ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 336 แม่นางสามสีก็ขับไล่ภูตผีปีศาจได้
“แขกไปแล้วหรือ”
ร่างครึ่งหนึ่งของจอมยุทธ์หญิงผู้หนึ่งแอบโผล่ออกมาจากข้างประตู
ภายในห้อง นักพรตเพิ่งล้างชามเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้องด้านหลัง ส่วนเด็กหญิงตัวเล็กถือผ้าเช็ดโต๊ะอยู่ นางรูปร่างเล็ก มือก็สั้น โต๊ะกลับกว้างมาก จึงต้องเอามือหนึ่งถือผ้า อีกมือยันขอบโต๊ะ ร่างเล็กเกือบจะทาบไปทั้งตัว ถึงจะเช็ดได้ทั่วถึง
ทั้งผู้ใหญ่ทั้งเด็กเมื่อได้ยินเสียงต่างก็หยุดมือ หันมามองร่างครึ่งหนึ่งที่ปรากฏตรงประตู
ครานี้จอมยุทธ์หญิงจึงก้าวออกมาจากกำแพง
เด็กหญิงยังคงค้างท่าเกือบแนบโต๊ะ หันศีรษะมาจ้องเขม็งมาที่นาง สายตาลดต่ำลง เห็นว่าในมือนางไม่มีหนังสือ จึงค่อยถอนใจโล่งอก แต่ทันใดนั้นก็กลับแฝงด้วยความคาดหวัง รีบเอ่ยถามก่อนว่า
“มาขอให้อาจารย์สามสีชี้แนะหรือ”
“ไม่ใช่หรอก”
“เช่นนั้น… มีผู้คนมาขอให้แม่นางสามสีไปขับไล่ภูตผีแล้วหรือ!”
“เจ้านี่รู้ได้อย่างไร ข้าก็เพิ่งคิดจะมาบอกเจ้า พอเห็นพวกเจ้ากำลังรับแขกอยู่ ก็เลยกลับไปก่อน”
“!”
สีหน้าของเด็กหญิงพลันแข็งค้าง มือที่กำผ้าเช็ดแน่นขึ้น หันกลับมาจ้องตาไม่กะพริบ
ทว่าอีกฝ่ายกลับเลี่ยงสายตาจากนาง หันไปมองนักพรตแทน
“เมื่อครู่…นั่นคือใครหรือ”
“เฉินจื่ออี้”
“เฉินจื่ออี้ โอ้โห… เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็น ‘อู่อันโหว’ แม่ทัพผู้ไร้พ่ายแห่งประวัติศาสตร์เชียวนะ” จอมยุทธ์หญิงอู๋อุทาน พลางส่ายศีรษะ ถึงแม้จะเลิกทำงานสายข่าวให้กับองค์หญิงมานานแล้ว แต่สันดานเดิมก็ยากจะลบเลือนได้ “บรรดาผู้ฝึกวรยุทธ์ทั้งหลาย สิ่งที่เฝ้าฝันกันมาตลอดชีวิต ก็มักมีเพียงสองหนทาง หนึ่งคือเหมือนสวี่ อี้ฝาน ใช้วิถียุทธ์บรรลุสู่หนทางแห่งเต๋า อีกหนึ่งก็คือเหมือนเฉินจื่ออี้ ออกรบจนไร้ผู้ต่อต้าน”
“แล้วตัวท่านเล่า…จอมยุทธ์หญิง”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
“ว่ากันว่ากองทัพชายแดนเหนือที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา สามารถกวาดล้างแผ่นดินต้าเยี่ยนได้ จริงหรือไม่”
“ข้าไม่สันทัดการทัพ แต่เหนือแดนรบมิได้ขาดเสียงศึก กองทัพปราบเหนือครอบครองกำลังพลกว่าครึ่งของกองทัพต้าฉฺยาน แถมล้วนเป็นทหารผ่านศึกทั้งสิ้น…” นักพรตเพียงกล่าวความเห็นตามที่รู้
“ช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก”
จอมยุทธ์หญิงอุทานด้วยความประหลาดใจ
ส่วนเด็กหญิงยังคงจ้องเขม็งที่นางไม่วางตา
แต่จอมยุทธ์หญิงกลับสนใจเรื่องของแม่ทัพเฉินมากกว่า จึงพูดต่อว่า “น่าเสียดายที่เขามิได้คิดก่อกบฏ มิหนำซ้ำยังเกือบตัวคนเดียวเข้าสู่เมืองหลวง หากเขามีใจคิดกบฏเล่า! แม้การก่อกบฏในตอนนี้มิใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยฝีมือเช่นเขา ก็มิใช่เรื่องยากนัก หากลุกขึ้นสู้ ต่อให้แพ้ ก็นับว่าเป็นดั่งมังกรกล้า แต่บัดนี้กลับจำต้องให้ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางกำหนดชะตา”
“จอมยุทธ์หญิงช่างมีวิสัยทัศน์”
นักพรตเอ่ยชม พร้อมกับเช็ดมือไปพลาง
จอมยุทธ์หญิงอู๋พูดถูกอยู่ส่วนหนึ่ง ด้วยบารมีของแม่ทัพเฉิน การก่อกบฏมิใช่เรื่องง่ายก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนักเช่นกัน
บัดนี้กองทัพชายแดนเหนือมิได้เพียงมีกำลังพลมากและเข้มแข็งล้วนเป็นทหารกล้า หากยังถืออำนาจเหนือดินแดนทางเหนือหลายมณฑล เป็นกองกำลังขุนศึกที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นต้าเยี่ยนแต่โบราณมา เว้นเสียแต่ปฐมจักรพรรดิจะเก็บกองทัพที่ใช้สร้างแผ่นดินไว้ใกล้พระนคร ทำหน้าที่เป็นทหารหวงห้ามแล้วไซร้ แทบไม่มีครั้งใดที่กองทัพหวงห้ามสามารถต้านทานกองทัพชายแดนได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงกองทัพชายแดนเหนือ
หากกองทัพชายแดนเหนือมีใจคิดกบฏ กรีธาทัพบุกใต้ ต่อให้ราชสำนักเกณฑ์ทหารชายแดนจากดินแดนตะวันตกกลับมาเกื้อหนุน ก็คงยากจะต้านทานได้
ทว่ายามนี้ แคว้นต้าเยี่ยนกลับรุ่งเรืองถึงขีดสุด อาณาจักรต่างๆล้วนมาสวามิภักดิ์ ชนต่างแดนต่างใฝ่ฝันจะมาถึงที่นี่ เศรษฐกิจก็เฟื่องฟูไม่แพ้กัน ทั้งราษฎรและทหารต่างมีความภาคภูมิและผูกพันอย่างแรงกล้าต่อคำว่าต้าเยี่ยน โดยสัญชาตญาณต่างก็มีใจหวงแหนปกป้อง ไม่อาจยอมให้มันถูกทำลายด้วยมือตนเอง ฉะนั้นแม้แม่ทัพเฉินจะทรงอิทธิพลเพียงใด หากคิดยกทัพกบฏ ก็หาได้แน่ว่าทหารใต้บัญชาการทุกคนจะพร้อมสนองตอบ
อย่างไรก็ดี ในยุคที่ข่าวสารไม่สะดวกเผยแพร่ ทหารนายกองกลับถูกปิดบังได้ง่าย หากอ้างเหตุผลสักข้อ ใช้วิธีการอย่างแยบยล โอกาสก็อาจมีเพิ่มขึ้นอยู่บ้าง ยิ่งในห้วงยามนี้ หาเหตุผลเท็จมาแต่งเติมนั้นง่ายดายนัก
ระหว่างที่ผู้ใหญ่สนทนา เด็กหญิงกลับนั่งขมวดคิ้วแน่น ใจแทบจะลุกไหม้ด้วยความร้อนรน แต่ก็ไม่อาจขัดจังหวะได้ ได้แต่รออย่างใจจดใจจ่อ พลางส่ายหน้าไปมา มองจอมยุทธ์หญิงอู๋ก็ที นักพรตก็ที ร้อนใจว่าเหตุใดถึงพูดกันนานนัก
“เพียงแต่ว่าหากแดนเหนือบังเกิดความวุ่นวาย เกรงว่าจะกลายเป็นหายนะแห่งแผ่นดิน สรรพชีวิตจักต้องล้มตาย กลียุคมาเยือนจากรุ่งเรืองกลับสู่เสื่อมถอย เพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น แคว้นต้าเยี่ยนที่มีราษฎรเกือบสองร้อยล้าน เกรงว่าต้องสิ้นชีพไปไม่รู้เท่าใด”
“เมื่อฟังเจ้าว่ามา ข้ากลับคิดว่า ที่แท้เขามิได้คิดก่อการกบฏ นั่นยิ่งนับว่ายิ่งใหญ่กว่าเสียอีก”
“บางที…”
ซ่งโหยวย่อมรู้จักแม่ทัพเฉินอยู่บ้าง
นับแต่อดีตจวบจนบัดนี้ ผู้ที่ได้กุมอำนาจไว้ในมือ ส่วนมากล้วนมีโชคและเหตุบังเอิญเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย หลายคนเริ่มต้นเดินทางอย่างเลื่อนลอย กระทั่งก้าวไปแล้วจึงได้เห็นหนทางเบื้องหน้า หากพลาดไปเพียงก้าวเดียว ก็คงไม่มีวาสนาขึ้นมาถืออำนาจในภายหลัง ต่อให้เป็นวีรบุรุษเพียงใด ก็มักมิอาจพ้นจากเงื่อนไขของยุคสมัย
แต่เส้นทางที่แม่ทัพเฉินก้าวมานั้น กลับมิได้มีโชคหรือบังเอิญมากนัก แม้จะอาศัยจังหวะแห่งยุคสมัย—หากมิใช่เพราะชาวแดนเหนือโจมตีอย่างใหญ่หลวง เขาก็คงไม่อาจกุมทัพใหญ่อย่างรวดเร็วเพียงนี้ ทว่าที่แท้ส่วนมากล้วนเป็นเพราะความสามารถของเขาเอง
เมื่อยังเป็นหนุ่มน้อย เพียงสิบกว่าปีก็เข้าสู่กองทัพ ในศึกแรกก็โค่นแม่ทัพใหญ่ของแดนเหนือผู้เลื่องชื่อ กระทั่งยี่สิบกว่าปีต่อมา ไม่ว่ารบเดี่ยวหรือบัญชาทัพใหญ่ เขาก็มิเคยแพ้สักครั้ง หากปราศจากเขา ต้าเยี่ยนที่รุ่งเรืองเช่นวันนี้ อาจไม่มีวันถือกำเนิดขึ้นก็เป็นได้
ในใจแม่ทัพเฉินมีบางสิ่งอยู่ สิ่งนั้นเองผลักดันให้เขาก้าวขึ้นมาจนถึงจุดนี้ กลายเป็นแม่ทัพผู้ไม่เคยแพ้ศึก ได้รับความศรัทธาจากทหารและการเคารพจากราษฎร ทว่าสรรพสิ่งในใต้หล้า ล้วนเป็นดั่งดาบสองคม สิ่งนั้นเองย่อมกลายเป็นพันธนาการ ทำให้เขามิอาจก้าวล้ำไปทำบางเรื่อง
แม้กระทั่งยอมตาย
ซ่งโหยวย่อมทราบดีว่า วันนี้แม่ทัพเฉินมาหาเขาด้วยเหตุใด นอกจากเพื่อระบายความอัดอั้นเล่าความทุกข์ร้อนแล้ว ก็ยังมีนัยแฝงในการขอให้เขาช่วยเหลือ
เขาไม่อยากคิดกบฏแต่ก็ไม่อยากตาย และใช่ว่าเขาจะอยากละทิ้งอำนาจไป
หากแม่ทัพเฉินสิ้นชีพไป โลกนี้ก็จักสูญสิ้นแม่ทัพเอกผู้เกรียงไกร หากแดนเหนือก่อกบฏ แคว้นต้าเยี่ยนจักลุกเป็นไฟ ซากศพนับไม่ถ้วนนอนเกลื่อน ความน่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ เหตุทั้งสองนี้อาจมิใช่ให้เลือกเพียงหนึ่ง ต่อให้แม่ทัพเฉินสิ้นชีวิตในนครหลวง กองทัพชายแดนเหนืออาจยังคงวุ่นวายแตกแยก
โชคยังดี เหตุทั้งสองนี้…ก็หาได้เป็นสิ่งที่ต้องบังเกิดขึ้นเสมอไป
ทว่า…ก็มิอาจนับว่าเป็นการช่วยอะไร เพียงแต่กล่าวความเห็นของตนตามความจริงเท่านั้น
“เฮ้อ…”
เสียงถอนหายใจของนักพรตดังขึ้นเบาๆ
จอมยุทธ์หญิงอู๋ก็เงียบ ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ต่ออีก…
ท้ายที่สุด เมื่อบทสนทนานั้นจบลง จอมยุทธ์หญิงพลันรู้สึกได้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องตนอยู่ หันไปมองจึงเห็นใบหน้าเล็กน้อยงดงามเหลือคณา แต่ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ จ้องตนตาไม่กะพริบ
“ท่านอาจารย์สามสี…”
แม่นางสามสีเหลือบมองนาง แล้วหันมองนักพรตอีกที เมื่อเห็นว่าพวกเขาหยุดสนทนากันแล้ว จึงเอ่ยถามขึ้นตรงๆ
“ผู้ใดกันที่มาขอให้แม่นางสามสีไปขับไล่ภูตผี”
“อ้อ…เกือบลืมไปแล้วสิ” จอมยุทธ์หญิงตบหน้าผาก แล้วนั่งลง เล่ารายละเอียดให้ฟังอย่างถี่ถ้วน“เป็นหมู่บ้านดอกท้อ นอกนครหลวง ครั้งก่อนที่ข้ากับท่านนักพรตไปปราบปีศาจในหอโคมเขียวนั่นแหละ บนภูเขาดอกท้อที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านดอกท้อ ที่นั่นดูเหมือนทำเลฟ้าดินไม่ดีนัก เมื่อสองปีก่อนกลับเกิดเรื่องขึ้น มีผีดิบอาละวาด”
“ผีดิบ”แม่นางสามสีจ้องนางแน่นิ่ง
“ใช่ ผีดิบ” จอมยุทธ์หญิงกล่าว “ได้ยินว่าตอนแรกมันยังไม่ร้ายแรงนัก แค่ขโมยไก่ขโมยหมู กินสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ชาวบ้านเคยแจ้งทางการ ทางการก็ส่งคนไป แต่กลางคืนไม่มีใครกล้าออกหา กลางวันมันกลับซ่อนตัวในป่าช้า พวกมือปราบจึงหาไม่เจอ …ต่อมามีขบวนยมทูตผ่านมา มันกลับกลืนกินทั้งยมทูตและดวงวิญญาณที่ถูกคุมตัวไป หลังจากนั้นมันก็สำแดงฤทธิ์ และเริ่มกินคนแล้ว ปรากฏตัวเฉพาะกลางคืน ครานี้แม้เห็นคนก็ไม่หลบ แถมเคยกัดมือปราบตายไปสองคน”
“ดูท่าทางคงร้ายกาจมากทีเดียว!”
“ใช่แล้ว…”
จอมยุทธ์หญิงอู๋กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง มิได้แสดงการดูแคลนแม่นางสามสีแม้แต่น้อย เล่าข่าวสารที่ได้มาอย่างละเอียดรอบคอบ
“โดยปกติ เมื่อนครหลวงปรากฏสิ่งชั่วร้ายเช่นนี้ ควรจะต้องส่งทหารไปกำจัด หากเป็นทัพหลวง ต่อให้ภูตผีดิบแข็งแกร่งเพียงใด มีหรือจะทนทานศาสตราวุธได้ ทว่าเวลานี้แม้เมืองหลวงดูสงบ แต่คลื่นลับยังไม่หายไปจากเหตุการณ์ปีก่อน อีกทั้งยังมีคลื่นใต้น้ำใหม่เกิดขึ้น จึงไม่มีผู้ใดส่งทหารไปจัดการ”
“หมู่บ้านและทางการจึงช่วยกันรวบรวมเงินทอง จ้างผู้คนไปกำจัด บ้างก็มีพวกนักเลงหัวไม้รับงาน คิดจะหาค่าตอบแทนสร้างชื่อที่นครหลวง แต่กลับสู้ไม่ได้ เพราะมันกลายเป็นผีดิบหนังเหนียวดาบกระบี่ฟันแทงไม่เข้า เคยเชิญหมอผีพื้นบ้านมา ก็ทำได้เพียงประวิงเวลา มิใช่แก้ที่ต้นเหตุ สหายในหน่วยอู่เต๋อของข้าพูดให้ฟัง ข้าจึงคิดขึ้นมาได้ นึกถึงพวกเจ้า …นึกถึงแม่นางสามสี”
นางหันไปมองเด็กหญิงตรงหน้า
“ว่าอย่างไรบ้างเล่า”
“ว่าอย่างไรบ้าง!”
“แม่นางสามสีจะรับหรือไม่”
“แม่นางสามสีรับ!”
“ช่างกล้าหาญนัก!”
“แม่นางสามสีมีทั้งหมาป่า มีทั้งพยัคฆ์ ยังมีเทพเจ้าภูเขาคุ้มครอง อีกทั้งยังพ่นไฟได้ ไฟนั้นเผาผลาญสิ่งอัปมงคลได้ดีที่สุด” เด็กหญิงเอ่ยเสียงขึงขัง “แม่นางสามสีเคยปราบผีดิบมาหลายครั้งแล้ว”
“แม่นางสามสีทรงพลังและมีฤทธิ์เดชสูงส่ง…”
“…”
เด็กหญิงตัวเล็กแม้ใบหน้าไม่แสดงอารมณ์ใด แต่ในใจพยายามขบคิดอย่างหนัก ว่าเมื่อสามปีก่อนนักพรตเคยพูดว่าอย่างไรบ้าง ตอนนี้ตนควรเอ่ยคำใดออกมา
“แล้วแม่นางสามสีจะไปที่นั่นอย่างไร”
“พรุ่งนี้ ทางการจะส่งคนมารับเจ้าไป”
“เข้าใจแล้ว!”
เด็กหญิงจึงถอนสายตากลับมา แล้วก้มหน้าก้มตาแนบกับโต๊ะ ตั้งใจเช็ดโต๊ะต่อไปอย่างเคร่งครัด
……………