ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 334 รู้จักหนู รู้จักมารยาท
“แม่นางสามสี ข้ากลับมาขอคำชี้แนะจากเจ้าแล้ว”
พลันมีเสียงของจอมยุทธ์หญิงดังมาจากนอกประตู ก่อนร่างหนึ่งจะก้าวเข้ามา
เด็กหญิงที่กำลังพลิกตำราไปพลาง เคี้ยวถังหูลู่เคลือบน้ำตาลไปพลางถึงกับชะงัก เงยหน้าขึ้นมองออกไป พอเห็นผู้ที่ก้าวเข้ามา ใบหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นทันตา ราวกับตั้งท่ารับศึกใหญ่
“อ้าว! แม่นางสามสีกำลังกินถังหูลู่อยู่นี่เอง”
“ใช่แล้ว!”
“ในวันที่ฝนตกเช่นนี้ จะไปหาซื้อมาจากที่ไหนกัน”
“มีคนเอาให้มาต่างหาก!”
“อ้อ…”
“เจ้าจะกินหรือไม่ เอ้า ข้าแบ่งให้เจ้า!”
ว่าแล้วแม่นางสามสีก็ยื่นถังหูลู่ออกไปตรงหน้า
“เช่นนั้น ข้าขอลองสักลูก”
แม่นางสามสีได้ยินก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะรีบชักมือกลับ เอ่ยกับจอมยุทธ์หญิงด้วยใบหน้าจริงจังว่า“ไม่ดีกว่า แม่นางสามสีเพิ่งนึกได้ว่าข้าเลียไปแล้ว…”
“ช่างตระหนี่เสียจริง…”
“ไม่ได้ตระหนี่เสียหน่อย! เพียงแต่ว่าแม่นางสามสีนึกขึ้นได้ว่ามนุษย์ไม่ควรกินของที่ผู้อื่นเลียมาแล้ว มีแต่น้ำลายทั้งนั้น!”
“เช่นนั้น ข้ากินเม็ดล่าง”
“เม็ดล่างก็เลียแล้ว เลียทั้งไม้แล้ว”
“…ข้าไม่เอาก็ได้”
“เจ้ามีสิ่งใดจะถามก็ถามมาเถอะ”
“ตัวนี้อ่านว่าเอ้อ”
“เอ้อ…”
“ออกเสียงเหมือนคำว่า หิว”
“แล้วตัวนี้เล่า”
“ตัวนี้อ่านว่าอวี่ ชื่อปลาในแม่น้ำน่ะ”
“อวี่…”
ร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก นั่งเคียงกันริมเตาไฟ คอยอ่านหนังสือในมือ
ต่อมาจอมยุทธ์หญิงถึงกับยกเก้าอี้เล็กมานั่งข้างอาจารย์ตัวน้อย ตั้งใจเล่าเรียนยิ่ง แม้ผู้ที่นางนั่งถามจะเป็นเพียงเด็กน้อย และสิ่งที่เรียนก็เป็นเพียงอักษรเบื้องต้น แต่บนใบหน้ากลับไร้ซึ่งความอายแม้แต่น้อย ประหนึ่งยึดคติ ‘การเรียนรู้ไม่มีก่อนหลัง ผู้ใดเข้าใจมากกว่าย่อมเป็นอาจารย์’ อย่างแท้จริง
แต่พอถามไปได้สักครู่ จอมยุทธ์หญิงก็ขมวดคิ้วสูดจมูก
“หืม… ทำไมถึงได้กลิ่นหอมประหลาดเช่นนี้”
“เมื่อครู่มีแขกมา” แม่นางสามสีตอบเรียบๆ
“แขกแบบไหนกัน”
“จิ้งจอกกับหางของนาง”
“กลิ่นนี้หอมจริงเชียว”
“นั่นกลิ่นจิ้งจอก”
“ข้าว่าข้าเคยได้กลิ่นคล้ายๆ กันมาก่อน”
“ใช่ กลิ่นจิ้งจอก”
“มันคุ้นนัก… เหมือนเคยได้กลิ่นจากปีศาจตนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในนครฉางจิง แต่ไม่ใช่จิ้งจอกนะ ได้ยินว่าเป็นกระต่าย”
“ก็กลิ่นจิ้งจอกนั่นแหละ”
“ท่านอาจารย์พูดถูก…”
เงาเล็กเงาใหญ่จึงก้มหน้าศึกษาต่อ
ความสามารถในการเรียนรู้ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ใครเหนือกว่ากันก็ไม่แน่ แต่เมื่อผู้ใหญ่ตัดสินใจจริงจังที่จะศึกษา โดยเฉพาะเมื่อรู้ชัดว่าจำเป็นต้องเรียนแล้ว ความตั้งใจมักดีกว่าเด็กหลายเท่า แม่นางสามสีมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แค่เห็นตัวอักษรก็จำได้ทันที แต่ความขยันและความตั้งใจของจอมยุทธ์หญิงก็หาได้ด้อยไปกว่า แม้ทักษะพื้นฐานจะน้อยกว่า ทว่าในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา นางก็สั่งสมประสบการณ์ไว้ไม่น้อย เพียงแต่ยังไม่รู้จักอักษรเท่านั้น
ครั้นได้เรียนจริงจัง จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนทำให้แม่นางสามสีรู้สึกกดดันไม่น้อย
บางครั้งซ่งโหยวยังอดรู้สึกไม่ได้ ว่าพวกนางกำลังแข่งกันเรียนอยู่
เรียนไล่กันไปเรื่อยๆ
ในยามนั้นกลับเป็นนักพรตที่รับหน้าที่คล้ายศิษย์น้อยในอาราม คอยชงน้ำชา หยิบผลไม้แห้งที่นำไปปิ้งกับเตาไฟให้พวกนาง คอยเตือนให้กินเป็นระยะ
เขาเองก็พลิกตำรานิทานอ่านไปพลาง ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ไปพลาง ดูจะเป็นงานสบายๆ แต่มีกลิ่นอายสนุกสนานอยู่ไม่น้อย
ไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าไร จอมยุทธ์หญิงจึงลุกขึ้นยืน
“พอแล้วล่ะ ข้าจำได้หมดแล้ว”
“เจ้าจำได้หมดแล้ว~”
“ขอบคุณแม่นางสามสีที่ช่วยสอน”
“…”
แม่นางสามสีสูดลมหายใจลึก จ้องหน้าอีกฝ่ายอยู่นาน กว่าความรู้สึกในใจจะสงบลงได้ จึงตอบว่า
“ไม่เป็นไร หากยังมีสิ่งใดไม่เข้าใจก็มาถามได้อีก!”
“เช่นนี้ก็ดี ข้าอ่านตำรา ‘ร้อยแซ่’ ใกล้จบแล้ว ข้าจะนำกลับไปทบทวนอีกหน เขียนซ้ำสักหลายครั้ง ก็คงไม่ผิดพลาด วันพรุ่งนี้จะมาเปลี่ยนเอาเล่มใหม่จากเจ้า”
“!”
ไม่เสียแรงที่เป็นผู้ใหญ่!
สมกับที่นักพรตเคยว่าไว้!
แม่นางสามสีพลันรู้สึกกดดันหนักขึ้นกว่าก่อนหน้า แอบก้มลงมองตำราของตนเงียบๆ …คงต้องจุดตะเกียงอ่านตอนกลางคืนเสียแล้วกระมัง
“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน”
“ไปเถิด”
จอมยุทธ์หญิงก้าวออกไป
แต่พอถึงหน้าประตู ก็เห็นธงเขียนว่า ‘เต๋า‘ และป้าย ‘ขจัดปีศาจ ปราบมาร กำจัดหนู ขจัดความกังวล’ ที่ถูกเก็บไปก่อนหน้านี้ กลับถูกนำมาห้อยขึ้นอีกครั้งไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด
นางหยุดยืน หันกลับมาถามนักพรตกับเด็กหญิงที่กำลังนั่งอ่านหนังสือข้างเตาไฟว่า
“นี่พวกเจ้า…กลับมาเปิดกิจการอีกแล้วหรือ”
“ใช่แล้ว” นักพรตเงยหน้าขึ้นตอบ “แม่นางสามสีเป็นผู้ตัดสินใจ”
“เป็นแม่นางสามสีที่ตัดสินใจ!”
“เช่นนั้น…”
จอมยุทธ์หญิงก้มมองตำรา ครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “ตอนนี้ข้าก็ไม่มีที่ต้องใช้เงินแล้ว ก่อนหน้านี้…ก็ได้มาเป็นก้อนใหญ่ คาดว่าทั้งชีวิตนี้ก็คงใช้ไม่หมด ไม่คิดออกไปหาเงินอีกแล้ว เพียงแต่คนรู้จักสมัยอยู่ในเมืองยังพอมีอยู่บ้าง ถึงจะติดต่อกันไม่กี่คน แต่ก็มีอยู่ผู้หนึ่งทำงานอยู่ในหน่วยอู่เต๋อ ข่าวสารว่องไวนัก หากเรือนของขุนนางผู้ใดมีปัญหาเรื่องหนู ข้าจะมาบอกแม่นางสามสีให้ หากที่ใดมีปีศาจก่อความวุ่นวายยากจะรับมือ ข้าก็จะมาบอกเจ้า”
“จอมยุทธ์หญิงเข้าใจผิดแล้ว” นักพรตกล่าวขึ้น “ตอนนี้เรื่องกำจัดหนูคลายกังวล หรือขับไล่ภูตผีปีศาจ ล้วนเป็นหน้าที่ของแม่นางสามสีทั้งสิ้น”
“…”
จอมยุทธ์หญิงนิ่งไปชั่วครู่ มองนักพรตตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน จากบนลงล่างอยู่นาน ในที่สุดก็อดเอ่ยออกมาไม่ได้ว่า
“ถูกต้อง!” แม่นางสามสีก็รีบเสริมขึ้นมา “แม่นางสามสีมีวิชาอาคมแก่กล้า!”
“เช่นนั้น…ทุกเรื่องก็ต้องบอกกับแม่นางสามสีใช่หรือไม่”
“แม่นางสามสีขอบคุณเจ้ามาก!”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ถือเสียว่าเป็นของขวัญแด่อาจารย์”
“ของขวัญแด่อาจารย์?”
“ก็คือของกำนัลที่ศิษย์มอบให้อาจารย์เพื่อแสดงความขอบคุณ แต่ก่อนมักจะเป็นเนื้อเค็ม เจ้าสอนข้าอ่านหนังสือ สมควรได้รับของขวัญตอบแทน เป็นมารยาทอย่างหนึ่ง” จอมยุทธ์หญิงพูดพลางเว้นวรรคเล็กน้อย “เพียงแต่ทุกคืนเห็นเจ้าวิ่งเพ่นพ่านเสียงดังอยู่บนชั้นสอง แถมยังเลี้ยงหนูเอาไว้ไม่น้อย คงไม่จำเป็นต้องให้ข้านำเนื้อไปให้กระมัง เช่นนั้นข้าเปลี่ยนเป็นส่งข่าวคราวมาให้แทนก็แล้วกัน”
“ของขวัญ!”
“ว่าแต่คำนี้ข้ายังเขียนไม่เป็น พรุ่งนี้จะมาขอให้เจ้าชี้แนะอีกที”
“กินถังหูลู่นี่สิ!”
เด็กหญิงยื่นไม้ถังหูลู่ออกมาอีกครั้ง
“เจ้าไม่ได้เลียไปแล้วหรือ”
“ก็แค่น้ำลายเท่านั้นเอง…”
“ข้าขอลาไปก่อน”
จอมยุทธ์หญิงหมุนกายเดินออกไปทันที
เด็กหญิงมองตามแผ่นหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไป ใจพลันนึกถึงความเป็นไปได้ว่า ไม่นานตนก็จะได้เปิดกิจการเองบ้าง เช่นเดียวกับนักพรตเมื่อสามปีก่อน ที่อาศัยการขับไล่ภูตผีปีศาจ หาเงินได้มากกว่าการกำจัดหนูเสียอีก มีเงินเลี้ยงนักพรต ซื้อเนื้อ ซื้อของหรูหราไร้ประโยชน์มาให้เขาใช้ ก็นึกยินดีในใจอยู่บ้าง
แต่เมื่อคิดถึงความก้าวหน้าของศิษย์คนใหม่ กลับอดรู้สึกกดดันไม่ได้
แม่นางสามสี…ดูเหมือนจะมีภารกิจต้องทำอีกมากนัก
“นักพรต…”
“ไม่ยาก…”
นักพรตอดทนค่อยๆ สอนนาง
ราตรีล่วงเลย
ในหอเซียนกระเรียนยังคงมีเสียงพูดคุย
“ทำไมเจ้าถึงบอกเขาว่าเรามาจากเย่ว์โจว เจ้าไม่ได้ย้ำอยู่เสมอหรือว่า จะเสแสร้งทั้งทีต้องทำให้สมจริง แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยก็ห้ามพลาด” สาวใช้หยิบผลหมีโหวเถา[1]ขึ้นมาลูกหนึ่ง ไม่รู้ว่ามีผู้ใดส่งมาให้ เกรงว่าคงเป็นนักปราชญ์ผู้เอ็นดูแม่นางหว่านเจียง ผู้งามเลิศล้ำจนสวรรค์อิจฉา จึงฝากของมาให้ “กินผลไม้มาหลายปี คงไม่ได้กินเปล่าเสียกระมัง”
“เจ้าจำได้หรือไม่ ตอนที่เรากลับมาจากล่องเรือ ข้ามีลางสังหรณ์บางอย่าง”
“เจ้าจำได้ ข้าย่อมจำได้”
“ทายาทแห่งอารามฝูหลงลงจากเขาตอนนี้ เกรงว่าสิ่งที่ราชครูและพวกเราทำ…สุดท้ายอาจศูนย์เปล่า”
“แต่ราชครูก็มองออกแล้วมิใช่หรือ จึงคอยปรับเปลี่ยนแผน หาหนทางรับมืออยู่เสมอ” สาวใช้เอ่ยขึ้น “เราก็ควรเอาเยี่ยงราชครู หมั่นคิด หมั่นวางแผน บางทีอาจสำเร็จก็ได้”
หญิงสาวไม่ตอบ เพียงทอดถอนใจแผ่วเบาเสมือนสายลม
“เจ้ามิคิดบ้างหรือ ไม่ว่าผลสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ ช่วงชีวิตที่เหลือของพวกเรา…มันยาวนานนัก”
“จริงสิ…แล้วจะใช้ชีวิตเช่นไรเล่า”
สาวใช้ยิ้มกริ่ม มองผู้เป็นนายไม่วางตา
“ซานซานเอ๋ย…”
“ข้าชื่ออีอี”
“ก็ได้…”
หญิงสาวนิ่งเงียบไปอีกครั้ง บัดนี้นางเพียงหันหน้าออกนอกหน้าต่าง
แม้ทายาทแห่งอารามฝูหลงจะเป็นตัวแปรสำคัญ ผู้ที่แม้แต่ราชครูยังไม่อาจหยั่งคาด ไม่อาจคำนวณ พลังฝีมือสูงล้ำจนบดขยี้กลยุทธ์ทั้งปวงให้ไร้ความหมาย แต่คำของสาวใช้ก็ใช่ว่าจะไม่มีมูล หากเพิ่มความพยายามอีกสักหน่อย อาจยังมีทางให้ก้าวไป
“ควบคุมมากเกินไปย่อมไม่ดี”
“เจ้าแปลกไปนะ”
“อย่าพูดจาเหลวไหล”
“ถ้าจิ้งจอกพูด ไม่เรียกว่าคำจิ้งจอกแล้วจะเรียกอะไร”
“เจ้าเป็นแค่หาง”
“แต่ข้าก็คือตัวเจ้าเช่นกัน”
“…”
ทันใดนั้นทั้งคู่พลันรู้สึกได้ถึงบางสิ่ง คนหนึ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย อีกคนหรี่ตา มองออกไปด้านนอก สายตาเลื่อนต่ำลงราวจะทะลุไม้กระดานชั้นบน เห็นไปถึงประตูเบื้องล่าง
“ข้าลงไปดูเอง”
สาวใช้หมุนกายลงบันได เสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างไป
หญิงสาวก็ลุกขึ้นเช่นกัน นางเดินไปเปิดหน้าต่างออกโดยไร้ความหวั่นเกรง
เพียงเห็นเงาควันดำก้อนหนึ่ง ลอยขึ้นแทรกกลืนไปกับผืนรัตติกาล แต่ในสายตาของนางกลับชัดเจน ควันนั้นค่อยๆ ลอยสูงขึ้น แล้วลอยห่างออกไปทางทิศตะวันตกของเมือง
ในเวลาเดียวกัน เสียงฝีเท้าของสาวใช้ก็ดังกลับขึ้นมาอีกครั้ง
“เป็นหมาป่าตัวหนึ่ง ไม่ใช่หมาป่าที่นี่ แต่เป็นหมาป่าทุ่งหญ้าที่เราเคยเห็นบ่อยๆ เมื่อตอนเด็ก เพียงแต่ไม่ใช่หมาป่าจริงๆ เป็นเพียงร่างจำแลงของมัน” นางพูดพลางเดินขึ้นมาพร้อมรวบหางหนูสีเทาตัวโตสองตัวไว้ในมือ นางสะบัดไปมา หมุนวนเป็นวงกลม แย้มยิ้มราวกับไม่ใส่ใจสิ่งใด “หมาป่าตนนั้นเอาหนูสองตัวนี้มาส่งให้เรา พอวางเสร็จก็หายไป ข้าไม่ได้ขัดขวาง”
“เป็นเจ้าแมวตัวนั้น”
“ช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน ข้ายิ่งชอบมันมากขึ้นทุกที”
สาวใช้ยังคงสะบัดหนูไปมาอย่างไม่ใส่ใจ เป็นภาพที่ผู้อื่นคงยากจะจินตนาการออก
“อย่าทำเช่นนั้นอีก”
“เพราะเหตุใด”
“เสียมารยาท”
“ก็มีเพียงเราสองคนจะเกรงไปไย อีกอย่าง ‘เจ้า’ ก็จะต้องตายแล้ว ยังต้องกลัวอันใดอีกหรือ”
“เสียมารยาท”
“ก็ได้”
สาวใช้ทำตามอย่างว่าง่าย ขว้างหนูสองตัวลงบนโต๊ะ ก่อนเงยหน้ามองหญิงสาวอย่างยิ้มๆ “นี่เป็นของขวัญจากพวกเขา…หนูตัวอ้วนพีเช่นนี้ ต่อให้อยู่ในฉางจิงก็ใช่ว่าจะหาง่าย คงคัดสรรมาอย่างดี เจ้าจะจัดการมันอย่างไรดี”
หญิงสาวเพียงนิ่งเงียบ ไม่ตอบสิ่งใด
ในความเงียบนั้น แฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าและปลงตก
บางครั้งการต้องอยู่ร่วมกับ ‘หาง’ ก็ทำให้นางรู้สึกจนใจนัก
[1] กีวี
……………