักษ์มา คิดว่าคงเป็นจริง” เทพารักษ์ลดเสียงต่ำลง
“ได้ยินว่าแม่ทัพอันซีปรารถนาจะได้รับความดีความชอบ จึงก่อสงครามตามพรมแดนตะวันตกอยู่เสมอ ไม่ใส่ใจความเป็นความตายของชนเผ่าเล็กๆ เหล่านั้น ราวกับมนุษย์มิใช่คนแต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน
“ก่อนหน้านี้อาณาจักรตี้หัวทางตะวันตกถูกบีบคั้น ให้ส่งของสมบัติล้ำค่าและสตรีรูปโฉมไปเป็นเครื่องบรรณาการแก่แม่ทัพอันซี เดิมทีอาณาจักรตกอยู่ในความทุกข์แสนเข็ญอยู่แล้ว ทว่าท้ายที่สุดแม่ทัพกลับหาเรื่องอ้าง ยกทัพถล่มจนแทบจะล้างผลาญทั้งอาณาจักร สังหารเชื้อพระวงศ์ไปครึ่งหนึ่ง ซ้ำยังย่ำยีหญิงสาวในวังจนเสียเกียรติ บัดนั้นแม่ทัพทูลเบื้องบนโดยอ้างว่ากษัตริย์ตี้หัวดูหมิ่นต้าเยี่ยน ตนจึงยกทัพไปบุก และได้รับพระราชทานรางวัลกลับมา”
“ต่อมาจึงสร้างอาณาจักรขึ้นใหม่โดยให้หลานชายของกษัตริย์องค์ก่อนหน้าขึ้นครองราชย์ ยอมเป็นอาณาจักรใต้ปกครองของต้าเยี่ยน ทว่าอาณาจักรนั้นเล็กมาก เชื้อพระวงศ์ใกล้ชิดกันนัก หลานผู้นี้ก็รักใคร่สนิทสนมกับกษัตริย์องค์ก่อน อีกทั้งชาวตี้หัวเองก็ห้าวหาญ ภายนอกทำทีเข้ามาถวายของบรรณาการแทนคำขอโทษ แต่แท้จริงแล้ว กลับไปตามหาสมบัติลึกลับ ครั้นเปิดหีบออก หินหลอมและเพลิงพิภพพลันพวยพุ่งออกมาแทบจะเผาตำหนักต้อนรับแขกวอดวาย เสนาบดีองครักษ์ล้มตายไปหลายคน โชคดีที่ในวังยังมีค่ายกลป้องกัน จึงคุ้มกันพระองค์ไว้ได้”
“แล้วตอนนั้นราชครูไม่อยู่หรือ”
“ไม่อยู่”
“เช่นนั้นหรือ”
ซ่งโหยวเผยสีหน้าครุ่นคิด
เทพารักษ์ผู้นี้คือเทพผู้คอยปกปักรักษานครฉางจิง ย่อมมองเห็นเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้ในฉางจิงชัดเจนยิ่งกว่าผู้ใด ต่อให้แม่ทัพเฉินมีผู้สนับสนุนอยู่ในราชสำนัก มีหูมีตามากมายในฉางจิง ก็ยังเทียบเคียงเขาไม่ได้เลยสักนิด อีกทั้งแม้ท่านเทพารักษ์จะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นเทพหลังจากตายไป แต่เมื่อกาลเวลาผ่านเลยไปหลายปีเข้า ก็เรียกได้ว่าเป็นเทพมานานพอสมควรแล้ว ต่อให้ยังมีเรื่องข้องเกี่ยวกับมนุษย์และราชสำนักอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นจุดยืนก็แตกต่างกัน เช่นนั้นแล้วเรื่องราวจากปากเทพารักษ์ย่อมเป็นกลางที่สุด
จึงเป็นเหตุผลที่ซ่งโหยวอยากฟังความจากปากเทพารักษ์
เทพารักษ์นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “หลังจากนั้น พระวรกายของฮ่องเต้ก็ทรุดลง องค์หญิงฉางผิงที่สั่งสมกำลังในราชสำนักมาเนิ่นนานจนหยั่งรากลึก มีผู้สนับสนุนมากมาย ไฉนเลยจะปล่อยโอกาสนี้ไป ทว่ากลับไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าพระองค์เองก็ตั้งใจใช้โอกาสนี้ ปูทางให้แก่โอรสผู้จะสืบราชบัลลังก์ภายภาคหน้า การช่วงชิงกันซึ่งหน้าและลับหลังดำเนินต่อไป จนท้ายที่สุดถึงขั้นก่อการทหารกบฏ สิ่งที่องค์หญิงฉางผิงไม่คาดคิดคือ แท้จริงแล้วบรรดาแม่ทัพและองครักษ์ที่แสร้งภักดีต่อฝ่ายนาง กลับยังสวามิภักดิ์ต่อฮ่องเต้อยู่ ส่วนผู้ที่จงรักภักดีต่อองค์หญิงอย่างแท้จริง ก็ถูกคนใกล้ตัวลอบสังหารในคืนนั้นเอง สุดท้ายผลลัพธ์ก็เป็นเช่นนี้ อำนาจขององค์หญิงฉางผิงถูกถอนรากถอนโคน นับแต่นั้นต้าเยี่ยนก็ไม่อาจมีจักรพรรดินีได้อีกแล้ว ไม่ว่าโอรสองค์ใดจะได้สืบทอดราชสมบัติต่อ ก็หมดสิ้นอุปสรรคแล้ว”
“แล้วฮ่องเต้แต่งตั้งองค์รัชทายาทหรือยังเล่า”
เทพารักษ์เพียงส่ายศีรษะ สีหน้าฉายแววจนใจยิ่งนัก
ซ่งโหยวเคยอยู่ฉางจิงมาก่อน ย่อมเคยได้ยินชื่อโอรสทั้งสอง อีกทั้งยังเคยพานพบอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องเมื่อสามปีที่แล้ว คืนนี้ก็เพิ่งจะพูดคุยเรื่องนี้กับแม่ทัพเฉินระหว่างกินเลี้ยง ถือว่าได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของโอรสทั้งสองพระองค์ในช่วงสามปีมานี้
บัดนี้ โอรสทั้งสองเติบโตขึ้นมากแล้ว ต่างเผยบุคลิกของตนเองออกมาอย่างชัดเจน
แม้องค์ชายใหญ่จะไม่ใช่โอรสของฮองเฮา แต่ก็เป็นโอรสของกุ้ยเฟย[1]ผู้เป็นที่โปรดปรานที่สุด ในขณะที่องค์ชายรองเป็นทายาทที่แท้จริง หากว่ากันตามกฎการสืบทอดราชบัลลังก์ ย่อมได้เปรียบกว่ามาก ทว่าฮองเฮามิได้รับความโปรดปรานมานานแล้ว อีกทั้งตระกูลของนางก็ถูกฮ่องเต้กำจัดไปตั้งแต่ไม่นานหลังขึ้นครองราชย์ เพราะพยายามยื่นมือเข้าคุมศูนย์กลางอำนาจ ขณะเดียวกันกลับเป็นฝ่ายตระกูลของกุ้ยเฟยที่ได้กุมอำนาจกองทัพในฉางจิงเอาไว้
องค์ชายใหญ่มีนิสัยแข็งกร้าว ชื่นชอบการศึก ช่วงสองสามปีมานี้เริ่มแตกเนื้อหนุ่ม ก็ยิ่งเผยท่าทีองอาจดั่งองค์จักรพรรดิผู้เกรียงไกร คล้ายฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยิ่งนัก ยิ่งทำให้พระองค์โปรดปรานเข้าไปใหญ่
ส่วนองค์ชายรองนั้นสงบเสงี่ยม รักสันติ แม้จะดูอ่อนแอไปบ้าง ทว่ามีพรสวรรค์ด้านกลอนกวี มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี ได้รับคำชมจากทั้งราชสำนักและราษฎรไม่น้อย
ได้ยินว่าขุนนางทั้งหลายต่างอยากให้ฮ่องเต้รีบแต่งตั้งองค์รัชทายาทเสียโดยเร็ว จะได้ปฏิบัติตามธรรมเนียม ‘ตั้งโอรสที่ฮองเฮาให้กำเนิด ไม่ใช่ตั้งโอรสองค์โต‘ เพื่อหลีกเลี่ยงความปั่นป่วน ทว่าฮ่องเต้กลับดูเหมือนจะมีพระประสงค์อื่น ไม่เคยแสดงท่าทีชัดเจนออกมาเลย ทรงเป็นจักรพรรดิผู้ครองบัลลังก์อย่างเกรียงไกร เคยขัดเสียงคัดค้านจากทั้งราชสำนัก ยกทัพเข้าบุกดินแดนตอนเหนือ มอบหมายให้แม่ทัพเฉินบุกโจมตีทัพชาวแดนเหนือในทุ่งหญ้า สร้างเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ไว้ในประวัติศาสตร์ บารมีเกรียงไกรหาที่เปรียบมิได้ ยามนี้แม้เป็นดุจมังกรเฒ่าที่ใกล้ร่วงโรยเต็มที ผู้คนย่อมรู้ว่าพระองค์คงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ถึงกระนั้นยามเดินผ่านหน้าพระพักตร์ ก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าสูดลมหายใจเลย
ส่วนความคิดเบื้องลึกของฮ่องเต้นั้น ท่านเทพารักษ์กลับเอาแต่ส่ายหน้าไปมา
“พระองค์คือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ครองราชย์มานานหลายสิบปี อาณาจักรมั่นคง ไม่เคยตกอยู่ในกลียุค บ้านเมืองรุ่งเรือง ราษฎรมั่งมี ต่อให้ชาวแดนเหนืออหังการบุกลงใต้ ก็ยังต้องถอยทัพกลับไป ทรงโปรดปราณการควบคุมทุกสรรพสิ่ง ทรงหลงใหลและเพลิดเพลินไปกับความรู้สึกนี้จนไม่อาจถอนตัว ต่อให้พระองค์จะอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว ทว่า พระองค์กลับหลงลืมไปแล้วว่าทรงแก่ชราลงทุกวัน”
ซ่งโหยวฟังแล้วก็รู้สึกว่าแง่มุมนี้ช่างน่าสนใจนัก
“แล้วแม่นางหว่านเจียงแห่งหอเซียนกระเรียนเล่า นางยังอยู่ในฉางจิงหรือไม่”
“คล้ายว่าจะยังอยู่”
“ยังอยู่ที่นี่หรือ…”
“ใช่แล้ว”
แม้เทพารักษ์จะไม่เข้าใจว่าทำไมคุณชายผู้นี้ถึงดูแปลกใจกับการที่แม่นางหว่านเจียงยังพำนักอยู่ในฉางจิง ก็ยังตอบไปตามความจริง
สนทนากันเนิ่นนาน ท้ายที่สุดเทพารักษ์ก็เป็นฝ่ายลุกขึ้นขอตัวลา
“ข้ายังเก็บรักษาภาพวาดสองผืนของท่านไว้ที่ศาล หากท่านประสงค์จะรับคืน ข้าจะนำมามอบให้”
“อีกไม่กี่วัน ข้าจะไปสักการะท่านที่ศาลเอง”
“เช่นนั้นก็ย่อมได้”
เทพารักษ์ลุกขึ้นคารวะ ก่อนจะออกไปพร้อมเทพผู้ติดตามทั้งสอง เดินไปถึงหน้าประตูแล้วก็ยังหันหลังกลับมาคารวะอีกครั้ง แล้วหายวับไปในม่านราตรี
เด็กหญิงตัวน้อยหันไปมองนักพรต
“ปิดประตูเถิด”
“ได้!”
บานประตูปิดลง
นักพรตก้าวขึ้นบันได เด็กหญิงก็เงยหน้ามองเขาอย่างใส่ใจ รอจนเขาขึ้นไปถึงด้านบน จึงค่อยดับตะเกียง แล้วแปลงร่างกลับเป็นแมว วิ่งตามขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
คิดดูแล้วการกลับมาเยือนฉางจิงครั้งนี้ก็มีเรื่องราวใหม่ๆ ไม่น้อยเลย
ลำพังแค่สหายที่เคยผูกมิตรที่นี่ก็มีตั้งหลายคน ทั้งปีศาจจิ้งจอกผู้เคยชวนเขาล่องเรือและมาส่งเขาที่ศาลาริมทาง, เจ้าเมืองอวี๋ผู้เคยมอบผ้าสักหลาดและผ้าขนสัตว์ให้เขา, เจ้าเมืองหลิวจากเหอโจว ผู้เคยสร้างความประทับใจดีๆ ให้แก่เขายามได้พบพานกันอีกครา และหมอเทวดาไช่ ซึ่งบัดนี้ไม่รู้ว่าลงจากแดนเหนือมาหรือยัง เกรงว่าคงต้องขึ้นเขาเป๋ยชินสักครา หากราชครูกลับมายังฉางจิง หรือหากฮ่องเต้ทราบเข้า ก็คงเสด็จมาเยือนหรือมีพระบัญชาเรียกตนเข้าวัง
แต่ดังที่แม่ทัพเฉินว่าไว้ ด้วยนิสัยเฉื่อยชาของซ่งโหยว เขาต้องเดินทางนับหมื่นลี้กว่าจะได้หลับมาเยือนฉางจิง ย่อมใช้เวลาหลายวันไปกับการพักผ่อน คงไม่สนใจเรื่องราวนอกหน้าต่างนัก
คิดไปคิดมาก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
ครั้นลืมตาตื่นขึ้นมายามเช้าตรูก็พบว่าท้องนภาสว่างขึ้นแล้ว แสงแดดสาดส่องเข้ามา แม่นางสามสีเปิดหน้าต่างไว้แล้ว จึงได้เห็นท้องฟ้าสีครามปรากฏอยู่เบื้องนอก มีหมู่เมฆขาวลอยอ้อยอิ่ง และนกนางแอ่นตัวหนึ่งที่กำลังสางขนอยู่บนขอบหน้าต่าง ต้นหลิวด้านนอกเหลือเพียงกิ่งเปลือย ยามแสงตะวันส่องเข้ามา สภาพภายในห้องกลับยิ่งแลดูเกลี้ยงเกลา แสงส่องสะท้อนเครื่องเรือนวับวาว
นักพรตพลันรู้สึกแจ่มใสขึ้นมาทันใด
สมกับที่เป็นที่พำนักแสนสงบ
[1] กุ้ยเฟย (贵妃)ตำแหน่งสนมเอก
……………