ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 329 ได้พบสหายเก่าเปรียบดั่งได้เห็นผืนวารีใสสะอาด
“นักพรต วันนี้เจ้าตื่นสายจริงๆ”
“นานๆ ทีจะได้พักใจ”
“นานๆ ทีจะได้พักใจ~”
“เจ้านี่ลอกเลียนแบบมนุษย์เก่งจริงๆ”
“ลอกเลียนแบบมนุษย์เก่งจริงๆ~” แมวสามสีพูดจบก็เปลี่ยนเรื่องทันที “เจ้าจะล้างหน้าหรือไม่ แม่นางสามสีอยากไปตักน้ำให้เจ้า แต่ในบ้านเราไม่มีน้ำเลย จะต้องไปซื้อหรือไปตักจากบ่อฝั่งโน้น”
“ไม่ต้องรีบร้อน”
“แล้วเจ้าจะกินอะไรหรือไม่ แม่นางสามสีจะออกไปซื้อหมั่นโถวมาให้เจ้า”
“ก็ไม่ต้องรีบเช่นกัน”
“ก็ไม่ต้องรีบเช่นกัน~”
“เช่นนั้น แม่นางสามสีช่วยแปลงกายเป็นมนุษย์ได้หรือไม่”
“แปลงกายเป็นมนุษย์…”
เจ้าแมวทวนคำพูดพลางมองเขาด้วยสายตาฉงน แต่แล้วก็กระโดดลงจากโต๊ะ ครั้นเท้าแตะพื้นก็กลายร่างเป็นเด็กหญิง
“ถอดรองเท้าแล้วมายืนตรงนี้”
“อื้อ!”
แม่นางสามสีเหลียวมองตามทิศทางที่เขาชี้ไป เห็นว่าเป็นผนังไม้ที่กั้นบ้านของตนกับบ้านของจอมยุทธ์หญิงผู้นั้นไว้ บนผนังมีตะขอแขวนภาพเก่าและรอยขีดที่นักพรตเคยสลักไว้ เด็กหญิงเห็นดังนั้นแล้วก็เข้าใจได้ในทันที รีบสะบัดเท้ารองเท้าทิ้งไป แล้วยืนบนพื้นไม้เย็นเยียบด้วยเท้าเปล่า พร้อมกับพิงผนังตรงนั้น
ขณะเดียวกันก็พยายามยืดตัวให้ตรง เชิดหน้า ยืดอก ราวกับอยากยืดให้ร่างกายสูงขึ้น พร้อมกับแอบเหลือบตามองนักพรตอยู่เนืองๆ
“แม่นางสามสี อย่าเขย่งปลายเท้า”
“ยืนดีๆ”
“มันไม่ฟังแม่นางสามสี”
“…”
“เอ๋ มันเลิกเขย่งแล้ว!!”
“มันอาจจะได้ยินเราคุยกันก็ได้” นักพรตว่าพลางย่อกายลงเล็กน้อย ให้สายตาเสมอกับนางพอดี แม้เป็นเรื่องง่ายดาย แต่เขาก็ตั้งใจมาก
ศีรษะของเด็กหญิงบดบังรอยขีดที่ทำไว้เมื่อสามปีที่แล้วจนมิด
“เจ้าต้องวัดดีๆ นะ!”
“วัดได้เท่าไรก็คือเท่านั้น”
“เจ้าต้องวัดดีๆ สิ!”
“…”
นักพรตยื่นมือออกไปลากเส้นจากกระหม่อมของนางไปแตะผนัง แล้วขีดรอยเล็กๆ ไว้อย่างระมัดระวัง
“เรียบร้อยแล้ว”
“!”
เด็กหญิงรีบก้าวออกมา มองดูรอยใหม่บนผนัง เห็นว่ามีรอยขีดสองเส้น สูงต่ำไม่เท่ากัน
ซ่งโหยวยกมือเปรียบให้ดู รอยใหม่นั้นสูงกว่ารอยเก่าเกือบหนึ่งชุ่น
เด็กหญิงเห็นเข้าก็เลียนแบบเขา ลองแบมือออก แล้ววางหัวแม่มือไว้ที่รอยขีดล่าง จากนั้นก็ยื่นนิ้วกลางไปแตะรอยขีดบน แต่เพราะมือนางเล็กเกินไป เอื้อมไม่ถึง พอวางนิ้วกลางได้ หัวแม่มือกลับหลุดจากรอยขีดล่างเสียแล้ว
นั่นทำให้นางขมวดคิ้วน้อยๆ ลงด้วยความลำบากใจ
“ผ่านมาสามปี แม่นางสามสีสูงขึ้นเท่านี้เชียว”
“เท่านี้เชียว!”
“ใช่แล้ว”
“สำหรับแมวที่โตแล้วถือว่าไม่น้อยเลย” นักพรตตอบไปตามจริง
“แล้วสำหรับคนเล่า”
“สำหรับคนที่โตแล้วก็ถือว่าไม่น้อยเหมือนกัน”
“แล้วถ้ายังไม่โตเล่า”
“เช่นนั้นจะนับแบบเดียวกันไม่ได้นะ”
“ก็ถือว่าน้อยหรือ”
“…”
นักพรตไม่ได้ตอบ เพียงยกยิ้มแล้วยื่นมือไปลูบศีรษะน้อยๆ ของนางพลางเอ่ย “แม่นางสามสียังไม่รู้ว่าการเติบโตนั้นเป็นเรื่องประหลาดยิ่งนัก…”
“อย่างไรเล่า”
“ไม่ว่าจะโตเร็วเพียงใด ก่อนโตมักรู้สึกว่ามันช้ามาก แต่ไม่ว่าจะโตช้าเพียงใด หลังโตแล้วกลับรู้สึกว่ามันช่างรวดเร็วเหลือเกิน” นักพรตเอ่ย “ยิ่งไปกว่านั้น แม่นางสามสีมีอายุยืนยาวนัก ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้เลย”
“…”
เด็กหญิงเชิดหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาใสแจ๋ว เด็กน้อยไฉนเลยจะเข้าใจถ้อยคำแสนลึกซึ้งนี้ เพียงเพราะนักพรตกล่าว นางก็เต็มใจจะฟัง เพียงเพราะนักพรตว่าไม่ต้องกังวล นางก็เชื่อสุดใจ
“ไปกันเถิด”
“จะไปที่ใดหรือ”
“ไปตักน้ำจากบ่อมาใช้ล้างหน้า ออกไปกินอาหารเช้า จากนั้นแวะไปที่หน่วยงานบ้านเรือน ไปขอบคุณพวกเขาที่เก็บบ้านหลังนี้ไว้ แล้วก็ส่งเจ้าม้าออกไปนอกเมืองเสีย บ้านเรือนในเมืองแคบเกินไป ไม่เหมาะให้มันอยู่หรอก”
เด็กหญิงจึงตามเขาลงบันไดไปติดๆ
นางแปลงเป็นร่างคนแล้ว แต่ยังคงมีนิสัยเป็นแมว ไม่ยอมเดินนำ ไม่ยอมเดินตาม ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าบันไดคับแคบ แต่ก็ยังเบียดเคียงเขาไป ระหว่างนั้นก็เอ่ยถามขึ้น
“ว่าอะไร”
“แสดงว่าแม่นางสามสีมีความสุขตลอดเวลา”
“มีความสุข…”
เด็กหญิงตั้งใจคิดทบทวน แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง
“ถูกแล้ว!”
เด็กหญิงยกถัง เปิดประตูออกไป เช้าตรู่ในนครหลวงช่างคึกคักยิ่ง ผู้คนพลุกพล่าน เปี่ยมด้วยกลิ่นอายวิถีสามัญชน
ครั้นเพื่อนบ้าน, พ่อค้าที่กำลังเปิดร้าน หรือแม้แต่พ่อค้าเร่ที่ตั้งแผงอยู่หน้าประตูบ้านเห็นนักพรตกับเด็กหญิงต่างก็พากันแปลกใจ
“คุณชายกลับมาแล้วหรือ”
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไรกัน”
“แม่นางน้อยงดงามยิ่งนัก!”
ซ่งโหยวพยักหน้าตอบรับทีละคนๆ
เดิมคิดจะออกไปตักน้ำเอง แต่เห็นถนนเต็มไปด้วยผู้คนก็รู้สึกไม่สะดวกนัก อีกทั้งมีคนหาบน้ำเร่ขายไปทั่ว ล้วนเป็นการหาเลี้ยงชีพด้วยแรงงานหนัก นักพรตจึงควักเงินซื้อมาสองถังแทน
ยุคนี้การขายน้ำเป็นเรื่องปกติ ถึงแม้ว่าราชวงศ์ต้าเยี่ยนจะขุดบ่อไว้ตามเขตถนนใหญ่แล้วก็ตาม ประชาชนล้วนมีน้ำบ่อดื่มใช้ แต่หนึ่งบ่อก็ต้องเลี้ยงคนทั้งย่าน บางคนอยู่ไกล บางบ่อก็ไม่อาจรองรับผู้อยู่อาศัยทั้งเขต จึงมีคนหาบน้ำมาขายหาเลี้ยงชีพ ชาวเมืองซื้อฟืนซื้อน้ำนับเป็นเรื่องสามัญ บางครั้งถึงกับกลายเป็นค่าใช้จ่ายหลักของครัวเรือน จนคำว่า ‘เงินค่าน้ำ’ กลายเป็นคำเรียกค่าครองชีพและค่าแรงงานมาตั้งแต่นั้น
ได้น้ำมาล้างหน้าแล้ว ก็ได้เวลาออกไปหาข้าวเช้ากินกัน
ตรงข้ามบ้านมีร้านเล็กๆ ตั้งแผงอยู่
เจ้าของร้านจำซ่งโหยวได้ ครั้นเห็นหน้าเข้าก็เอ่ยทักทายทันที “โอ้ คุณชายนี่นา ไม่ได้พบกันเสียนาน ออกพเนจรไปไกลเลยกระมัง”
“ใช่แล้ว ไกลยิ่งนัก”
“คงจากไปราว…ครึ่งปีหรือหนึ่งปีแล้วกระมัง”
“นานถึงเพียงนั้นเชียวรึ!” เจ้าของร้านเคาะศีรษะตัวเอง ดูแล้วคงไม่อยากใส่ใจเรื่องนั้นอีก “จะกินอะไรดี มีแป้งนึ่ง หมั่นโถว และโจ๊ก หรือถ้าอยากกินของดีหน่อย ก็มีโจ๊กหมูสับใส่ไข่เยี่ยวม้า กำลังเป็นที่นิยมในฉางจิงเชียว รสชาติกลมกล่อม เนื้อหมูแน่น ข้าเคี่ยวจนข้นเลย ชามนี้หกเหวินเท่านั้น ลองสักชามไหม”
“ข้าขอสั่งสองชามแล้วกัน”
“ได้เลย…”
เจ้าของร้านหันกลับไปตักโจ๊ก
เนื้อโจ๊กไม่ใสหรือข้นจนเกินไป โจ๊กในทัพพีเหล็กถูกเติมลงชาม สีหมึกมรกตของไข่เยี่ยวม้าตัดกับสีชมพูของเนื้อบดช่างยั่วน้ำลายเหลือเกิน
เพียงทัพพีเดียวก็ได้โจ๊กเกือบเต็มชามแล้ว จากนั้นเจ้าของร้านก็ตักเพิ่มอีกทัพพี โดยคราวนี้เลือกเฉพาะส่วนที่มีสีของไข่และเนื้อ ดูแล้วรู้สึกแปลกตานัก
แท้จริงแล้วเป็นน้ำใจเล็กน้อยของชาวเมือง
ตักเสร็จแล้วก็โรยต้นหอมปิดท้าย
ขณะตักเจ้าของร้านก็พูดขึ้นมา “ไม่รู้ว่าโจ๊กสูตรนี้แพร่เข้ามาจากที่ใด เดี๋ยวนี้ทั้งเมืองมีแต่คนขายไข่เยี่ยวม้า นำมาต้มกับโจ๊กยิ่งได้รสชาติสดใหม่ ท่านทั้งสองคงไม่เคยได้ลิ้มลอง…”
โจ๊กร้อนๆ สองชามถูกยกมาวางตรงหน้าทั้งสอง
เด็กหญิงทำหน้ามุ่ย ไม่ค่อยพอใจที่เจ้าของร้านเอ่ยว่าตนไม่เคยกิน แต่ก็ไม่ได้โต้เถียงไป เพียงหันไปจ้องเจ้าของร้านเขม็ง
“แม่นางน้อยผู้นี้…”
“ศิษย์น้อยของข้าเอง”
“งดงามยิ่งนัก ประหนึ่งกุมารทองกุมารีหยก[1]ข้างกายองค์เทพ”
“ทุกคนล้วนกล่าวเช่นนั้น”
นักพรตหยิบตะเกียบขึ้น เด็กหญิงก็เลียนแบบตาม แต่ถึงกระนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กๆ
ชีวิตในเมืองช่างสิ้นเปลืองนัก
อันที่จริงนางคิดว่านักพรตเลี้ยงง่าย โดยเฉพาะเวลาอยู่ในหุบเขา มีกระต่ายหรือปลาตัวสองตัวก็อยู่ได้แล้ว แม้ไร้สัตว์ป่าไร้ลำธาร ก็แค่หาหญ้าที่ใช้เลี้ยงม้า หรือเก็บเห็ดป่าที่กินได้ ผลไม้ตามฤดู เท่านี้ก็อยู่ได้แล้วแต่นักพรตผู้นี้กลับชอบเข้ามาอยู่ในเมืองนัก
แม้แต่น้ำยังต้องซื้อ…
ทั้งที่แม่นางสามสีก็มีดาบสะบั้นวารีอยู่กับตัว ผืนน้ำทั่วหล้า หากไร้เทพไร้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ล้วนเชื่อฟังนางทั้งสิ้น
น่ารำคาญเสียจริง
แม่นางสามสีถอนหายใจเบาๆ พลันหันไปกวักเรียกเจ้านกนางแอ่นที่เกาะอยู่บนชั้นสองให้บินลงมา แล้วค่อยๆ ใช้ตะเกียบเขี่ยเอาเนื้อหมูจากโจ๊กออกมาป้อนมัน
นกนางแอ่นก้มลงจิกแล้วเงยหัวขึ้นมากลืนลงไป
“เจ้านกว่าอร่อยหรือไม่”
จิ๊บ จิ๊บ~
“อันที่จริงรสชาติก็ไม่ต่างจากเนื้อหนูสักเท่าไร”
“…”
“…”
ทั้งคนทั้งนกต่างนิ่งเงียบไป
แม่นางสามสีไม่ทันเอะใจ ยังคงเขี่ยหมูออกจากโจ๊กต่อไป แต่ครู่หนึ่งก็หันไปมองที่อีกฝั่งของถนน
ซ่งโหยวมองตามนางไป ก่อนจะวางตะเกียบลงเช่นกัน
เห็นสตรีนางหนึ่งในชุดสีเทาดำก้าวเดินมาตามถนน พอมองออกว่านางซ่อนอาวุธไว้ใต้เสื้อผ้า ครั้นถึงหน้าบ้านซ่งโหยว ก็พบว่าประตูข้างๆ เปิดอยู่ จึงเลี้ยวมองเข้าไป เห็นม้าแดงยืนอยู่ในลานอีกทั้งหน้าต่างชั้นสองยังเปิดออก นางยืนงุนงง มือหนึ่งเท้าเอว อีกมือเกาศีรษะ ผมที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้วยิ่งยุ่งขึ้นไปอีก
ทันใดนางก็ดูเหมือนจะรู้สึกตัว หันขวับมาสบตากับทั้งสองคนตรงแผงอาหารเช้าเข้าพอดี
“…”
นางมองประตูบ้านสลับกับทั้งสอง ยืนนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วสาวเท้าเข้ามา
“เจ้าของร้าน ขอโจ๊กเพิ่มอีกชาม” ซ่งโหยวเอ่ยขึ้น “ไม่สิ ข้าเอาสองชาม เพิ่มไข่ต้มสองฟอง หมั่นโถวไส้หมูอีกสองก้อน”
“ได้เลย!”
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นบินหนีไปทันที
ขณะเดียวกันสตรีชุดเทาดำก็ลากเก้าอี้เตี้ยเข้ามา ขาเก้าอี้เสียดสีกับพื้นจนเกิดเสียง นางเหลือบตามองนกนางแอ่นที่ตกใจจนบินหนีไป แล้วจึงหันมาสบตากับทั้งนักพรตและเด็กหญิง
แม่นางสามสีขมวดคิ้วแน่น จ้องนางตาเขม็ง แล้วเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักทายก่อน
“จอมยุทธ์หญิง ไม่ได้พบกันเสียนาน!”
“ไม่ได้พบกันนานแล้ว” นักพรตเองก็ก้มหน้าลงกล่าว “ข้านึกว่าจอมยุทธ์หญิงออกจากเมืองไปแล้ว คงไม่กลับมาอีก”
“พวกเจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไร”
“เมื่อคืน”
“เมื่อคืนเนี่ยนะ”
“ใช่แล้ว เมื่อคืนนี่เอง”
“บังเอิญจริงๆ…”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ได้พบพานสหายเก่า รู้สึกทอดถอนใจยิ่งนัก
[1] กุมารทองกุมารีหยก (金童玉女)คือเด็กรับใช้ของเทพเซียน