ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 332 ปีศาจจิ้งจอกและหางของนาง
ยามว่างช่างเหมาะแก่การหยิบตำราและกวีนิพนธ์บนหมอนขึ้นมาอ่าน ยามสายฝนโปรยปรายทิวทัศน์หน้าประตูก็ยิ่งงดงาม
อากาศยิ่งหนาวเย็นลงหลายส่วน นักพรตจุดเตาไฟขึ้นอีกครั้ง ยื่นมือออกไปรับความอบอุ่น ถูมือเข้าหากันพลางพ่นลมหายใจรดฝ่ามือ จากนั้นจึงหยิบหนังสือที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมา
ทันใดนั้นเอง เด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งวิ่งเข้ามา นางหดคอหลบสายฝน มัดผมหนาดกเป็นมวยสองข้าง ศีรษะเต็มไปด้วยละอองฝนราวไข่มุกขาวนับไม่ถ้วน มือน้อยๆ พลันยื่นหมั่นโถวสองลูกในมือให้นักพรต พร้อมกับเผยสีหน้าเคร่งขรึม
“กินสิ!”
“ข้าให้แม่นางสามสีออกไปซื้ออาหารเช้าแทนอยู่เรื่อยเลย เช่นนี้คงไม่ดีนัก” นักพรตวางหนังสือลง รับหมั่นโถวมา แต่ก็เหลือบตามองศีรษะนาง “ยิ่งกว่านั้น ข้างนอกฝนยังตกอยู่ด้วย”
“ขอบคุณแม่นางสามสี”
“ขอบคุณแม่นางสามสี”
“ไม่เป็นไร”
เด็กหญิงนั่งลงข้างเขา ยกมือขึ้นตีหน้าผากเบาๆ เพียงไม่กี่ครั้งหยดน้ำก็สลัดหายไปหมด ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ก็แค่ฝนตกเท่านั้นเอง…”
“แม่นางสามสีไม่กินหรือ”
“เมื่อคืนแม่นางสามสีกินแล้ว แถมยังจับจักจั่นเตาได้สองตัว เอาไปป้อนนกนางแอ่นเรียบร้อย” เด็กหญิงว่าพลางลากเก้าอี้เล็กเข้ามาอีกตัว หยิบหนังสือแล้วนั่งลงอีกฟากของเตาไฟ ยื่นมือออกไปรับไออุ่น พลันหรี่ตาลงพร้อมกับผงกศีรษะอย่างพอใจ จากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ ใบหน้าน้อยๆ แทบจะชิดกับหน้าหนังสือแล้ว มีเพียงเสียงอ่านเล็ดลอดออกมาเท่านั้น
“นกนางแอ่นตัวนั้นประหลาดนัก กินแมลง แต่กลับไม่กินหนู”
“เช่นนั้นในสายตาแม่นางสามสี ข้ากับเจ้าม้าจะยิ่งไม่ดูแปลกหรือ”
“อืม…”
แม่นางสามสีส่ายหน้า
ผ่านไปนานเข้า นางก็เอ่ยปากขึ้นก่อน
“จริงสิ!”
“อะไรหรือ”
นักพรตยังคงกินหมั่นโถวทั้งที่เบนสายตาไปหานาง
เด็กหญิงวางหนังสือลง ทำหน้าตาราวกับนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ ก่อนจะเอ่ยกับเขาอย่างจริงจัง
“หลายวันมานี้พวกเราซื้ออาหารข้างนอกทุกเช้า ใช้เงินไปมากแล้ว แต่พวกเรายังไม่ได้หาเงินเลย! เมื่อคืนนี้ตอนเจ้าหลับอยู่ แม่นางสามสีรื้อของเล่นในบ้าน แล้วไปเจอธงผืนหนึ่ง!”
“ธงอะไร”
“ที่แขวนอยู่หน้าประตูอย่างไรเล่า”
“ป้ายร้านน่ะหรือ…”
“ป้ายร้าน!”
“แต่พักนี้ข้ารู้สึกเกียจคร้านนัก ไม่อยากเปิดร้าน อีกทั้งท่านเทพารักษ์ยังทำหน้าที่ได้ดี ในฉางจิงแทบไม่มีเหตุการณ์ผีปีศาจออกทำร้ายผู้คนแล้ว”
“เจ้านี่ขี้เกียจจริงๆ …”
“แน่นอน มีหรือข้าจะขยันหมั่นเพียรเยี่ยงแม่นางสามสี มิเช่นนั้นข้าคงเก่งกาจเหมือนเจ้าตั้งนานแล้ว”
“!”
เด็กหญิงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้แม่นางสามสีเก่งขึ้นแล้ว ทั้งจับหนูได้ ทั้งยังปราบผีปีศาจได้ด้วย”
“ทำได้หรือ”
นักพรตนึกในใจว่า ถ้าแม่นางสามสีออกไปปราบปีศาจ ตนก็ต้องคอยตามหลังอยู่ดี เช่นนั้นจะต่างอะไรกับตอนที่เขาไปเองเล่า
“ทำได้สิ!”
“แม่นางสามสีจะเหนื่อยเอานะ”
“แม่นางสามสีเก่งมาก!”
“แล้วมันจะไม่เบียดเวลาอ่านหนังสือของเจ้าหรือ”
“เจ้าพูดเองมิใช่หรือว่ามัวอ่านหนังสือทั้งวันไม่ได้ ต้องสละเวลาไปหาเงินบ้าง”
“…”
ความเข้าใจของนางทำให้ซ่งโหยวต้องนับถือ
เขายกยิ้มแล้วไม่พูดอะไรต่อ คิดเสียว่าเป็นการฝึกฝนและสร้างความเพลิดเพลินให้แก่นางเท่านั้น จึงกล่าวกับนางต่อ “เช่นนั้นแม่นางสามสีต้องชุบเลี้ยงข้าแล้ว…”
“!”
เด็กหญิงพลันเผยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่เป็นไร!”
“…”
นักพรตได้แต่ส่ายหน้า
อะไรของนางกัน…
“บ่ายนี้ฝนคงหยุดแล้ว ไว้ฝนหยุด เราออกไปเดินเล่นกันเถิด แม่นางสามสีอยู่บ้านอ่านหนังสือทั้งวันคงไม่ดีหรอก”
“จะไปที่ไหน”
“หอเซียนกระเรียนดีหรือไม่”
“หอเซียนกระเรียน!”
“ครั้งก่อนตอนไปจากฉางจิง ‘พวกนาง’ ยังออกมาส่งพวกเรา บัดนี้พวกเรากลับมาแล้ว ตามธรรมเนียมควรไปเยี่ยมพวกนางสักครั้ง ถือว่าเป็น ‘มารยาท’”
“มารยาท!”
“ใช่แล้ว…”
ร่มกระดาษน้ำมันสีขาวปักลายดอกเหมยกางอยู่หน้าบานประตู มือที่ถือร่มเรียวยาวและขาวผ่องดุจหยก อ่อนช้อยยันข้อกระดูก ใต้ร่มนั้นเป็นสตรีรูปโฉมงดงามเหนือมนุษย์ แต่งกายเรียบง่าย สวมผ้าคลุมไหล่ซึ่งดูเหมือนจะทำมาจากหนังสุนัขจิ้งจอกสีขาว หยาดฝนที่ร่วงโรยลงบนผืนผ้ากลับกลายเป็นมุกประดับ
ด้านหลังยังมีสาวน้อยรูปโฉมงดงามอีกนาง แต่งกายเหมือนสาวใช้ สวมผ้าคลุมหนังจิ้งจอกเช่นกัน เดินกางร่มสีเขียวลายดอกไม้ตามมาติดๆ
ทั้งสองหยุดอยู่หน้าประตู คนหนึ่งมีสีหน้าเรียบนิ่ง อีกคนกลับเผยรอยยิ้มละมุนละไม ทว่าล้วนชะโงกเข้ามองด้านใน
“ท่านนักพรตกำลังพูดเรื่องอันใดอยู่หรือ”
“…”
พูดถึงก็มาเลย
ซ่งโหยววางหนังสือลงแล้วรีบลุกขึ้นคารวะ “แขกผู้มีเกียรติมาเยือน รีบเข้ามาข้างในเถิด”
หญิงสาวที่เดินนำเก็บร่มลง สาวใช้ก็รีบรับไว้ แล้วเก็บร่มของตนไปวางไว้ตรงมุมประตู หญิงสาวเบื้องหน้าก้าวเข้ามาในตัวบ้านโดยยกชายผ้าคลุมไหล่และชายกระโปรงขึ้น ส่วนสาวใช้ก็เดินตามเข้ามาติดๆ
“คารวะแม่นางสามสี”
“แม่นางสามสีคารวะท่าน”
“แม่นางสามสีกำลังอ่านหนังสืออยู่หรือ”
“ใช่แล้ว!”
“ช่างใฝ่รู้จริงเชียว”
“แน่นอน!”
“เชิญนั่งเถิด” นักพรตเอ่ยเชิญ “ครั้งนี้มีแค่ม้านั่งยาว”
“คราวก่อนที่มาก็เป็นม้านั่งตัวนี้มิใช่หรือ”
“ข้าต้อนรับได้ไม่ดีเอง”
“ท่านนักพรตไม่จำเป็นต้องกล่าวเช่นนั้นหรอก”
“ท่านนักพรตกลับมาที่ฉางจิงหลายวันแล้ว แต่ไม่เห็นจะแวะมาเยี่ยมพวกข้าเลย โชคดีที่พวกข้าได้ยินข่าวคราวจากที่อื่น มิเช่นนั้นคงไม่รู้อะไรเลย”
“เป็นเพราะข้าชะล่าใจไปเอง อีกทั้งหลายวันมานี้ฝนตกไม่หยุด จึงไม่ได้ไปเยี่ยมพวกท่าน” นักพรตกล่าว “เมื่อครู่ยังคุยกับแม่นางสามสีเรื่องหอเซียนกระเรียนอยู่ ว่าพอฝนหยุดก็คิดจะไปเยี่ยมทั้งสองท่าน ไม่คิดเลยว่าพวกท่านจะมาหาข้าถึงที่เสียก่อน”
“ข้าไม่เชื่อท่านหรอก” สาวใช้หัวเราะชอบใจ
“…” แม่นางหว่านเจียงเพียงส่ายศีรษะ ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ราวกับไม่ใส่ใจกับคำพูดของสาวใช้ แต่นางกลับเบนสายตาไปยังหนังสือในมือแมวน้อย ดูแล้วคล้ายกับยามญาติผู้ใหญ่มาเยี่ยมเยียนเด็กน้อยวัยเรียนถึงบ้าน “แม่นางสามสีกำลังอ่านหนังสืออะไรอยู่หรือ”
“บทกลอนสำหรับเด็กน่ะ”
“บทกลอนสำหรับเด็กหรือ…” หญิงงามผู้เลื่องชื่อแห่งฉางจิงดูจะคุ้นเคยกับชื่อหนังสือ จึงเอ่ยขึ้น “ได้ยินว่าหนังสือเล่มนั้นเขียนด้วยสำนวนตรงไปตรงมามากเกินพอดี แม้ไม่ส่งผลต่อเด็ก แต่ก็ไม่อาจทำให้ตระหนักถึงคุณธรรมและชีวิตข้างหน้านัก จึงมีคนเขียนตำรา ‘สุภาษิตสอนเด็ก’ ขึ้นมา ยุคนี้ไม่ว่าผู้ใดก็อ่านเล่มนั้นแทนแล้ว”
“ไม่รู้สิ นักพรตซื้อมาให้ข้าเอง”
แม่นางสามสีตอบอย่างตรงไปตรงมา แล้วหันไปมองซ่งโหยว ราวกับรอฟังคำอธิบายจากเขา
“แม่นางสามสีก็เป็นเพียงแมวน้อย ไม่จำเป็นต้องรอบรู้เรื่องราวและกฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์มากนัก มีความรู้ติดตัวเพิ่มขึ้นบ้างก็พอแล้ว”
“แม้ปีศาจจะปะปนอยู่ในหมู่คน ก็ต้องรู้จักกฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์บ้าง”
“แม่นางกล่าวถูกแล้ว” นักพรตพยักหน้า “แม้แม่นางสามสีจะเป็นเพียงแมว ทว่าช่างเฉลียวฉลาด ยามอยู่ท่ามกลางผู้คนก็เข้าใจเรื่องราวพอๆ กัน ข้าว่ามีหลายด้านที่นางทำได้ดีกว่ามนุษย์เสียอีก อย่างน้อยก็เก่งกาจกว่าข้า ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรมากไปกว่านี้แล้ว”
เด็กหญิงฟังได้ครึ่งเดียวก็แสร้งอ่านหนังสือต่อ ใบหน้าของนางแลดูไร้อารมณ์ แต่หูทั้งสองกลับตั้งขึ้นชัดเจน รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก
หว่านเจียงแย้มยิ้มเล็กน้อย สีหน้าฉายแววครุ่นคิดบางอย่าง แต่ก็ไม่พูดออกมา เพียงเบนสายตาไปทางอื่น
“ครานี้ท่านนักพรตจะไปจากฉางจิงเมื่อใดหรือ”
“อยู่จนกว่าหน้าหนาวจะผ่านไป”
“แสดงว่ายังอยู่อีกนาน” สาวใช้เสริม “หากท่านนักพรตมีเวลาก็ไปหาพวกข้าที่หอเซียนกระเรียนบ้าง”
“หางก็สมควรอยู่ข้างหลังมิใช่หรือ” แม่นางหว่านเจียงว่า
“เช่นนั้นก็ต้องเลือกให้ชัดว่าจะนั่งด้วยกันหรือจะยืนด้วยกัน ต้องเลือกทุกครั้งเลยน่ะสิ” สาวใช้กล่าวต่อ
“…”
ผลัดกันโต้ตอบได้ดีจริงๆ
นักพรตคิดอยากส่ายหน้า แต่แล้วก็วกเข้าสู่เรื่องที่ตนอยากรู้ “ได้ยินว่าเมื่อปีก่อน อำนาจขององค์หญิงฉางผิงในราชสำนักถูกถอนรากถอนโคนจนสิ้น นางเองก็ถูกจับไปขังเสียแล้ว แม่นางทั้งสองก็ควรพ้นพันธนาการ กลับไปมีอิสระแล้วมิใช่หรือ เหตุใดยังอยู่ที่ฉางจิงจนถึงตอนนี้เล่า”
“ท่านนักพรตอยากให้พวกข้าไปนักหรือไร”
“อย่าพูดจาไร้มารยาท” แม่นางหว่านเจียงเอียงหน้าเอ็ดสาวใช้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ “จริงอยู่ที่บัดนี้ข้าพ้นจากพันธนาการแล้ว แต่ข้าก็พำนักอยู่ในฉางจิงมากว่าสิบปี สิบปีนั้นไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆ แม้สำหรับปีศาจอย่างพวกข้าเองก็เถิด ยิ่งกว่านั้นกาลเวลาช่างยาวนาน บางครั้งก็ต้องดูว่าตลอดช่วงเวลานั้นได้ทำสิ่งใดไปบ้าง ข้าเองก็เคยคิดจะไปจากฉางจิง หนีไปให้ไกล บัดนี้เป็นอิสระแล้ว จะจากไปเมื่อใดก็ได้ จะจากไปโดยไม่ให้ผู้ใดพบเห็นอีกเลยก็ย่อมได้ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ใจอันว่างเปล่ากลับคิดเสียดาย ไม่อยากไปจากที่นี่”
“นายหญิงพูดถูก พวกข้าไปจากที่นี่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจำเป็นต้องไป”
“อายุขัยของปีศาจแม้ยืนยาว ทว่าส่วนใหญ่ล้วนจืดชืดไร้รส สิบปีที่ฉางจิงนี้ จึงนับว่าเป็นสิบปีที่พิเศษนัก พวกข้าเองก็ไม่อยากตัดขาดจากช่วงเวลาอันยุ่งเหยิงและวิเศษนี้ไปสักเท่าไรหรอก”
“สมกับที่เป็นนายหญิง พูดจาน่าฟังเสียจริง!”
“อยู่ต่อหน้าท่านนักพรต อย่าได้พูดจาเหลวไหล”
“เจ้าค่ะ…”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” นักพรตพยักหน้า เขายอมรับว่าที่พวกนางพูดนั้นมีเหตุผล หาได้ซักไซ้เรื่องที่ทั้งสองผลัดกันพูดราวกับกำลังแสดงละครและไม่คิดจะเปิดโปงใดๆ เพียงถามต่อ
“แล้วแม่นางทั้งสองยังคงเล่นพิณรินสุราอยู่ที่หอเซียนกระเรียนหรือไม่”
“อยากเล่นก็เล่น ไม่อยากเล่นก็ไม่เล่น แต่ก่อนพวกข้าก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่ว่าหลายปีมานี้กลับไม่ได้ทำตามอำเภอใจเลยสักครั้ง พอได้กลับไปทำก็รู้สึกดีจริงๆ” สาวใช้กล่าวทั้งรอยยิ้ม
“แต่หากท่านนักพรตไปหาพวกข้าแล้วอยากฟังเพลงพิณแล้วไซร้ นายหญิงย่อมเต็มใจบรรเลงให้บรรเลงทั้งวันทั้งคืนก็ยังได้”
“คราแรกพบกันที่ฉางจิง เหมือนได้พบสหายเก่า วันนี้ได้เจอกันอีกครา หากท่านนักพรตไปที่นั่น แล้วประสงค์จะฟังเพลงพิณ หว่านเจียงย่อมเต็มใจยิ่งนัก”
“ทั้งสองท่านอยู่ร่วมกันตลอดมาเช่นนี้เลยหรือ”
“อย่างไรหรือ”
“ไม่มีอะไร…” นักพรตเพียงส่ายหน้า มองไปทางแม่นางสามสีที่ยังทำท่าอ่านหนังสืออย่างเอาจริงเอาจัง ก่อนจะถามพวกนางต่อ
“แล้วคิดจะไปจากที่นี่เมื่อใดเล่า”
“ปีหน้ากระมัง”
“ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า”
“แล้วจะไปที่ใด”
“คงไปที่เมืองหยางตู แคว้นหยางโจว ที่นั่นรุ่งเรืองไม่ต่างจากฉางจิงเลย อีกทั้งไม่มีการช่วงชิงอำนาจเหมือนที่นี่ คงจะอาศัยอยู่ที่นั่นสักพัก”
“เป็นสถานที่ที่พวกข้าได้พบกับองค์หญิงเป็นครั้งแรก”
“เป็นเช่นนั้นเองหรือ”
นักพรตพยักหน้าลง
แคว้นหยางโจว เมืองหยางตู ได้ยินว่าเป็นเมืองอันดับสองของใต้หล้า คึกคักและงดงาม บัณฑิต, กวี และเหล่าขุนนางล้วนหลงใหลในเมืองหยางตู ครั้นถึงฤดูใบไม้ผลิ ตนจะเดินทางลงใต้ผ่านทางเฟิงโจว ก็คงต้องแวะไปชมหยางตูสักครั้งเช่นกัน