ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 331 แม่นางสามสีอย่าขยันไปกว่านี้เลย
แสงแดดส่องเข้ามาจากหน้าประตู สาดลงบนพื้นจนเกิดเป็นลวดลาย ฝุ่นละอองล่องลอยอยู่กลางอากาศ
ในห้องมีโต๊ะไม้หนึ่งตัว นักพรตและเด็กหญิงนั่งตรงข้ามกัน ต่างคนต่างอ่านหนังสือของตนเอง
“เรือนฝั่งอุดรจุดไฟ เรือนประจิมสว่างไสว”
“แม่นางน้อยในเรือนร้อยเรียงเส้นด้าย”
“เสียงจักรเย็บผ้าแว่วมาเป็นระยะ”
“ถักทอผืนแพรไหมทั้งราตรี…”
เด็กหญิงอ่านเสียงเบา เสมือนศิษย์ในสำบัณฑิต ต่างที่นางไม่ได้พยักหน้าส่ายหัว
นักพรตเอื้อมมือไปลูบหูนาง พร้อมกับมองด้วยสายตาอันจนใจ ปรับท่าทางเล็กน้อย แต่ก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน ตั้งใจจดจ่อกับเรื่องราวต่อไป
นี่ก็เกือบหกปีมาแล้ว ตั้งแต่ได้พบเขาบนเรือล่องแม่น้ำหลิ่วเจียงโดยบังเอิญ อาศัยร่วมกัน พูดคุยกันก็หลายวัน บัณฑิตผู้คลั่งไคล้เรื่องผีสางปีศาจนั้น เล่าให้เขาฟังถึงความชอบ ความฝัน และถามเรื่องราวของเทพยดาและปีศาจที่รู้
เขานั่งฟังเรื่องราวบนเรืออยู่หลายวัน ทุกคนล้วนดื่มด่ำไปกับเรื่องราว
ครานั้นซ่งโหยวก็ตระหนักว่าสักวันต้องได้อ่านงานเขียนของเขาแน่อน
และวันนั้นก็มาถึงแล้ว
ซ่งโหยวค่อยๆ พลิกหน้าหนังสือ
พลิกไปไม่กี่หน้าก็พบเรื่องราวคุ้นเคย เป็นเรื่องที่เคยฟังจากปากบัณฑิตตอนนั้น
เมื่อถูกเขียนเป็นหนังสือ แน่นอนว่าย่อมมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง จากเล่าปากต่อปากเป็นตัวอักษร ชัดเจนทั้งภาษาพูดและบทประพันธ์ บางเรื่องปรับโครงสร้าง แต่งเติม และบางเรื่องมีความเห็นของผู้แต่ง อ่านแล้วชวนคิดตาม
แต่สำหรับนักพรตแล้ว สิ่งที่สัมผัสได้มากกว่าคือความคุ้นเคย เหมือนตะขอที่ดึงความทรงจำหกปีที่แล้วกลับมา
ราวกับเสียงของบัณฑิตผู้ทะเยอทะยานบัณฑิตนั้นดังอยู่ในใจ ตามด้วยเสียงน้ำกระเพื่อม เสียงลิงจากทั้งสองฝั่ง เคล้าเสียงขับร้องของคนเรือ ซ่งโหยวเหมือนย้อนกลับไปบนเรือริมน้ำหกปีที่แล้ว นั่งอยู่ที่หัวเรือกับแม่นางสามสี คอยฟังบัณฑิตข้างๆ เล่าเรื่อง
“บุตรสาวชาวบ้านริมแม่น้ำจางล้วนไม่ทำมาหากิน เพียงร้องรำทำเพลงไปวันๆ คาดมัดฟางเหลืองไว้ที่เอว ปัดรังนกน้อยบนยอดไม้ หมายเอาไข่ในรังกลับบ้านไปให้ท่านยาย ต้มอย่างไรก็ไม่สุก ท่านยายไม่สบอารมณ์นัก หยาดเหงื่อพลันผุดขึ้นเต็มใบหน้า…”
แม่นางสามสีอ่านด้วยจังหวะเป็นธรรมชาติ
แต่พออ่านจบ นางก็เกาหัว
บทกลอนเด็กอ่านง่าย แม่นางสามสีอ่านออกตั้งนานแล้ว อ่านไปเดาไป พอเข้าใจความหมายก็รู้สึกว่าบทกลอนสนุก เพราะนางเองก็ทำเช่นนี้บ่อย
แต่เดิมคิดว่ามีเพียงหญิงสาวข้างบ้านที่ทำเช่นนั้น
ครั้นเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นนักพรตกำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ ดูแล้วคงสนุกกว่าบทกลอนเด็กมาก
แม่นางสามสีจ้องเขาอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะวางหนังสือลง แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นไปหาเขา
“เจ้ากำลังอ่านอะไรอยู่”
นักพรตหยุดเงยหน้ามอง
“หนังสือ”
“หนังสืออะไร”
“หนังสือเรื่องเล่า”
“สนุกไหม”
“สนุกกว่าของแม่นางสามสีอีก”
“แล้วทำไมไม่ให้แม่นางสามสีอ่านบ้าง”
“ใช่ว่าข้าจะไม่ให้อ่าน รอข้าอ่านจบก่อนจะให้แม่นางสามสีอ่านบ้าง”
“แล้วเล่มอื่นเล่า”
“เล่มนั้นสำหรับเด็ก เล่มนี้ผู้ใหญ่หรือเด็กก็อ่านได้ เด็กก็ต้องอ่านหนังสือเด็กบ้าง แม่นางสามสีจะได้เติบโต”
“อ้อ…”
หากไม่เข้าใจ ก็ถามนักพรต
บางครั้ง เขาพลิกไปอีกหน้า นางก็พลิกดูของตนเองบ้าง จึงเห็นว่าหนังสือที่นักพรตอ่าน ดูสนุกกว่าของนางจริงๆ
แสงที่ประตูมืดลงเล็กน้อย จอมยุทธ์หญิงอู๋เดินแบกตั่งไม้เข้ามาด้วยท่าทีสบายๆ เดินข้ามธรณีประตูอย่างระมัดระวังพร้อมกับมองมาที่ทั้งสองคน
“ให้ข้าวางไว้ตรงไหน…โอ้ พวกเจ้ากำลังอ่านหนังสืออยู่หรือ”
“ใช่แล้ว ข้าซื้อตำราเรียนสำหรับเด็กมาให้แม่นางสามสี และซื้อหนังสือของสหายเก่ามาอ่านฆ่าเวลา”
นักพรตวางหนังสือลงแล้วยืนขึ้น แม่นางสามสีก็ยืนขึ้นตามเขา พร้อมกับแหงนหน้ามองจอมยุทธ์หญิงอู๋
“วางไว้ตรงนั้นเถิด”
“ไม่ให้ข้าช่วยยกขึ้นไปชั้นบนหรือ”
“ไม่หนักหรอก ข้าทำเองได้”
“ก็ได้”
จอมยุทธ์หญิงอู๋ไม่อิดออด วางตั่งไม้ลงแล้วเดินมาหยิบหนังสือบนโต๊ะ พลิกดูทั้งปกหน้าและหลัง แล้วหันไปมองนักพรตกับเด็กหญิง “พวกเจ้ารู้จักใช้เวลาไปกับเรื่องพรรค์นี้ด้วย…”
“ฤดูหนาวมักไม่มีเหตุการณ์อันใด อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ นั่งตากแดด ผิงไฟ ชงชา อ่านหนังสือล้วนเป็นกิจวัตรของผู้ดี”
“เล่มนี้สอนอะไรเจ้า”
“ไม่ได้สอนอะไรหรอก แค่สอนอ่านตัวอักษร แต่งประโยค เรียนรู้วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ ทำให้พอท่องบทกวีง่ายๆ ได้บ้าง”
“สอนอ่านตัวอักษร แต่งประโยค…”
จอมยุทธ์หญิงอู๋พยักหน้า คิดว่าน่าสนใจ “แม่นางสามสีมีตาแค่คู่เดียว อ่านไม่หมดหรอก ช่วงนี้ข้าว่างมาก ขอยืมไปสักเล่มแล้วกัน”
“เชิญเลย”
“แต่เล่มนี้สำหรับเด็ก” แม่นางสามสีกล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่เป็นไร” จอมยุทธ์หญิงอู๋ปัดมืออย่างสบายใจ “ข้าไม่ได้รู้มากไปกว่าเจ้าหรอก เผลอๆ ข้าอาจจะอ่านตัวอักษรออกน้อยกว่าเจ้าด้วยซ้ำ อ่านเล่มนี้ก็ถูกแล้ว”
“แม่นางสามสีเก่งกาจมาก หากเจ้าอ่านคำไหนไม่ออกหรือไม่เข้าใจ ก็ถามแม่นางสามสีได้” นักพรตยิ้ม “ถ้าแม่นางสามสีไม่รู้ ก็มาถามข้า”
“!”
จอมยุทธ์หญิงอู๋ยังไม่ทันได้พูดอะไร เด็กหญิงกลับเผยท่าทีเคร่งขรึมขึ้นมาก แทบจะกลั้นหายใจ
จอมยุทธ์หญิงอู๋เองก็ชะงักไปชั่วครู่ แต่เมื่อเหลือบมองนักพรต และมองไปที่เด็กหญิงที่กำลังปั้นหน้าจริงจังมาที่ตน นางก็หัวเราะออกมา
“ได้เลย ถ้าข้าอ่านไม่รู้เรื่องจะมาถามแม่นางสามสีแล้วกัน เจ้าต้องเป็นอาจารย์ตัวน้อยให้ข้าแล้ว”
อาจารย์ตัวน้อย?
เด็กหญิงตัวแข็งทื่อ ใบหน้านั้นเรียบเฉย ทว่าก็อดสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้
“อ่าน ‘ร้อยแซ่’ สิ เล่มนี้อ่านง่ายนะ”
“ได้”
“ข้าจะยกเก้าอี้โยกมาให้เจ้าด้วย”
“เรามีตั่งแล้ว เก้าอี้ตัวนั้นให้จอมยุทธ์หญิงไปเถิด”
“ข้าซื้อมาเองแล้ว”
“เช่นนั้นก็ได้”
จอมยุทธ์หญิงอู๋เพียงหยิบหนังสือเดินจากไป
เดินไปถึงประตู ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลียวหลังมายิ้มให้เด็กหญิง
“แม่นางสามสีต้องตั้งใจเรียนนะ อย่าให้ตอนข้ามาถามเจ้าตอบไม่ได้เชียว เจ้าเป็นอาจารย์ของข้านะ”
พูดจบก็เดินออกไปทันที
ผ่านไปครู่หนึ่งกว่าเด็กหญิงจะผ่อนคลายลง นางเหลือบตามองนักพรตพลางเอ่ยปากขึ้น “แม่นางสามสีจะได้เป็นอาจารย์แล้วหรือ”
“ทำไมเล่า”
“แมวก็เป็นอาจารย์ของผู้ใหญ่ได้หรือ” สีหน้าของนางแฝงแววจริงจัง สายตาขึงขังราวกับไม่เชื่อ
“แม่นางสามสีกล่าวเช่นนี้ไม่ถูกนัก”
นักพรตหัวเราะส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ “สุภาษิตกล่าวว่า การเรียนรู้นั้นไม่มีก่อนหลัง ผู้ใดเข้าใจมากกว่าย่อมเป็นอาจารย์ ตั้งแต่รู้จักแม่นางสามสี ข้าก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งจากแม่นางสามสี ตอนนี้ความฉลาด ความขยัน และความรู้หนังสือของแม่นางสามสีล้ำหน้าจอมยุทธ์หญิงอู๋ไปแล้ว ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะสอนบางเรื่องให้นางได้ อย่างเช่นสอนนางอ่านหนังสือ”
“อือ…”
นี่ข้าเป็นอาจารย์จริงหรือ
เด็กหญิงแทบหายใจไม่ออก ใครจะคิดว่าแมวตัวเล็กๆ อย่างนาง ไม่เพียงจะมีม้าเป็นเพื่อน แต่ยังเป็นอาจารย์ให้มนุษย์ได้ด้วย
การเรียนรู้นั้นไม่มีก่อนหลัง ผู้ใดเข้าใจมากกว่าย่อมเป็นอาจารย์
นักพรตพูดได้ดีจริงๆ…
เสียงนักพรตดังขึ้นอีกครั้ง
“แต่…”
แม่นางสามสีหันขวับมาทางเขา
“แต่!”
“แต่จอมยุทธ์หญิงอู๋ก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว อาจมีตัวอักษรบางตัวหรือบางสุภาษิตที่นางไม่เคยเห็นหรือเขียนไม่เป็น แต่นางได้สัมผัสในชีวิตประจำวัน ตอนนี้นางยืม ‘ร้อยแซ่’ อันเป็นตำราจดบันทึกแซ่ของผู้คนทั่วหล้า ทำให้จำตัวอักษรได้ ย่อมมีบางแซ่ที่นางเคยได้ยินมาก่อนแต่อ่านไม่ออก ถึงตอนนั้นนางมาถามเจ้า เจ้าก็ตอบนางได้แน่นอน แต่ข้าคิดว่านางคงเรียนรู้ได้เร็วมาก” นักพรตหยุดคิดแทนแม่นางสามสี “แต่กว่านางจะอ่านตำราตัวอักษรพื้นฐานทั้งสามเล่มจบ แล้วจะไปอ่านเล่มอื่นต่อ…”
“…”
เด็กหญิงฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว กำมือแน่น สัมผัสได้ถึงความเร่งรีบและกังวล
ทำอย่างไรดี…
แต่แล้วนักพรตก็พูดต่อ
“ถ้านางเอาข้อความใน ‘พันอักษร’ หรือกลอนจาก ‘พันบทกวี’ มาถามแล้วเจ้าตอบไม่ได้ นั่นก็หมายความว่า… เฮ้อ…”
“!”
เด็กหญิงเบิกตากว้าง กำมือแน่นยิ่งกว่าเดิม
โชคดีที่นักพรตเตือน! ไม่อย่างนั้นข้าได้ขายหน้าแน่!
“อ่านหนังสือ!”
“ไม่อ่านเล่มนี้แล้วหรือ”
“ไม่อ่าน!”
“ทำไมเล่า”
“ข้าจะอ่านหนังสือของข้า!”
“เฮ้อ แม่นางสามสีต้องรู้ว่าทุกสิ่งมีขอบเขต การอ่านหนังสือต่างจากการฝึกวิชา แต่ก็ควรค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ห้ามหักโหมจนลืมพักผ่อน”
ซ่งโหยวกล่าวกับแม่นางสามสีที่กำลังอ่านหนังสือด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้ารู้ว่าแม่นางสามสีขยันใฝ่รู้ และเป็นยอดอัจฉริยะ แต่ก็ต้องพักผ่อนบ้าง”
“ข้ารู้แล้วน่า!”
เด็กหญิงคิดเอาไว้แล้ว
ขณะนั้นแสงที่ประตูพลันมืดลงอีกครั้ง
จอมยุทธ์หญิงอู๋ยกเก้าอี้โยกเข้ามา แต่กลับได้ยินบทสนทนานั้นพอดี นางขมวดคิ้วลงแล้วเหลียวมองนักพรต เหมือนเพิ่งเห็นด้านนี้ของเขาวันนี้
จอมยุทธ์หญิงอู๋ส่ายหน้า เพียงวางเก้าอี้ลงแล้วเดินออกไป
“…”
นักพรตจับสังเกตสายตานางอยู่ แต่หาได้สนใจไม่ เขาส่ายหน้าแล้วก้มอ่านหนังสือต่อ
อ่านไปอ่านมาก็เจอเรื่องของตนเอง บทนั้นชื่อว่า ‘พบเซียนที่แม่น้ำหลิ่วเจียง‘
หลายๆ วันย่อมผ่านไปเช่นนี้
อากาศแจ่มใสจากไปอย่างรวดเร็ว สายฝนหนาวเหน็บนอกประตูโปรยปรายฟุ้งเป็นหมอกควัน ไอเย็นระเหยขึ้น ปกคลุมทั่วถนนหนทางเก่าแก่นับร้อยปีในฉางจิง แต่การอยู่ในบ้าน คอยก่อไฟ ชงชา อ่านหนังสือ ตอบคำถามของแม่นางสามสี กินขนมปิ้งก็เป็นความรู้สึกอีกแบบ
บางครั้งไม่อยากลุก ก็อ่านอยู่ใต้ผ้าห่ม
มีเด็กหญิงคอยยกอาหารเช้าเข้ามาให้ จะปฏิเสธก็ปฏิเสธไม่ได้
เขาอาจเป็นเทพในสายตาของผู้คนที่แดนเหนือ แต่เมื่อกลับมาอาศัยที่ฉางจิง จึงพบว่านี่คือชีวิตดั่งเทพเซียนจริงๆ
……………