ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 337 เจ้าก็ไปเช่าแมวมาเลี้ยงสักสองวันสิ
รัตติกาลมาเยือน นักพรตจุดเตาถ่านไว้ชั้นบนเพื่อกันหนาว นอนเหยียดตัวบนเตียงใต้ผ้าห่มหนา ส่วนแมวน้อยก็ขดตัวอยู่ข้างเตาถ่าน
“แม่นางสามสีออกไปปราบปีศาจครั้งนี้ ให้จะตามไปด้วยดีหรือไม่”
“หือ”
แมวที่ขดตัวอยู่ข้างเตาถ่านหันมามองเขา
“เจ้าจะไปด้วยหรือ”
“ไปกับแม่นางสามสีอย่างไรเล่า”
“แต่ช่วงนี้เจ้าดูเกียจคร้านมาก” แมวน้อยยังจำคำพูดของเขาได้
“แม้จะเป็นเช่นนั้นก็เถิด” ซ่งโหยวหยุดชั่วครู่ “แต่ข้าคิดดูแล้ว ตอนข้าเดินทางไปทั่วสารทิศ แม่นางสามสีก็ติดตามไปด้วยเสมอ บัดนี้แม่นางสามสีจะออกไปปราบปีศาจ ข้าจะไม่ตามไปได้อย่างไร”
“เจ้าเป็นห่วงแม่นางสามสีหรือ” แมวน้อยหันมาจ้องมองเขาอย่างจริงจัง ท่าทางเหมือนกำลังไตร่ตรอง
“แน่นอนว่าไม่ใช่ แม่นางสามสีรู้วิชาอาคม มากฤทธิ์เดช ทั้งยังฉลาดหลักแหลม ตระหนักรู้เท่าทัน ทั้งยังเป็นอิสระ ข้าจะกังวลไปทำไมกัน”
“ถูกต้อง ตอนแม่นางสามสียังเป็นเทพแมว แล้วไปช่วยจับหนูให้คน ก็ไปคนเดียวตลอด”
“ถูกต้องแล้ว ข้าก็คิดเช่นนั้น” นักพรตยังคงนอนราบอยู่บนเตียง เบื้องหน้าคือความมืดมิด แต่เมื่อเอียงศีรษะเล็กน้อย ก็มองเห็นแสงไฟเล็ดลอดออกมาจากเตาถ่าน และเงาดำเล็กๆ ที่กำลังซบอยู่ข้างแสงไฟ เขาหยุดชั่วครู่ “เพียงแต่พอได้คิดดู ข้ากลับพบว่าพวกเราแยกจากกันไม่ได้แล้ว ยิ่งกว่านั้นตอนข้าออกเดินทางไปทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะไปเยือนที่ใด ทุกครั้งที่มีแม่นางสามสีอยู่เคียงข้าง ข้าก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง จึงคิดว่าแม่นางสามสีคงต้องการข้าเช่นเดียวกับที่ข้าต้องการแม่นางสามสี”
“เป็นเช่นนั้นเอง…”
เงาข้างเตาไฟเอ่ยขึ้น จากนั้นก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
ดูเหมือนนางจะลำบากใจไม่น้อยเลย ความเงียบงันดำเนินต่อไปนานพอสมควร ผ่านไปสักพักใหญ่จึงได้ยินเสียงนางอีกครั้ง
“อย่าเศร้าเลยนักพรต แม่นางสามสีก็อยากให้นักพรตไปด้วย ข้าก็ชอบเจ้าเหมือนกัน แต่ครั้งนี้ให้เจ้าไปด้วยคงไม่สะดวก เพราะพวกเราเก็บเงินไว้ที่บ้าน ล้วนเป็นเงินที่แม่นางสามสีตั้งใจหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง จะต้องเอาไปจ่ายค่าเช่าบ้าน จะให้ผู้อื่นขโมยไปไม่ได้ นักพรตเจ้าอยู่เฝ้าบ้านเถอะ…”
จริงๆ แล้วที่นางเงียบไปเมื่อครู่นั้นไม่ใช่เพราะกำลังครุ่นคิด แต่กำลังรื้อฟื้นความทรงจำต่างหาก
“แค่กๆ…”
เสียงไอดังขึ้นในห้อง
แน่นอนว่าไม่ใช่เสียงของแมวน้อยหรือนักพรต ทั้งสองหันไปพร้อมกัน ตามเสียงมองไป จึงพบว่ามาจากห้องข้างๆ
เสียงไอนั้นถี่ขึ้นแต่กลับเบาลง เหมือนพยายามกลั้นเสียงหัวเราะแต่ไม่สำเร็จ
“ก็ได้”
ซ่งโหยวจึงไม่พูดอะไรต่อแล้ว แม่นางสามสีเช็ดโต๊ะเสร็จตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ พร้อมกับถามรายละเอียดจากจอมยุทธ์หญิงอู๋มาแล้ว
แม่นางสามสีละเอียดรอบคอบยิ่งนัก
จอมยุทธ์รับงานขับไล่ภูตผีปีศาจ หากล้มเหลวแล้วก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้ หมอผีใช้วิธีพื้นบ้าน ถึงไม่สำเร็จก็ถอยร่นกลับไปได้ในสภาพเดิม บัดนี้แม่นางสามสีมีหมาป่านับร้อย เสือร้าย และเทพแห่งขุนเขาเป็นบริวาร แม้ไม่ได้มีกองทัพนับหมื่นนับแสนในกำมือเหมือนแม่ทัพเฉิน แต่ก็นับว่าเป็นแม่ทัพตัวน้อยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นางเองก็ชำนาญอาคมธาตุไฟ ทั้งยังมีสัญชาตญาณว่องไวกว่ามนุษย์ เรียกได้ว่ามากกว่าจอมยุทธ์เสียอีก ก่อนหน้านี้ตอนที่ติดตามนักพรตไปทางเหนือ ก็มักช่วยนักพรตปราบปีศาจ เผชิญหน้ากับอมนุษย์มามากแล้ว ดังนั้นความมั่นใจนั้นย่อมไม่ได้เกิดจากความโง่เขลา แต่เป็นผลจากการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
แม้แมวน้อยจะมีความคิดไม่ซับซ้อนเท่าผู้ใหญ่ แต่นางดำรงชีพตามลำพังในป่าตั้งแต่ยังเยาว์วัย ล้วนมีความระแวดระวังตัวและความสามารถในการเอาตัวรอดมากกว่านักพรต ยามออกเดินทางทั่วหล้าแล้วต้องพักแรมกลางแจ้ง ก็เป็นนางที่คอยเตือนนักพรตให้ระวังตัวเมื่อสัมผัสได้ถึงอันตรายหรือความผิดปกติ
“ข้าจะไม่เตือนแม่นางสามสีให้ระวังตัวแล้ว และไม่มีอะไรจะสั่งเสียแม่นางสามสีมากกว่านี้ด้วย เจ้าวางใจเถิด ข้าจะอยู่เฝ้าบ้านเอง เจ้าก็รีบไปรีบมาเล่า”
“รู้แล้วน่า!”
“แม่นางสามสีพักผ่อนเถิด”
“ถ้านักพรตคิดถึงแม่นางสามสี พรุ่งนี้ก็ไปเช่าแมวมาเลี้ยงสักสองวันก็ได้นะ”
“ตลกแล้ว ที่ไหนเล่าจะให้เช่าแมว”
“นางแอบฟังพวกเราคุยกันตลอดเลย”
“ฝาบ้านบางถึงเพียงนี้ ห้ามไม่ได้หรอก”
“นั่นสิ…”
เงาดำเล็กๆ ข้างเตาถ่านลุกขึ้นเหยียดตัวสะบัดขน จากนั้นก็กระโดดขึ้นมาบนเตียง
“คืนนี้แม่นางสามสีนอนกอดขาเจ้าได้ไหม ไม่สิ แม่นางสามสีไม่น่าบอกเจ้าเลย…”
“…”
เช้าวันรุ่งขึ้น
เพราะว่าครั้งนี้แม่นางสามสีรับงานล่าค่าหัวมาจากจอมยุทธ์หญิงอู๋ อีกทั้งครั้งนี้ยังไม่มีจอมยุทธ์หญิงอู๋นำทางไปด้วย ศาลากลางจึงส่งมือปราบมาสองนาย พร้อมกับหัวหน้ามือปราบ ยังมีหัวหน้าผู้อาวุโสอีกคนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีขุนนางในชุดทางการมาด้วยอีกคน ครั้นเห็นซ่งโหยวก็เอ่ยทักทาย
“คารวะคุณชาย”
“คารวะท่าน”
“ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่า ที่ถนนต้นหลิวในเมืองฝั่งตะวันตกมีผู้มากวิชาท่านหนึ่งอาศัยอยู่ ชำนาญการปราบผีปีศาจ ค่าหัวในฉางจิงเมื่อครานั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นฝีมือคุณชายทั้งสิ้น เมื่อก่อนไม่เคยมีโอกาสมาเยี่ยมเยียน ครั้งนี้กลับได้ประจักษ์ใบหน้าดุจเซียนของท่านแล้ว นับว่าโชคดีจริงๆ”
“ท่านเกรงใจกันเกินไปแล้ว”
ซ่งโหยวจำต้องรักษามารยาทไว้
“ปีศาจตนนั้นก่อกวนคนที่หมู่บ้านดอกท้อมานานแล้ว เชิญคนมาปราบกี่ครั้งก็ไม่สำเร็จ เบื้องบนก็เร่งรัดให้จัดการกับคดีนี้ บังเอิญคุณชายกลับมาพอดี จึงพอบรรเทาความกดดันนี้ลงไปได้บ้าง จากฉางจิงไปหมู่บ้านดอกท้อใช้เวลาเดินทางราวครึ่งวัน จึงได้เช่ารถม้ามาให้คุณชายโดยเฉพาะ”
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว วันนี้ข้าก็อยู่ในฉางจิงนี่แล ครั้งนี้ผู้รับงานคือศิษย์น้อยของข้า ให้นางไปคนเดียว”
“หืม”
ขุนนางยังคงค้างอยู่ท่าเดิม แต่ถึงกระนั้นก็เบนสายตาไปข้างๆ
ขุนนางกล่าวทั้งรอยยิ้ม “สมกับที่เป็นท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ ศิษย์น้อยของท่านย่อมไม่ธรรมดาเช่นกัน คิดว่าผีปีศาจชั้นต่ำเหล่านั้นต้องถูกจัดการโดยง่ายแน่นอน”
แม่นางสามสีพยักหน้าขึ้นลงเบาๆ
“ไม่ทราบว่าท่านสะดวกตอน…”
“ตอนนี้ก็ได้”
นักพรตตอบ
ในขณะเดียวกันเด็กหญิงตัวน้อยก็เลื่อนตัวไปข้างหน้า จึงลื่นลงจากม้านั่งมาสู่พื้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงจ้องมองขุนนางต่อไป
“ขอเชิญ…”
“ข้าชื่อแม่นางสามสี”
“แม่นางสามสี…”
ขุนนางคิดพิจารณาถึงชื่อ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ขอเชิญแม่นางสามสีขึ้นรถม้า หัวหน้ามือปราบจะพาแม่นางสามสีไปส่ง ส่วนสถานการณ์ที่ภูเขาดอกท้อนั้น หัวหน้ามือปราบจะเล่าให้ฟังระหว่างทางเอง”
“ได้เลย”
เด็กหญิงตัวน้อยเดินตรงเข้าไปหารถม้า หันกลับมาล่ำลานักพรตแล้วเดินขึ้นรถม้าไป แต่ก็ไม่วายจะโผล่หน้าออกมามองเขาด้วยแววตาใส
นางไม่พูดอะไร เพียงจ้องหน้าเขาไม่วางตา
นักพรตก็ยืนส่งนางอยู่ที่หน้าประตู
ในขณะเดียวกันนกนางแอ่นก็บินลงมาจากหลังคาและร่อนตามรถม้าไป
“คุณชายกับแม่นางน้อยดูจะสนิทสนมกันมาก”
“ใช่แล้ว”
“แม่นางน้อยก็งดงามอย่างยิ่ง”
“แน่นอน”
ขุนนางจากศาลากลางยังยืนอยู่ข้างหลัง โดยสงวนท่าทีคารวะไว้เสมอ สีหน้ายิ้มแย้มเอิบอิ่ม ดูเหมือนยังมีเรื่องอยากพูด นักพรตก็คารวะเขาทั้งรอยยิ้มเช่นนั้น ก่อนจะหันไปหยิบไม้เท้าไผ่ข้างกายมา
“ใต้เท้า ข้าขอลาไปก่อน ศิษย์น้อยยังเยาว์วัย แม้ข้าจะมั่นใจในฝีมือของนาง แต่ถึงอย่างไรข้าก็ต้องแอบตามไปดู เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น”
“โอ้ๆ สมควรเป็นอย่างยิ่ง” ขุนนางก็รีบกล่าว “เช่นนั้นข้าก็ขอลาเช่นกัน”
“ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
ซ่งโหยวหันกลับไปปิดประตูบ้าน
หน้าต่างชั้นบนของบ้านข้างๆ เปิดกว้าง จอมยุทธ์หญิงอู๋โผล่ร่างออกมาเพียงครึ่งเดียว พร้อมกับมองเขาด้วยรอยยิ้มเจื่อน
ดูเหมือนว่านักพรตจะมองไม่เห็น เอาแต่เดินฉับๆ ออกนอกเมืองไปพร้อมไม้เท้า
การเดินทางจากฉางจิงไปภูเขาดอกท้อนั้นใช้เวลาประมาณครึ่งวัน
ซ่งโหยวแม้จะเคยมา แต่ภาพจำนั้นกลับไม่ชัดเจน แทบลืมเส้นทางไปแล้ว โชคดีที่มีนกนางแอ่นบินอยู่บนฟ้า ผลุบโผล่อยู่ในม่านเมฆคอยชี้ทางให้นักพรต แล้วก็พุ่งกลับไปเข้าไปในเมฆ อีกทั้งแม่นางสามสียังพกป้ายห้อยคอเล็กๆ ติดตัว ซ่งโหยวย่อมรับรู้ตำแหน่งของนาง จึงไม่หลงทาง
รถม้ามาถึงหมู่บ้านดอกท้อในช่วงบ่าย
ยามนี้ต้นท้อในหมู่บ้านดอกท้อล้วนเหี่ยวเฉา เดิมทีที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านใหญ่ มีผู้คนอาศัยมากมาย แต่บัดนี้คนส่วนใหญ่กลับย้ายหนีไปเพราะมีผีดิบออกก่อกวน บางคนหนีไปอาศัยบ้านญาติ บางคนหนีเข้าเมือง มีเพียงคนที่ไม่มีญาติมิตร ไม่มีทรัพย์สิน หรือเดินไม่ไหวเท่านั้นที่ต้องจำใจอยู่ในหมู่บ้าน ต้องคอยอธิษฐานไม่ให้สิ่งนั้นโผล่ออกมาทุกคืน ต้องกระวนกระวายว่าจะไปซุกหัวนอนที่ไหน ผีร้ายตนนั้นจึงจะหาไม่เจอ
ต้องอาศัยอยู่กับความหวาดกลัวเช่นนี้เรื่อยไป
แต่การหลบซ่อนต่อไปนานๆ ก็ไม่ใช่ทางออก หมู่บ้านดอกท้อเป็นทำเลมั่งคั่ง มีป่าท้อทอดยาวนับสิบลี้ หากจะทิ้งที่นี่ไปอยู่ที่อื่นจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงความอาลัยอาวรณ์ต่อบ้านเกิดหรือเงินทองที่กอบโกยได้จากที่นี่เลย
ชาวบ้านมักรวมตัวกันปรึกษาหาทางออก
วันนี้ก็ได้รวบรวมเงินกัน เชิญผู้มากวิชาจากอารามชิงเซียวในอำเภอตงซึ่งห่างออกไปหลายสิบลี้มา ท่านผู้นั้นเพิ่งมาถึงได้ไม่นานก็ได้ยินว่าทางการยังเชิญผู้มากวิชามาอีกคน ครั้งนี้หัวหน้ามือปราบมาพร้อมมือปราบหนุ่มและเช่ารถม้ามาส่งท่านผู้นั้นโดยเฉพาะ ดูแล้วคงมีวิชาสูงส่ง รู้สึกมีความหวังว่าจะจัดการกับผีดิบนั่นได้ ถายในใจก็เบิกบานยิ่งนัก
หากยังกำจัดไม่ได้อีก แม้ภูเขาท้อเป็นสิบลี้นี้จะเป็นทำเลทอง ก็จำต้องย้ายออกอย่างช่วยไม่ได้
รถม้าหยุดลงในที่สุด นกนางแอ่นตัวหนึ่งก็บินร่อนลงมาจากหลังคา
แต่พอหัวหน้ามือปราบเปิดผ้าม่าน เชิญผู้รู้ลงรถม้า กลับพบว่าเป็นเด็กหญิงอายุน้อย ไม่น่าจะถึงสิบขวบด้วยซ้ำ นางสวมเสื้อผ้าสามสี มัดผมเป็นมวยสองข้าง ใบหน้างดงาม ผิวพรรณขาวสะอาดดูไม่เหมือนมนุษย์ ดวงตาทั้งสองข้างก็กลมโตและสุกใส แต่เด็กวัยเพียงเท่านี้จะเป็นผู้มากวิชาได้อย่างไร
เห็นแต่เด็กหญิงเล็กๆ ลงรถแล้วก็ยืนอยู่กับที่ มือเล็กๆ ห้อยลงกำหมัด เบ้ใบหน้าเล็กๆ ดวงตาหมุนไปมาดูรอบๆ เป็นครั้งคราวก็สอดส่ายไปบนชาวบ้าน ดูเหมือนกำลังรออะไรอยู่
ชาวบ้านต่างมองหน้ากัน
“มัวตะลึงอะไรกัน นี่คือผู้มากวิชาที่ศาลากลางเชิญมา มีนามว่าแม่นางสามสี อาจารย์ของนางก็เป็นคนปราบผีสาวหอโคมเขียวบนเขาดอกท้อเมื่อหลายปีก่อน” หัวหน้ามือปราบเลิกคิ้วขึ้น “ยังไม่รีบมาคารวะแม่นางสามสีอีก”
“โอ้ โอ้! คารวะแม่นางสามสี!”
“คารวะแม่นางสามสี…”
ชาวบ้านต่างกล่าวทักทายกันเสียงดังระงม
แม่นางสามสียังคงยืนนิ่ง ใบหน้าเล็กๆ ไม่แสดงสีหน้าใด ครั้นได้รับคำทักทายจากกลุ่มชาวบ้าน ก็รู้สึกเหมือนได้กลับไปยังศาลเทพแมว
ความรู้สึกนี้ช่างทำให้แมวน้อยหลงใหลจริงๆ
……………