ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 333 ตอบแทนไมตรี
“ท่านนักพรตเกรงว่าพวกเราอยู่พำนักในนครฉางจิงต่อเพราะยังมีแผนการอื่นกระนั้นหรือ” แม่นางหว่านเจียงเอ่ยถามอย่างจนใจ
“ข้ามองท่านนักพรตเป็นดั่งสหายเก่า แม้ท่านห่างหายไปนานถึงสามปี แต่นายหญิงของข้ายังเอ่ยถึงท่านอยู่เสมอ ไม่นึกเลยว่าท่านจะระแวงเราถึงเพียงนี้ น่าเศร้านัก…” สาวใช้เอ่ยเสียงสะอื้น
“พูดจาเหลวไหลอะไรน่ะ”
“ข้าไม่ได้โกหกนี่นา”
“ดูท่าพวกท่านจะรื่นรมย์ไม่น้อยเลย…”
ซ่งโหยวนั่งเคี่ยวชาช้าๆ อยู่ข้างเตาไฟ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ “ไม่ทราบว่าพวกท่านทำเช่นนี้เฉพาะต่อหน้าผู้อื่น หรือแม้ยามอยู่กันเพียงสองก็เป็นเช่นนี้ด้วย”
“ก็เพราะจนใจทั้งนั้น”
สาวใช้ยิ้มบาง “โลกกว้างใหญ่ไพศาล แต่ผู้ที่เป็นพวกเดียวกันกลับมีน้อยนัก แม้โลกมนุษย์จะรุ่งเรืองเพียงใด สัตว์อสูรแม้จะเลียนแบบมนุษย์ได้คล้ายคลึง แต่สุดท้ายก็มิใช่มนุษย์ ความคิดย่อมแตกต่างกัน มนุษย์ย่อมไม่อาจเข้าใจพวกข้าได้โดยง่าย คนที่ยอมรับความต่างระหว่างมนุษย์กับปีศาจได้นั้น เว้นเสียแต่ท่านนักพรต เกรงว่าคงมีไม่กี่คน เช่นนั้นพวกเราจึงทำได้เพียงสนทนาและขบขันกับตนเองเท่านั้น”
ซ่งโหยวรินชาลงถ้วยเล็กๆ สามใบ “เชิญทั้งสองดื่มชา”
สาวใช้เห็นดังนั้นก็ปลดผ้าคลุมขนจิ้งจอกออก มองหาที่แขวน ครั้นเห็นตะขอไม้อยู่ผนังด้านหนึ่งก็นำไปแขวนไว้ แล้วเดินมานั่งข้างนายหญิง ยื่นมือออกไปผิงไฟครู่หนึ่ง ก่อนรับถ้วยชามา พลันหลับตาพริ้มราวกับความอบอุ่นจากเตาและถ้วยชานั้นคือความสุขอันยิ่งใหญ่
สองนายบ่าวดื่มชา
“ท่านนักพรตโปรดวางใจ บัดนี้องค์หญิงฉางผิงถูกกักขังแล้ว แผนการใหญ่ล้มเหลว ไม่ว่าต่อไปฮ่องเต้จัดการนางอย่างไร นางก็ไม่อาจหวนกลับมาได้อีก พันธสัญญาระหว่างพวกข้าและนางก็สิ้นสุดแล้ว แม้นางร้องขอสิ่งใดก็จะไม่รับปากอีก ไม่อาจทำให้ราชสำนักเดือดร้อนอีกต่อไป” สาวใช้พูดพลางประคองถ้วยชาไว้ด้วยสองมือ หดตัวเข้าหากันพร้อมกับยิ้มตาหยี “อีกทั้งบัดนี้แผ่นดินต้าเยี่ยนกำลังอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองยิ่งนัก ต่อให้ยังมีจอมมารราชันปีศาจหลงเหลืออยู่ ก็คงไม่โง่เขลาถึงขั้นก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้หรอก”
“ถึงสัมพันธ์กับองค์หญิงจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่อย่างไรเสียนางก็เป็นมิตรเก่า เหลือเพียงความอาลัยและอยากอยู่ส่งนางในวาระสุดท้าย” แม่นางหว่านเจียงเอ่ยเสียงนุ่มนวล
สาวใช้ยิ้ม “ผู้คนว่าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่ท่านนักพรตเป็นคนจากอารามฝูหลง ย่อมรู้ดีว่าเป็นเพียงความเชื่อที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อร้อยปีมานี้ แต่ก่อนจิ้งจอกเป็นสัตว์มงคล ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ยิ่งนัก หาได้มีนิสัยชอบล่อลวงผู้คน พวกข้ายิ่งไม่เคยคิดหลอกลวงท่านนักพรตเลย ท่านวางใจได้”
แม่นางหว่านเจียงยกถ้วยชาขึ้นแนบปากโดยใช้แขนเสื้อบัง
แม้สีหน้าสงบไร้ท่าทีเสแสร้ง แต่ความงามสะพรั่งเหนือมนุษย์นั้นยากจะปิดบัง แม้ไม่ใช่ประเภทโปรยเสน่ห์หยาดเยิ้ม แต่ก็ทำให้คนใจสั่นไม่น้อยเลย
“แต่ถ้าจะบอกว่าไร้แผนการใด เกรงว่าจะยังมีอยู่เรื่องหนึ่ง” สาวใช้หันมา
“โปรดเล่าให้ข้าฟัง”
“เรื่องนี้นายหญิงคงอธิบายได้ดีกว่าข้า”
“โลกกว้างใหญ่ แต่ผู้เป็นพวกเดียวกันมีน้อย ยามว่างเปล่าก็เหลือเพียงความวังเวง ท่านนักพรตทั้งเคยเห็นปีศาจเป็นปีศาจ ทั้งเห็นปีศาจเป็นคน นับว่าพบเจอยากนัก คราแรกพบ ข้ากับท่านเปรียบเสมือนมิตรเก่า ปราศจากซึ่งความเสแสร้งใดๆ” แม่นางหว่านเจียงวางถ้วยชาลง นางยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “จิ้งจอกอายุยืนกว่าปีศาจอื่นมาก หลายปีข้างหน้าพวกข้าคงไร้ที่ไป คิดจะผูกมิตรเป็นสหายกับท่าน หาได้หวังถึงขั้นจะได้อยู่เคียงข้างท่านเป็นร้อยปี เพียงสิบยี่สิบปีก็เพียงพอแล้ว หากได้ไปดื่มสุรา สนทนาปรัชญา บรรเลงพิณ ฟังเสียงฝนด้วยกันก็คงคลายความเหงาไปได้มาก”
สาวใช้หัวเราะร่า “ดังนั้น ‘แผนการ’ ของพวกข้าก็หมายถึงท่านนั่นแหละ!”
“…”
ซ่งโหยวถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความตรงไปตรงมาของพวกนาง แต่เพราะวิธีพูดนี้ช่างแปลกใหม่เสียจริง
เขาจึงตอบไปอย่างนอบน้อม “ข้าลงเขามาเมื่อปีแรกของรัชศกหมิงเต๋อ จะออกพเนจรเป็นเวลายี่สิบปี หลังยี่สิบปีจะกลับไปยังอารามฝูหลงที่อำเภอหลิงเฉวียน แคว้นอี้โจว หากท่านทั้งสองปรารถนามาเยือน ก็ยินดีต้อนรับเสมอ”
“เช่นนั้นก็ถือว่าได้ตกลงกันแล้ว”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
ซ่งโหยวพลันนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้จึงยิงคำถามต่อ “ทั้งสองท่านพอรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแคว้นเย่ว์โจวบ้างหรือไม่”
สาวใช้ส่ายหน้า “พวกข้าเป็นจิ้งจอกจากแดนใต้ เติบโตในหยางโจว ไม่ค่อยรู้เรื่องที่เย่ว์โจวหรอก”
ซ่งโหยวมองพวกนางอย่างจนใจ แม้แต่แม่นางสามสีที่มัวอ่านหนังสือก็เงยหน้าขึ้น มองแม่นางทั้งสองสลับไปมา
สาวใช้เองก็มองนายหญิงตนด้วยความฉงน จนแม่นางหว่านเจียงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นแทน “บางทีหางก็ไม่ค่อยฟังเจ้าของสักเท่าไร”
ซ่งโหยวเหลือบไปทางแม่นางสามสี เห็นว่าเด็กน้อยกำลังเบิกตากว้างพอดี
ที่แท้หางของจิ้งจอกก็เป็นอย่างนี้เอง!
“ครั้งนี้ข้าเดินทางขึ้นเหนือ ได้เดินผ่านเย่ว์โจว ได้ซึมซับพลังวิญญาณฟ้าดิน รู้สึกได้ว่าที่แห่งนั้นเคยมีจอมมารราชันปีศาจหรือเทพเซียนผู้ยิ่งใหญ่อาศัยอยู่ในแถบนี้ แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ จึงอยากรู้ว่าพวกเขาไปแห่งใดแล้ว”
แม่นางหว่านเจียงตอบเสียงอ่อนละมุน “แคว้นเย่ว์โจวแต่เดิมคือแผ่นดินอันอุดมด้วยพลังวิญญาณ ครั้นโบราณกาลถือเป็นถิ่นกำเนิดของอมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมมีจอมมารเหลือรอดมาจากตอนนั้น แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน กลับถูกชาวแดนเหนือบุกยึด สังหารผู้คนในผืนดินพันลี้ เต็มไปด้วยวิญญาณอาฆาต ปราณอำมหิตท่วมท้นท้องนภา ปีศาจแต่ละตนต่างมีสองหนทางให้เลือก”
“โปรดชี้แนะด้วย”
“บางพวกอาศัยพลังโลหิตและวิญญาณ อย่างรวดเร็ว กลายเป็นปีศาจที่ท่านเห็นว่าคอยก่อกวนทางเหนือ อีกพวกที่ไม่ยอมร่วมมือ ก็จำต้องหนีไป หรือบางตนมีปัญญา รู้ว่าต้องถูกสวรรค์กวาดล้าง จึงหอบหางลี้ภัยจากบ้านเกิดไป”
“ที่แท้เป็นเช่นนั้น”
“ส่วนจะไปอยู่ที่ใด ข้าก็มิอาจทราบ”
สาวใช้ยิ้ม “ปีศาจเหล่านี้มีไม่น้อย แถมมีผู้เก่งกาจมากมาย หากท่านนักพรตสนใจ วันหลังก็ไปที่หอเซียนกระเรียนเถิด พวกข้าจะเล่าให้ฟังทีละเรื่อง”
“ต้องไปแน่นอน”
บ้านเรือนเล็กเรียบง่าย ฝนหนาวข้างนอกตกไม่หยุด ในห้องมีเพียงโต๊ะไม้เก่าและเตาไฟเล็กๆ ต้มชา ไม่อาจมีใครคาดคิดว่า หญิงงามผู้เลื่องชื่อที่สุดแห่งหอเซียนกระเรียน ซึ่งป่วยจนออกงานน้อยลงทุกที บัดนี้กลับถอดผ้าคลุมหน้า มานั่งล้อมเตาสนทนากับนักพรตเงียบๆ
ความเป็นจิ้งจอกของพวกนางก็เผยออกมา ยามดื่มชาก็ยังหยิบไข่มาปิ้งไฟกินกันอย่างเพลิดเพลิน
เจรจากันอยู่นาน จนบางคราซ่งโหยวรู้สึกว่าตนเองอยู่เฉยๆ ก็มิเป็นไร พวกนางสองนายบ่าวก็สนทนากันได้ไม่มีหมดสิ้น แต่พอนึกว่าพวกจิ้งจอกเป็นสัตว์ซุกซนกว่าพวกแมว แสร้งทำท่าลึกลับเย็นชาในนครนี้ คงกดเก็บตัวตนไว้มากแล้ว เขาก็พอเข้าใจ
“สองท่านโปรดเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
แม่นางหว่านเจียงสวมผ้าคลุมหน้าคืน หญิงสาวทั้งสองนางกางร่ม เดินหายลับไปกลางสายฝนพรำ
ซ่งโหยวกลับเข้าห้องได้ไม่นาน สาวใช้ผู้นั้นกลับโผล่มาอีก คราวนี้ในมือมีถังหูลู่ไม้หนึ่ง ยื่นให้แม่นางสามสีที่กำลังอ่านหนังสือริมเตา
“เพิ่งเดินไปได้ไม่ไกล เจอแผงขายถังหูลู่ แต่ฝนตกไร้ผู้ใดสนใจ น่าสงสารยิ่งนัก ข้าเห็นว่าแม่นางสามสีเป็นเด็กน้อย ไม่รู้จะชอบหรือไม่ จึงซื้อมาฝากหนึ่งไม้”
“อืม…”
เด็กน้อยเหลือบตาไปทางซ่งโหยว
ซ่งโหยวยิ้ม “แม่นางสามสี ขอบคุณนางสิ”
“ขอบคุณท่านมาก!”
สาวใช้หัวเราะสดใส “ข้ามีนามว่า ‘อีอี’”
“ขอบคุณนะ อีอี~”
“แม่นางสามสีนี่น่ารักจริงๆ” สาวใช้หัวเราะสดใส เอ่ยจบก็ยืนอยู่ตรงประตูโดยไม่ก้าวเข้ามา เพียงหันไปมองซ่งโหยว “เมื่อครู่ลืมถามไป คราวหน้าที่ท่านนักพรตจะเดินทางออกจากฉางจิง จะมุ่งไปทิศใดหรือ”
“จะไปทางใต้น่ะ”
“ทางใต้หรือ… ใช่เฟิงโจวหรือไม่”
“ใช่ ก่อนอื่นจะไปเฟิงโจว”
สาวใช้ยิ้มตาหยี “เฟิงโจวนั้นอยู่บนเส้นทางเดียวกันพอดี หากบุญวาสนาส่งเสริมให้เราได้ร่วมทางกัน นับว่ายิ่งใหญ่กว่าการร่วมเรือลำเดียวกันเสียอีก หากถึงครานั้นวันเดินทางตรงกัน หวังว่าท่านนักพรตจะไม่ปฏิเสธ”
“ยังอีกนานนัก ไว้ถึงตอนนี้ค่อยว่ากัน”
“เช่นนั้น ข้าคงต้องไปแล้ว ท่านนักพรตหากมีเวลาว่าง อย่าลืมแวะมาที่หอเซียนกระเรียนเล่า”
“ข้าจะไปเยี่ยมแน่นอน”
“ไม่จำเป็นต้องเตรียมของขวัญหรูหรา หากคิดจะนำไปจริงๆ ก็นำไปแค่ไก่ตัวหนึ่งก็พอ จิ้งจอกต่างก็ชอบกินไก่ทั้งนั้น” นางขยิบตาใส่เขา ดูแล้วขี้เล่นนัก
ซ่งโหยวยังคงตอบด้วยคำเดิมเช่นนั้น
ครานี้สาวใช้ถึงได้จากไปจริงๆ
เมื่อซ่งโหยวหันกลับมา เห็นแม่นางสามสีกำลังนั่งกอดถังหูลู่กินอย่างเอร็ดอร่อย ร่างเล็กๆ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เตี้ย มองเขาด้วยตากลมใส พร้อมชูไม้ถังหูลู่ขึ้นสูง
“นักพรตกินสิ”
“นางอุตส่าห์ซื้อมาให้แม่นางสามสี ก็กินเองเถิด”
“แม่นางสามสีอยากให้เจ้ากิน”
“…”
ซ่งโหยวมองลูกอมผลไม้ลูกบนสุดที่เงาวับไปด้วยรอยลิ้นเลียของนาง ก่อนส่ายหน้าเบาๆ “เจ้ากินเถิด”
“ไม่กินก็แล้วไป”
“แต่ของที่ผู้อื่นให้มา ไม่ควรรับไว้เปล่า วันหน้าหากเราไปเยี่ยมตอบแทน ก็ให้แม่นางสามสีเป็นผู้นำของขวัญไป เสมือนเป็นของตอบแทนจากเจ้า”
“ไก่หรือ”
“ก็ได้เช่นกัน”
“ไก่มันแพงกว่า…”
แม่นางสามสีขมวดคิ้วทันที
แมวเองย่อมรู้เรื่องการตอบแทนบุญคุณอยู่แล้ว ไม่ต้องมีใครสอน แต่เพราะแม่นางสามสีอุตส่าห์เรียนรู้คณิตศาสตร์ คราวนี้เลยกลายเป็นเรื่องลำบากใจขึ้นมา
เด็กน้อยก้มมองไม้ถังหูลู่ในมือตัวเอง นึกไปนึกมา หน้าตาบึ้งตึงอย่างหนัก แล้วก็เงยหน้าขึ้นทันใด
“คืนนี้แม่นางสามสีจะจับหนูอ้วนๆ สองตัวเอาไปให้เขา เท่ากับตอบแทนบุญคุณแล้ว!”
“เอ่อ…”
“จิ้งจอกต้องกินหนูสิ! จิ้งจอกทุกตัวชอบกินหนูทั้งนั้น!” เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจสุดขีด
“…”
ซ่งโหยวพยายามนึกภาพสตรีผู้เลื่องชื่อในนครฉางจิง กำลังนั่งกินหนูอ้วนๆ แต่คิดเท่าไรก็นึกไม่ออก
ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาใสซื่อของเจ้าแมว เขาก็พยักหน้ารับอย่างอ่อนโยน
“เช่นนั้นก็ได้”
“!”
แม่นางสามสีรีบพยักหน้าหนักแน่น แล้วก็หันมากินถังหูลู่ต่ออย่างสบายใจ คราวนี้นางไม่ลังเลอีกต่อไป
อย่างมาก ก็เลือกตัวที่อ้วนๆ หน่อยก็แล้วกัน!
……………