ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 330 ยอดนักอ่าน
“โจ๊กมาแล้ว!”
จอมยุทธ์หญิงอู๋เงยหน้ามองเจ้าของร้านที่ยกชามโจ๊กมาให้ กล่าวขอบคุณสั้นๆ ครั้นเห็นอีกฝ่ายยกไข่ต้มกับหมั่นโถวตามมา ก็หันไปพูดกับซ่งโหยวว่า
“สั่งมาเยอะถึงเพียงนี้ ออกจะสิ้นเปลืองเกินไปแล้วนะ”
“ห่างหายกันไปเนิ่นนาน ได้กลับมาพบกันอีกครั้งกลับมีแต่โจ๊กต้อนรับ ข้าละอายใจนัก”
“ข้ากลับชอบโจ๊กที่ร้านนี้อยู่ไม่น้อย ตอนก่อนจะออกเดินทาง ข้าก็มานั่งกินบ่อยอยู่” จอมยุทธ์หญิงอู๋ว่าพลางหยิบตะเกียบขึ้น ก้มหน้าตักโจ๊กเข้าปาก ท่าทางเหมือนคนอดอยากมานาน มิหนำซ้ำยังไม่รู้ร้อนรู้เย็นนัก ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงคล้ายบ่น “เพียงแต่รสชาติยังสู้ที่เจ้าทำไม่ได้ เจ้าใส่เนื้อเยอะกว่าอีก”
“พักนี้จอมยุทธ์หญิงไปอยู่ที่ใดมา”
“ข้าออกเดินทางไปไกล สุดท้ายก็ยังมีเรื่องต้องสะสาง”
“ข้านึกว่าจอมยุทธ์หญิงติดร่างแหไปด้วยเสียอีก”
“ไม่ติดง่ายขนาดนั้นหรอก”
จอมยุทธ์หญิงอู๋ยืดตัวขึ้น เงยหน้ามองรอบด้านครู่หนึ่ง ก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วหยิบไข่ต้มขึ้นมาเคาะกับโต๊ะ แกะเปลือกออกพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนักว่า
“พวกเราระวังตัวอยู่แล้ว เดิมทีก็แค่ทำงานให้ผู้หนึ่งอยู่เบื้องหลัง ทำอย่างลับๆ คนรู้ก็มีอยู่ไม่กี่ราย หลังจากเรื่องนั้น คนที่รู้จักข้าก็ใช่ว่าจะโง่เขลาถึงขั้นเอ่ยปากเผยออกมา ส่วนใหญ่ต่างแยกย้ายกันไป กลับบ้านใครบ้านมัน เงินทองที่หามาได้ก็พอจะใช้กินไปได้ชั่วชีวิตแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี”
ซ่งโหยวก้มมองดูมือของนางขณะกำลังปอกไข่ จอมยุทธ์หญิงอู๋เป็นคนห้าวหาญ แต่กลับมีมือเรียวบาง งดงามนัก นิ้วเรียวยาวอ่อนช้อย ปอกเปลือกไข่อย่างคล่องแคล่วราวกับแสดงฝีมือให้ชมอยู่ต่อหน้า เปลือกไข่ร่วงกราวลงเบื้องล่างเป็นสาย
“แต่ก็เคยเกือบถูกเปิดโปง มีผู้ร่วมงานคนหนึ่ง แสร้งบอกว่าจะกลับบ้านเกิด ที่แท้กลับลอบซ่อนตัวอยู่ในเมือง รอไปพบกับคนขององค์ชายสักองค์” นางเล่าแล้วหัวเราะเบาๆ เสมือนเป็นเรื่องชวนขัน “โชคดีที่ข้ามีไหวพริบ ข้ารู้ทันเขา จึงลอบติดตามไป แล้วจัดการเขาเสีย”
“ปราบปีศาจกำราบมารเป็นสิ่งที่ข้าถนัดอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นจริงๆ แล้วเจ้าเป็นเทพเซียนลงมาจุติหรือไม่”
“เท่าที่ข้ารู้คงไม่ใช่”
“แล้วนกนางแอ่นตัวนั้นเล่า”
“จอมยุทธ์หญิงเคยพบเขาที่อันชิงแคว้นสวี่โจวเมื่อห้าหกปีที่แล้ว”
“อ้อ ตัวนั้นนั่นเอง!”
“ใช่”
“ขนเสบียงคลายทุกข์โศก…”
“นั่นเป็นคำสั่งของบรรพชน เป็นสิ่งที่เผ่านกนางแอ่นต้องทำ”
“ช่างน่าสนใจนัก”
“แล้วเรื่องที่ท่านสืบหามา คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
“ก็ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว ข้าพอเข้าใจเรื่องราวโดยรวมแล้ว เหลือแค่รอยืนยันกับหมอเทวดาไช่อีกครั้ง”
“ท่านหมอไช่กลับมาแล้วหรือยัง”
“ได้ยินว่ากลับมาแล้ว เพียงแต่สองสามวันก่อน ข้าไปตามหาที่ภูเขาเป่ยชินก็ไม่พบเขาเสียแล้ว พอถามผู้อื่นถึงรู้ว่า เขากลับมาเมื่อต้นปี แต่ไม่นานนักโรคฝีดาษก็ระบาดไปทั่วแคว้นจิ้งโจว เขาจึงรีบรุดไปที่นั่น เกรงว่ากว่าจะกลับมาก็คงเป็นช่วงใกล้ปีใหม่กระมัง”
“หมอไช่ช่างมีจิตใจเมตตา”
“ก็สมกับที่เป็นหมอเทวดาล่ะนะ’”
“ปีใหม่ก็ใกล้เข้ามาแล้ว”
“ใช่แล้ว…”
จอมยุทธ์หญิงอู๋ถอนหายใจยาว
ไม่รู้ว่านางต้องแบกภาระนี้มากี่ปี ผ่านความทุกข์ยากนับไม่ถ้วน ฝึกฝนวิชาตั้งแต่เยาว์วัย อดทนเร้นกายอยู่ในนครฉางจิงก็เพราะต้องการล้างแค้น บัดนี้สิ่งเหล่านั้นใกล้สิ้นสุดลงแล้ว กลับกลายเป็นความว่างเปล่าที่สุมอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ควรจะทำสิ่งใด หากมิได้แบกรับภาระนี้มาตั้งแต่ต้น ตนก็คงกลายเป็นอีกคนที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
พอคิดถึงเพียงเท่านี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าชะตาฟ้าช่างประหลาดล้ำ
“แล้วหลังจากที่จอมยุทธ์หญิงสะสางภารกิจใหญ่เสร็จสิ้นเล่า”
“ข้าคิดมานานแล้ว” นางหยุดมือ “คงจะกลับไปอี้โจว ข้าชอบเที่ยวเล่น ใช้ชีวิตสำราญไปวันๆ คงจะหาที่สักแห่ง ใช้ชีวิตโดยปราศจากความกังวล”
นางเงยหน้าขึ้นมองซ่งโหยว “แล้วเจ้าเล่า เมื่อไรจะกลับอี้โจว”
“รัชศกหมิงเต๋อคงไม่ยืนยาวถึงปีที่ยี่สิบเอ็ด แต่ถ้านับเวลาแล้ว ข้าจะกลับไปอี้โจวตอนนั้นพอดี
“ดี! ถึงเวลานั้น ข้าจะไปเยี่ยมเจ้าพร้อมไก่แดงตัวโตๆ”
“พร้อมต้อนรับเสมือ”
ซ่งโหยวเผยรอยยิ้มออกมา
อากาศหนาวเย็น โจ๊กที่ตั้งไว้บนโต๊ะเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว ค่อยๆ ตักกินทีละชั้น ชั้นบนสุดหมดแล้ว ความอุ่นจากด้านล่างก็แผ่ขึ้นมาแทน จอมยุทธ์หญิงอู๋ยกชามขึ้นซดไม่กี่คำก็หมดเกลี้ยง อีกชามก็ไม่ต่างกันนัก
หมั่นโถวลูกหนึ่ง กัดเพียงไม่กี่คำก็หมดแล้ว ส่วนไข่ต้มนั้นก็ไม่ค่อยจะต่างกัน
เมื่อเห็นว่านางกินเสร็จแล้ว ซ่งโหยวก็จ่ายค่าอาหาร แล้วลุกขึ้นเดินข้ามถนนกลับไปพร้อมกัน
“เจ้าเข้าไปในบ้านได้อย่างไร”
“ข้าไขเข้าไปเอาเอง”
“กุญแจบ้านเจ้ายังก็อยู่ที่ข้านี่แหละ ปีนั้นที่เจ้าจากไป บ้านเจ้าก็ครบกำหนดสัญญาพอดี แต่พวกคนจากหน่วยงานบ้านเรือนกลับไม่ได้มาเก็บกุญแจไป อีกทั้งยังไม่มีใครย้ายเข้ามาอยู่ เห็นทีคงมีใครสักคนในฉางจิงช่วยออกหน้าแทนเจ้า ให้เก็บบ้านหลังนี้ไว้” จอมยุทธ์หญิงอู๋เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “แต่ตอนนั้นข้าเองก็ไม่รู้เรื่องนี่นา เลยยกตั่งกับเก้าอี้โยกของเจ้าไปไว้ที่บ้านแล้ว ฮี่ๆ เจ้าอย่าหาว่าข้าหน้าไม่อายเชียว ของพรรค์นั้นไม่ได้แพงอะไรหรอก แต่พอมีแล้วกลับรู้สึกว่าชีวิตสบายขึ้นมากจริงๆ นักพรตอย่างพวกเจ้านี่ใช้ชีวิตเก่งกว่าคนโง่เขลาอย่างพวกข้าเสียอีก”
“จอมยุทธ์หญิงชอบก็แล้วไป”
“เดี๋ยวเย็นนี้ข้าจะยกกลับมาให้นะ”
“จอมยุทธ์หญิงเก็บไว้เถิด ครั้งนี้พวกข้าอยู่ไม่นาน หมดฤดูหนาวก็ไปแล้ว”
ซ่งโหยวหยุดลงที่หน้าประตูบ้านของตน จอมยุทธ์หญิงอู๋ก็หยิบกุญแจไขประตูบ้านตนเอง ทั้งสองหันมาสบตากันครู่หนึ่ง แล้วต่างก็เดินเข้าบ้านของตนเองไป
บ่ายวันนั้นทิวทัศน์นอกเมืองยังคงเป็นเช่นเดิม ใบไม้เหลืองร่วงหล่น สายหมอกบางเบาปกคลุม บ้านเรือนนับหมื่นแสนแทรกอยู่ทั่วใต้หล้า
ซ่งโหยวยืนอยู่บนเขารกร้างไร้ผู้คน มีม้าแดงยืนเคียงข้าง
เขาลูบแผงคอมันพลางเอ่ยขึ้น
“เจ้าติดตามข้ามาตลอด คอยแบกหามสัมภาระ แม้จะข้าจะทำให้เจ้าได้บำเพ็ญตบะ แต่ปล่อยไว้นานก็ใช่ว่าจะดีนัก ฤดูนี้จงพักอยู่บนเขานอกเมือง สำรวจผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ สายธารขุนเขา หากได้วิ่งโดยไร้พันธนาการ บางทีเจ้าอาจจะตื่นรู้ขึ้นบ้างก็ได้”
เจ้าม้าส่งเสียงพ่นลม ซ่งโหยวจึงลูบคอมันอีกครั้ง
“ไปเถิด ต้นฤดูใบไม้ผลิข้าจะกลับมาหาเจ้า จะรอดูว่าเจ้าได้รับรู้อะไรมาบ้าง ระหว่างนี้อาจให้เยี่ยนอันไปเยี่ยมเจ้าบ้าง”
ม้าก้าวเดินออกไปสักระยะก็หันกลับมามอง แล้วเร่งฝีเท้าออกวิ่งไปไกล
แม้มันจะมีร่างกายผอมบาง ทว่าเมื่อเห็นมันวิ่ง แม้ผู้ที่ไม่ชำนาญเรื่องม้าก็ยังดูออกว่ามันพิเศษ ทางเขาหินรกขรุขระ ร่องน้ำร่องหินมากมาย แต่มันกลับวิ่งไวดุจสายลม มิได้หยุดยั้ง ต่อให้มีร่องลึกหรือเนินดิน มันแค่กระโดดขึ้นเล็กน้อยก็ข้ามไปได้ ราวกับเหาะอยู่ก็ปานนั้น
ซ่งโหยวเบนสายตากลับมา ก่อนจะเดินลงจากเขา กลับเข้าสู่ตัวเมือง
ไม่นานก็ผ่านหน้าร้านหนังสือร้านหนึ่ง
เขาล้วงหาเงินติดตัว แล้วพาแมวสามสีก้าวเข้าไป
“เฮ้ย เฮ้ย…”
“เถ้าแก่อย่าตกใจไป แมวข้ารู้ความ ไม่ซุกซน หากทำหนังสือเสียหาย ข้าจะชดใช้ตามราคา”
เจ้าของร้านลดมือที่กำลังจะคว้าแมวสามสีลง พลันเปลี่ยนจากทำตาโตเป็นยิ้มหวานทันที
แมวรู้ความเช่นนี้ ใครเล่าจะกล้าเชื่อ ถึงจะเห็นนางนั่งนิ่งอยู่ข้างนักพรต คอยเงยหน้ามองอย่างว่าง่ายก็ตาม แต่ถ้ามีคนชดใช้ค่าเสียหายให้ก็ย่อมดีกว่า
“คุณชายอยากอ่านตำราแบบใดหรือ” เจ้าของร้านเดินเข้ามาถามนักพรต “คัมภีร์เต๋าก็มีนะท่าน”
“ข้าแค่ดูไปเรื่อยน่ะ”
เจ้าของร้านเพียงยืนมอง เห็นเขาเปิดดูแต่ตำราอย่าง ‘กลอนสำหรับเด็ก’ หรือ ‘พันบทกวี’ จึงเอ่ยถามขึ้น“ที่สำนักของท่านคงมีศิษย์น้อยด้วยหรือ”
“ก็ประมาณนั้น”
“อายุเท่าไรแล้วเล่า”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”
“ดูแล้วคงไม่ได้มีเพียงคนเดียวกระมัง” เจ้าของร้านยิ้ม “หากเป็นเด็กเล็กเช่นนี้ ข้าขอแนะนำ ‘ร้อยแซ่’ กับ ‘พันอักษร’ หากโตกว่านี้แล้ว ตำราที่ท่านเลือกอย่าง ‘พันบทกวี’ และ ‘กลอนสำหรับเด็ก’ ก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าอยากให้เติบโตเป็นคนดีมีปัญญา ก็ควรซื้อตำราอย่าง ‘สุภาษิตสอนเด็ก’, ‘รวมหลักกตัญญู‘ และ ‘คำสอนบุตร’ จึงจะเหมาะ”
“เช่นนั้นหรือ…”
ซ่งโหยวพยักหน้า แต่ก็เลือกหนังสือด้วยตนเองต่อไป
ท้ายที่สุด เขาก็หยิบ ‘ร้อยแซ่’, ‘พันอักษร’, ‘พันบทกวี’ และ ‘กลอนสำหรับเด็ก’ รวมทั้งหมดสี่เล่ม ส่วน ‘สุภาษิตสอนเด็ก’ นั้นเนื้อหาคล้ายคลึงกับ ‘กลอนสำหรับเด็ก’ เพียงแต่เต็มไปด้วยคำสอนมนุษย์ เขาคิดว่าเจ้าแมวแสนรู้ความและเชื่อฟัง คงไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดถึงเพียงนั้น
ส่วนพวกตำราที่สั่งสอนให้ยึดมั่นจงรักภักดี หรือมุ่งสู่ความสำเร็จยิ่งใหญ่ในยุคสมัยนี้ ก็ยิ่งไม่จำเป็น
“ดูท่าศิษย์ของคุณชายคงยังเด็กมาก เฮ้อ ท่านมาซื้อถูกจังหวะเลยนะ สองสามปีก่อนราชครูออกประกาศว่าจะส่งเสริมการศึกษาเด็ก ให้ลดราคาตำราเรียนพื้นฐานเหล่านี้ลง มิเช่นนั้นราคาคงเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว”
“ล้วนเป็นเพราะราชครูเมตตา”
“ก็เท่ากับพวกเราขายได้กำไรน้อยลงไปนั่นแหละ…”
ซ่งโหยวกำลังจะจ่ายเงิน แต่พลันเหลือบไปเห็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง จึงหยิบขึ้นมาด้วย
“คุณชายตาถึงนัก นี่คือผลงานของท่านฟู่อวี่ ฟู่เหวินต้งแห่งสวี่โจว เต็มไปด้วยเรื่องราวผีสางเทพยดา เล่าได้น่าติดตามยิ่งนัก ผู้คนอ่านแล้วต่างกล่าวชมว่าเหมือนได้ฟังเรื่องราวจากปากผู้อยู่ในเหตุการณ์จริงๆ สองสามปีมานี้ขายดีมาก”
“ข้าเอาเล่มนี้อีกเล่ม”
ซ่งโหยวจึงหยิบเพิ่มอีกเล่มหนึ่ง รวมเป็นห้าเล่ม
เมื่อกลับถึงบ้าน ก็เปิดประตูวางหนังสือลงบนโต๊ะ
แมวสามสีกระโดดขึ้นมาทันที ปลายหางงอโค้ง คอยก้มมองตัวหนังสือบนปก แล้วหันไปถามนักพรต
“เจ้าซื้อให้แม่นางสามสีหรือ”
“ใช่”
“ถ้าอ่านจบแล้ว แม่นางสามสีจะโตเร็วขึ้นหรือไม่”
“ไม่หรอก เพียงแต่จะได้ความรู้เพิ่มขึ้น”
“แล้วตำราที่ร้านบอกว่าอ่านแล้วจะเก่งเล่า”
“ข้าไม่ได้ซื้อมา”
“อ้อ…”
“แม่นางสามสีอยากอ่านเล่มไหนก็หยิบไปเถิด”
“จะเริ่มอ่านเล่มไหนก่อนดี”
“แม่นางสามสีเก่งอยู่แล้ว ย่อมตัดสินใจเองได้” ซ่งโหยวหย่อนกายลงพลางหยิบหนังสือ ‘เรื่องเล่ารัชศกหมิงเต๋อ’ ขึ้นมาเปิดอ่าน แล้วหันไปหาเจ้าแมว
“ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบก็วางไว้ ไม่ชอบตรงไหนก็ข้ามไป หากอ่านแล้วไม่เข้าใจก็มาถามข้าได้”
“ได้เลย!”
แมวสามสีกระโดดลงจากโต๊ะ เพียงครู่เดียวก็มีมือน้อยๆ สองข้างเอื้อมขึ้นมาหยิบหนังสือไปหนึ่งเล่ม
วันนี้แสงอาทิตย์ส่องสว่างกำลังดี ปราศจากภาระหน้าที่ใดๆ ช่างเหมาะแก่การอ่านหนังสือยิ่งนัก
……………