ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 335 คิดจะชักชวนต้องทำอย่างแนบเนียน
ไม่ทันไรวันเวลาหลังกลับมาเยือนฉางจิงก็ผ่านเลยไปหลายวันแล้ว
ในช่วงเวลานั้น แม่นางสามสีก็เปลี่ยนหนังสือที่ใช้สอนศิษย์ข้างบ้านจาก ‘ร้อยแซ่’ มาเป็น ‘กลอนสำหรับเด็ก’ ขยายจากการเรียนรู้ตัวอักษรเดี่ยวๆ ไปเป็นการทำความเข้าใจกับประโยค การเลือกใช้คำ การแต่งประโยค และคำลงท้ายประโยค
แม่นางสามสีซ่อนตัวอยู่บนหลังคาหลายคืน จุดตะเกียงอ่านหนังสือจนดึกดื่น ดึงเอาความสงสัยไปถามนักพรตหลายต่อหลายครั้ง เพราะต้องการสอนกลอนให้ศิษย์ ในที่สุดก็ทำความเข้าใจกลอนทั้งหมดได้โดยไม่ต้องกลัวจะขายหน้าศิษย์แล้ว รักษาเกียรติและความเป็นอัจฉริยะของตนไว้ได้ พร้อมทั้งได้รับสายตาอันแฝงด้วยความประหลาดใจและชื่นชมจากศิษย์กลับมาด้วย
ขณะเดียวกัน การใช้ชีวิตในฉางจิงแต่ละวันก็ต้องเสียเงิน แม่นางสามสีจึงมีความคิดอยากจะหาเงิน คอยสอบถามศิษย์เป็นประจำว่ามีข่าวคราวอะไรบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ
ภายใต้การดูแลของเทพารักษ์ ทำให้กรุงฉางจิงสงบขึ้นมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน
เพียงแต่เทพารักษ์ดูแลได้เพียงภายในกำแพงเมือง
นอกกำแพงเมือง ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของเทพสายฟ้า
จอมมารทางเหนือที่กำราบยากสุดถูกซ่งโหยวปราบไป ส่วนจอมมารตนอื่นๆ ก็ถูกกวาดล้างโดยความร่วมมือของเทพสายฟ้าและวิมานสวรรค์ไปทีละตัว แม้บางตัวมีชีวิตอยู่ยาว ก็อยู่ได้ไม่เกินสิบปี
สถานที่ที่ปีศาจอาศัยอยู่ชุกชุมมากที่สุดคือเหอโจว แม้พลังจะไม่เท่าจอมมาร แต่มีจำนวนมากและหลายประเภท การจะปราบทีละตัวย่อมต้องใช้เวลา แต่ก็ถูกนักพรตจัดการแล้ว
หลังจากนั้นนักพรตเดินทางผ่านหลายแคว้นทางเหนือ แม้จะไม่ได้เดินฝ่าทุกที่เหมือนในเหอโจว แต่หากพบหรือได้ยินข่าวก็จะลงมือเอง
ยิ่งกว่านั้นหลังจากซูอี้ฝานบรรลุวิชาแล้วก็ยังลุยเดี่ยวปรบปีศาจในกวงโจวจนสิ้น การเดินทางของนักพรตจึงช่วยแบ่งเบาภาระของเทพสายฟ้าและสวรรค์ไปไม่น้อย
ตอนนี้พวกเขาน่าจะวางมือจากเหนือได้บ้าง และเริ่มหันมาดูแลพื้นที่อื่นๆ ของต้าเยี่ยนแทน
ดังนั้นมารและภูตผีที่ก่อความวุ่นวายนอกเมืองจึงลดลงมาก
เพียงแต่ต้าเยี่ยนนั้นกว้างหลายหมื่นลี้ มารเหล่านี้ก็เปรียบเหมือนโรคในร่างกาย ควบคุมได้ แต่ไม่อาจกำจัดให้หมด
ผ่านไปไม่กี่วัน ฉางจิงก็กลับมาสดใสอีกครั้ง
วันเสียวเสวี่ยมีคนจากจวนอู่อันโหวมาส่งข่าวว่า ช่วงบ่ายอู่อันโหวจะมาเยี่ยม ถือว่าปฏิบัติตามธรรมเนียม
บ่ายวันนั้นแม่ทัพเฉินมาถึงตามนัด
เขายังคงมาพร้อมทหารคนสนิทไม่กี่นาย เมื่อถึงหน้าประตูแล้ว แม่ทัพเฉินก็ก้าวเข้ามา โดยให้บริวารทั้งหมดรออยู่ด้านนอก มีเพียงสองคนถือของส่งเข้าไป
“หวังว่าจะไม่รบกวนท่าน ข้าขอนำยาเส้นลูกกลมมามอบให้ท่าน เป็นของที่ฮ่องเต้พระราชทานให้” แม่ทัพเฉินกล่าวกับซ่งโหยว รับกล่องของขวัญจากมือหนึ่งของผู้ติดตามทางซ้าย
“ข้าไม่ถนัดดื่มชา จะดื่มเหล้าก็แยกรสไม่ออก จึงขอมอบของให้ท่านแทนการแสดงความเคารพ”
“เกรงใจท่านแล้ว” ซ่งโหยวไม่ถ่อมตน
จากนั้นแม่ทัพเฉินก็รับอีกโถเหล้ามาจากมือผู้ติดตามอีกคน แล้วกล่าวกับซ่งโหยว “ข้ามาจากอำเภอจูอวี้ในอั๋งโจว เหล้าที่บ้านเกิดข้ามีชื่อเสียงมาก แต่หลังเข้ากองทัพ ได้ดื่มน้อยมาก ในค่ายทหารก็แทบไม่ดื่มเลย คนที่นั่นได้ข่าวว่าข้าจะกลับฉางจิงจึงส่งมาให้ข้า ข้าก็นำมาให้คุณชายด้วย”
“ข้าก็เตรียมอาหารไว้ให้ท่านแล้ว”
ซ่งโหยวเห็นเขานำเหล้ามา จึงรู้ทันทีว่าช่วงที่ผ่านมาเขาต้องทนอึดอัดมากเพียงใด อยู่ในฉางจิงแท้ๆ แต่จะคุยกับใครก็ไม่ได้จึงมาหาตน
ชนชั้นสูงมาเล่าเรื่องอึดอัดให้พระนักพรตฟัง เป็นเรื่องธรรมดาในต้าเยี่ยน ซ่งโหยวเองก็รู้จักและไว้ใจเขามากกว่าพระหรือนักพรตคนอื่น
แน่นอนว่าเมื่อซ่งโหยวเชิญเขานั่งที่โต๊ะ แม่ทัพเฉินก็เปิดเหล้าไปพลางกล่าว
“ผู้คนกล่าวว่าข้ากลับมาพร้อมชนะครั้งนี้ ได้รับชื่อมากมาย แต่ข้ารู้ว่าบัดนี้ในฉางจิงมีสายตาจำนวนมากจับจ้องมาที่ข้า นอกจากพวกใจเด็ดแล้ว ก็ไม่มีใครกล้ามาเยี่ยมข้า ข้าเองก็ไม่กล้าไปเยี่ยมใคร แม้แต่คนคุ้นเคยก็ไม่กล้าอยู่ยาว เกรงจะกลายเป็นหลักฐาน คิดแล้วคิดอีก ก็คงมีเพียงมาหาท่าน ถึงจะดูไม่น่าสงสัย”
“ท่านอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นนี้หรือ”
“ถ้าเป็นสมัยก่อน ก็ไม่เท่าไร ตอนนี้สถานการณ์พิเศษ ฮ่องเต้ชราภาพ องค์หญิงถูกปลด การถ่วงกุลอำนาจยังไม่สงบ องค์ชายก็ยังเยาว์วัย แม้แต่ราชครูก็ไม่อยู่ในฉางจิง อวี๋เจี้ยนไป๋กลับมาช่วยงานราชการ ความเคลื่อนไหวของข้า ย่อมถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด”
เหล้าดีสีขุ่นมีกลิ่นข้าวแทรกขึ้นมาจางๆ
“ตอนนี้ในราชสำนัก มีคนระแวงข้าอยู่ไม่น้อย ต้องการกำจัดข้า” แม่ทัพเฉินส่ายหัว
ซ่งโหยวระลึกถึงเมื่อสามปีก่อน ตอนที่ฮ่องเต้เชิญเขาเข้าวัง เคยพูดถึงแม่ทัพเฉิน ตอนนั้นฮ่องเต้ยังมั่นใจว่าแม่ทัพเฉินจงรักภักดี แต่ไม่รู้ว่าปัจจุบันเป็นอย่างไร จึงลองเอ่ยถามไป
“พระองค์ทรงคิดอย่างไร”
“พระองค์ทรงห่วงใยข้ามาก” แม่ทัพเฉินกล่าวทั้งรอยยิ้ม “แต่ในราชสำนักเต็มไปด้วยขุนนางครึ่งหนึ่งที่แนะนำให้พระองค์หาวิธีขจัดข้า และอีกไม่น้อยแนะนำให้ระวังไม่ให้อยู่กับข้าตัวต่อตัว พระองค์กลับเลือกแนวทางตรงข้าม มักเชิญข้าเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว หรือพาออกไปล่าสัตว์กับองค์ชาย”
“ท่านเชิญดื่มก่อน”
“ขอดื่มให้ท่านก่อนสักจอก”
แม่ทัพเฉินชูถ้วยคารวะ
ซ่งโหยวจึงยกสุราขึ้นจิบเล็กน้อย
เหล้าอั๋งโจวได้ยินชื่อมานานว่าดี ทำจากข้าวหมัก แค่ได้ดมกลิ่นก็มีกลิ่นข้าวหอมโชยขึ้นมา
เมื่อดื่มจริง รสชาติไม่หวานอย่างที่คิด ยังเป็นรสเหล้าปกติ
“ข้าเป็นนักรบ เชี่ยวชาญการรบ แต่ไม่เก่งราชสำนัก มีสายตาและสติปัญญาพอประมาณ ฮ่องเต้ไว้ใจข้า แต่นั่นไม่ใช่ประด็นเรื่องจะกำจัดข้าหรือไม่” แม่ทัพเฉินส่ายศีรษะทั้งรอยยิ้ม “พระองค์สูงส่ง เป็นดั่งเทพผู้ ควบคุมทุกสิ่ง คิดว่าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีใครก่อความวุ่นวาย จึงไม่สนใจข้า”
ตอนนี้แม่ทัพเฉินแตกต่างจากเมื่อปีก่อน การถูกเรียกตัวกลับมาในรอบหนึ่งปี ทำให้ชีวิตของเขาเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย
ซ่งโหยวฟังแล้วเงียบ
เห็นว่าในบันทึกประวัติศาสตร์ เหล่าขุนนางและนายพลผู้มีคุณูปการสูงส่งจนฮ่องเต้หวาดกลัว ล้วนรู้ล่วงหน้าว่าตนจะถูกกำจัด แต่กลับไม่มีทางเลือกใด
สนทนานานอยู่นาน เหล้าก็หมดลงแล้ว
แม่ทัพเฉินคงสีหน้าเดิมไว้แล้วลุกขึ้นคารวะซ่งโหยว
“รบกวนท่านนานแล้ว ขอบคุณที่ให้การต้อนรับ ตอนนี้ข้าเพลิดเพลินพอแล้ว หากท่านมีแขกอยู่ ข้าก็ขอไม่รบกวน ขอบคุณมาก”
“ข้าจะไปส่งท่าน”
ซ่งโหยวยืนขึ้น เหลือบไปเห็นเจ้าแมวเดินลงมาจากชั้นบน จับจ้องมายังเหล้าดีบนโต๊ะ
“ส่งข้าแค่หน้าประตูก็พอ”
“ก็ได้” นักพรตหยุดย่างก้าว เพียงหันกลับมาสบตากับเขาแล้วเอ่ยว่า
“ท่านแม่ทัพก็ถือเป็นสหายเก่าของข้า หากอยากมาเยี่ยมเยียนสหาย ก็มาหาได้เลย มิได้มีสิ่งใดอื่น มีเพียงโต๊ะอาหารหนึ่งสำรับเท่านั้น”
“ข้าคงได้มารบกวนอีกแน่”
ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูได้จูงม้ามาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
แม่ทัพเฉินประสานมือคำนับกับเขาอีกครั้ง สบตากันอยู่ชั่วครู่ จึงขึ้นม้าแล้วออกเดินทางจากไป
นักพรตยืนส่งสายตามองแผ่นหลังนั้นจนลับตา ครั้นหันกลับมาก็เห็นเจ้าแมวพลันกระโจนเบาๆ จากพื้นขึ้นไปบนโต๊ะ ฉับไวราวลูกศร สูดกลิ่นไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็มาหยุดอยู่ตรงถ้วยเหล้าของนักพรต จากนั้นก็ยกอุ้งเท้าข้างหนึ่งจุ่มลงไปในถ้วย
ราวกับรู้ตัวว่ากำลังถูกสายตาของนักพรตจับจ้อง นางยังคงค้างท่านั้นไว้ แต่หันหน้าไปอีกทาง หันกลับมาสบตากับเขา
แล้วต่อหน้าต่อตาเขานั่นเอง นางค่อยๆ งออุ้งเท้าขึ้นมา ยื่นลิ้นเลียอยู่สองสามครั้ง
“อืม…”
เจ้าแมวขยับริมฝีปาก ดูดซับรสเหล้าไปมา ก่อนใช้ลิ้นเลียรอบปากจนสะอาด แล้วจึงนั่งตัวตรงขึ้น จ้องมองไปยังนักพรต
“แม่นางสามสี เหตุใดจึงใช้เหล้าของข้ามาล้างเท้ากันเล่า”
“ไม่ใช่ล้างเท้า!”
“แล้วทำอะไร”
“แค่ลองชิมเหล้าที่พวกเจ้าดื่มเท่านั้น”
“นี่คือมือ”
“แต่แม่นางสามสีเดินบนพื้นมา”
“ก็แค่ติดฝุ่นนิดหน่อย”
“…”
“แม่นางสามสีอยากลองชิมเหล้าของเจ้า ว่ารสเหมือนกับเหล้าของแม่นางสามสีหรือเปล่า”
“ทำไมเล่า”
“ผู้หญิงข้างบ้านบอกว่า เหล้าที่นางดื่มขมและเผ็ดปาก ดื่มแล้วจะรู้สึกแสบคอ แต่เหล้าที่แม่นางสามสีดื่มกลับเหมือนน้ำเปล่า”
“อ๋อ…”
ต้นเหตุของเรื่องนี้มาจากจอมยุทธ์หญิงอู๋นั่นเอง
นักพรตส่ายหัว แล้วเดินไปเก็บถ้วยชาม พร้อมกับพูดกับแมวสามสีว่า
“แม่นางสามสีไม่รู้หรือ ก่อนแมวจะกลายเป็นภูตห้ามกินหวาน ก่อนนกจะกลายเป็นภูตก็ห้ามกินเผ็ด”
“เหมือนจะใช่…”
แมวทำสีหน้าคิดหนัก
“แม่นางสามสีไม่รู้หรือว่า ของที่มนุษย์กินแล้วอุ่นคือของร้อนสำหรับแมว”
“เหมือนจะใช่…” เจ้าแมวเบิกตากว้าง
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ปากของแมวจะเหมือนปากคนได้อย่างไร”
“ก็จริงนะ!” แมวทำสีหน้าเหมือนเข้าใจทันที
“ยิ่งไปกว่านั้น แม่นางสามสีไม่ใช่แมวธรรมดา แต่เป็นแมวเทพ มีฤทธิ์เดชสูงส่ง”
“เช่นนั้นคงต่างกันมากเลย!”
“แม่นางสามสีตอบไวมาก ยินดีด้วย”
“แม่นางสามสีฉลาดมาก!”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“แน่นอนอยู่แล้ว~”
“ข้าเป็นนักพรต ถือว่าเป็นนักบวช นักบวชย่อมไม่กล่าวความเท็จ แล้วแม่นางสามสีจะสงสัยข้าไปทำไม”
พรึ่บ…
แมวสามสีพุ่งตัวลงจากโต๊ะ แปลงร่างเป็นคนแล้วเริ่มช่วยนักพรตเก็บกวาดโต๊ะ
เพราะรู้สึกผิดจึงขยันมากเป็นพิเศษ
……………