ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 338 บันทึกการปราบปีศาจของแม่นางสามสี
“ท่านนี้เป็นนักพรตมากผีมือที่ชาวบ้านระดุมทุนกันเชิญมาจากอารามชิงเซียวในอำเภอตงเหอ นามว่านักพรตมู่อวิ๋นจื่อ ไม่ทราบว่าวันนี้ทางการก็เชิญผู้มากวิชามาด้วย…”
“นักพรตมู่อวิ๋นจื่อ”
แม่นางสามสีถึงกับหันไปมองทันที
คนตรงหน้าเป็นนักพรตสูงวัยรูปร่างผอมบาง ไว้หนวดเครายาวเฟิ้ม ใส่ชุดคลุมหยินหยางลายแปดทิศใหม่เอี่ยม ข้างกายมีศิษย์วัยเยาว์สวมชุดคลุมแบบเดียวกันคอยถือสัมภาระ มีดาบไม้ท้อแกะสลักลวดลายวิจิตรโผล่ออกมาจากย่าม ราวกับว่ามันกำลังชำเลืองมองนาง
แม่นางสามสีจึงระมัดระวังตัวขึ้นทันที
ไม่แปลกใจนัก เพราะตั้งแต่ติดตามซ่งโหยวมา นักพรตที่เคยพบล้วนไม่ธรรมดา ยิ่งเห็นฝีมือซ่งโหยว ก็ทำให้นางมองนักพรตส่วนมากเก่งกาจ
“ข้านักพรตมู่อวิ๋นจื่อจากอารามชิงเซียว อำเภอตงเหอ ไม่ทราบว่าสหายบำเพ็ญน้อยฝึกวิชาอยู่ที่ใด และมีวิชาอะไรบ้าง”
“ข้าคือแม่นางสามสี” แม้นในใจจะคิดหลายเรื่อง แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย นางจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง “ข้าเป็นศิษย์ของนักพรตจากอารามบนเขาหยินหยาง อำเภอหลิงเฉวียน แคว้นอี้โจว กำลังฝึกฝนวิชาอาคม”
“สหายบำเพ็ญยังเด็กนัก…”
“ข้าคือศิษย์น้อยต่างหาก”
“อ้อ…”
มู่อวิ๋นจื่อชำเลืองมองเด็กหญิงตัวน้อย ไม่กล้าสบประมาทแม้แต่น้อย
แม้ในเมืองหลวงจะเต็มไปด้วยพวกต้มตุ๋น กลลวงล้ำเลิศ บางครั้งแม้ข้าราชการชั้นสูงก็อาจตกหลุม แต่เด็กหญิงตัวเล็กๆ เช่นนางจะกล้าใช้วิชาอาคมหลอกเอาเงินหรือ
ยิ่งเห็นรูปโฉมอันงดงามไร้ตำหนิของนางแล้ว หากเทียบกับเด็กในราชวงศ์ ยังไม่แน่ว่าจะดูแลดีเท่านี้ ชำเลืองมองดีๆ การวางกิริยาและท่าทางก็ไม่เหมือนเด็กธรรมดา ซ้ำแล้วยังเป็นคนที่ทางการเชิญมาด้วย ไหนจะที่บอกว่าอาจารย์ของนางเป็นผู้ปราบผีสาวหอโคมเขียวบนภูเขาดอกท้อ ทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกได้ว่านางไม่ใช่เด็กธรรมดา
เพียงแต่เขาเองก็ไม่กล้าประมาทหรือเหยียดยาม แต่คงไม่ถึงขั้นชื่นชม การฝึกฝนวิชาอาคมต้องใช้เวลาเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าคงพอมีความสามารถอยู่บ้าง อาจชำนาญบางด้าน ถึงกล้าออกมาปราบปีศาจด้วยตนเอง แต่คงไม่ได้เก่งกาจมากเท่าไร
มู่อวิ๋นจื่อเหลียวซ้ายขวา ดูเหมือนอยากสอดส่องว่า ‘อาจารย์’ ของนางอยู่ใกล้ๆ หรือไม่
“ข้าเคยได้ยินชื่อภูเขาชิงเฉิงในอี้โจว แต่ไม่ยักจะรู้ว่ามีภูเขาหยินหยางด้วย…”
“ข้าเคยไปภูเขาชิงเฉิงมาแล้ว”
“โอ้”
“ก็ไม่เห็นจะเก่งนักนี่!”
“…”
มู่อวิ๋นจื่อส่ายหัวทั้งรอยยิ้ม ใช่ว่าเขาจะไม่เชื่อ เด็กน้อยมักพูดจาเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ เขาจึงยิงถามต่อ “แล้วอาจารย์ของสหายบำเพ็ญน้อยมีฉายาว่าอะไรหรือ”
“อาจารย์?” แม่นางสามสีชะงัก แต่เพราะความเฉลียวฉลาด นางจึงเข้าใจว่าเขาหมายถึงซ่งโหยว หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบออกไป “นักพรตไม่มีฉายาอะไรนั่นหรอก”
“ยังไม่ได้ตั้งหรือ”
“ยังไม่ได้ตั้ง”
“ไม่ทราบว่าเขามาที่นี่ด้วยหรือไม่”
“เขาอยู่ที่บ้านน่ะ”
“อา…”
มู่อวิ๋นจื่ออดเผยสีหน้าผิดหวังออกมาไม่ได้
“อา…”
เด็กหญิงจ้องเขา
มู่อวิ๋นจื่อถึงตระหนักว่าเด็กหญิงกำลังเลียนแบบตนก็ยิ่งอดยิ้มไม่ได้ จึงประสานมือคารวะพร้อมถามนางต่อ “ไม่ทราบว่าสหายบำเพ็ญน้อยมีความสามารถอะไรบ้าง จะปราบปีศาจตนนั้นได้อย่างไร”
“เอ๊ะ ทำไมสหายบำเพ็ญน้อยถึงจ้องข้าอย่างนั้นเล่า”
“เจ้าคิดจะแย่งเงินของแม่นางสามสีหรือ”
“หืม อ้อ! เข้าใจผิดแล้ว ทางการเป็นคนเชิญสหายบำเพ็ญน้อยมา จะได้รับรางวัลเป็นเงินค่าหัว ส่วนข้าน่ะได้รับเงินจากชาวบ้าน เพราะพวกเขาเป็นคนเชิญข้ามา ย่อมไม่ขัดต่อกัน”
“ไม่เข้าใจ”
“สหายบำเพ็ญน้อยไม่ต้องแบ่งรางวัลกับข้า”
“…”
แม่นางสามสีหันไปมองหัวหน้ามือปราบ
“จริงตามนั้น”
หัวหน้ามือปราบพยักหน้า
แม่นางสามสีจึงกล่าวกับมู่อวิ๋นจี่อ “แม่นางสามสีจะรอที่นี่จนถึงค่ำ ผีดิบจะออกมา ข้าจะปราบมันให้ได้ แล้วไปรับเงิน”
“…”
มู่อวิ๋นจื่อเริ่มหงุดหงิด แต่ผู้ฝึกวิชาส่วนมากมีความอดทน เผชิญเด็กหญิงตัวน้อยก็ใจเย็น เขาจึงพูดต่อ “ได้ยินว่าปีศาจเร่ร่อนอยู่รอบหมู่บ้าน แม้ว่ามันจะปรากฏตัวในหมู่บ้านดอกท้อเสียส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคืนนี้มันจะโผล่หัวออกมา อาจจะรอเก้อได้”
“แม่นางสามสีมีความอดทน”
“อย่างไรก็ตาม เรื่องการปราบปีศาจนั้นเป็นเหตุด่วน รอช้าไม่ได้”
“ท่านพูดถูก” เด็กหญิงพยักหน้า แสดงว่าคิดไว้แล้วในใจ “ผีดิบชอบกินเลือดกินเนื้อ เราล่อมันออกมาได้”
“ถูกต้อง! ข้าจะเชือดไก่ ใช้กลิ่นเลือดล่อมันมา จากนั้นตั้งแท่นบวงสรวง อัญเชิญองค์เทพลงมาปราบ!”
“ไก่ตัวเดียว”
เด็กหญิงจ้องเขา ครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะกล่าวต่อ “ท่านเอาไก่มาให้ข้า ข้ามีวิธีอื่น”
“วิธีใดหรือ”
มู่อวิ๋นจื่อชำเลืองมองนาง
ราวกับว่าสังเกตเห็นบางอย่าง พลันขบกรามแน่น
แต่เมื่อคิดถึงที่เด็กหญิงบอกว่าเรียนวิชามาจากนักพรตผู้หนึ่ง และเห็นว่ามีมือปราบสองคนยืนประกบหลัง เขาจึงไม่อยากพูดอะไรไม่ดีนัก “ได้ยินว่าจอมยุทธ์และผู้มากวิชาหลายรายยังปราบปีศาจตนนี้ไม่ได้เลย งานนี้คงไม่ง่ายแล้ว พวกเราต้องวางแผนให้ดี อย่าให้มันหนีไป”
“ได้เลย!”
“อารามชิงเซียวของข้านับถือเทพเจ้าสายฟ้า ปัจจุบันบูชาจ้าวอัสนีโจวเหลยกง แม้ข้ายังไม่ได้ฝึกอาคมสายฟ้าเต็มรูปแบบ แต่ย่อมรู้วิธีอัญเชิญเทพ โจวเหลยกงซื่อสัตย์และขยันหมั่นเพียร หากข้าบอกว่ามีปีศาจร้ายมารบกวน ท่านจะลงมือช่วย แต่การตั้งแท่นบวงสรวงต้องใช้เวลา ต้องรอให้เทพเจ้าตอบสนองด้วย ตอนนี้พวกเราไม่รู้ว่าปีศาจมีความสามารถอย่างไร หากสหายบำเพ็ญน้อยสามารถรั้งมันไว้ได้ ก็จะดีที่สุด”
“โจวเหลยกง?”
“ใช่”
“แม่นางสามสีรู้จักโจวเหลยกง”
“ที่อารามของสหายบำเพ็ญน้อยบูชาโจวเหลยกงด้วยหรือ”
“ไม่รู้…”
“เช่นนั้นสิ่งที่ข้าพูดเมื่อครู่นั้น…”
“เมื่อครู่นั้น…”
“ปีศาจตัวนั้นร้ายกาจมาก ข้าเองก็ไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย แต่เพราะไม่อาจปล่อยให้ชาวบ้านประสบภัยร้าย จึงกล้าออกมาขับไล่ ย่อมอยากร่วมมือปราบปีศาจกับสหายบำเพ็ญน้อย”
“เข้าใจแล้ว” แม่นางสามสีเงยหน้าจ้องตาเขา “เจ้าสู้มันไม่ไหว”
“ก็ไม่ได้มั่นใจเต็มร้อยจริงๆ”
“เจ้าจะไม่แย่งเงินของพวกเราใช่ไหม”
“ไม่เอาแน่นอน”
“งั้นเจ้าก็ไปหลบเสียสิ!”
สรรพสิ่งล้วนมีเกิดและดับ ปีศาจหนูที่บำเพ็ญตบะมาหลายร้อยปี ยังต้องหวาดกลัวแม่นางสามสี ส่วนผีดิบหรือวิญญาณร้ายต่างก็กลัวไฟ ยิ่งเป็นเพลิงศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเกรงกลัว แม่นางสามสีเชี่ยวชาญอาคมธาตุไฟ จึงมั่นใจเต็มที่
ถึงใช้ไฟเผาไม่ตาย ก็ไล่มันไปได้
ถึงไม่ยอมหนี ผีดิบก็เคยเป็นคน มันทั้งโง่และเชื่องช้า จับไม่ได้แม้แต่แมว ย่อมไล่ตามแม่นางสามสีไม่ทัน
“…” มู่อวิ๋นจื่อจ้องนาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าลง “เช่นนั้น ข้าจะตั้งแท่นบวงสรวงไว้ในบ้าน ให้สหายบำเพ็ญน้อยลองสำรวจพื้นที่ดูก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเรียกเทพมาช่วย”
“ถ้าผีดิบตนนั้นไม่เก่ง เจ้าก็ไม่ต้องเรียกโจวเหลยกง”
“สหายบำเพ็ญน้อยไม่ชอบโจวเหลยกงหรือ”
มู่อวิ๋นจื่อหรี่ตาลง
“ข้าไม่ได้เกลียดโจวเหลยกงเสียหน่อย”
“จริงหรือ”
“ก็จริงน่ะสิ!”
“ก็แล้วแต่สหายบำเพ็ญน้อยเถิด…”
นักพรตเฒ่าและเด็กหญิงก็เริ่มหารือกันต่อไป
นักพรตเฒ่าวางแผนอย่างจริงจัง เด็กหญิงก็ตั้งใจฟัง ชาวบ้านและขุนนางได้เห็นภาพนี้ก็รู้สึกแปลกตานัก ต่างทึ่งในวิถีแห่งการบำเพ็ญพรต
นกนางแอ่นบนหลังคาก้มลงแต่งขน ขณะพยายามจดจำบทสนทนาของพวกเขา
ไม่นาน หัวหน้ามือปราบก็เรียกชาวบ้านอีกคนที่เคยเผชิญปีศาจและรอดมาได้ มาบรรยายรูปร่างของมัน
เป็นเรื่องเมื่อสองปีก่อน
ชายคนนั้นออกจับงูตอนกลางเดือน ตอนกลับมาบังเอิญพบกับปีศาจพึ่งกินแกะจากหมู่บ้านเสร็จ รูปร่างคล้ายคน ใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไม่ทราบยุคสมัย ใบหน้าแฝงแววโหดเหี้ยมอำมหิต ผิวกายเป็นสีเขียว ฟันแหลมคม เปรอะคราบเลือด ผมเผ้าเป็นสีขาว ครึ่งร่างอยู่ในสภาพเน่าเปื่อย ครั้นเห็นชายผู้นั้น ก็ไล่ตามพร้อมกับส่งเสียงคำรามน่าสะพรึงกลัว
ค่ำคืนมืดมิดวังเวงนัก
ในที่สุดชายคนนั้นก็คิดแผน ปีนขึ้นต้นไม้ โชคดีที่ปีศาจตนนั้นปีนต้นไม้ไม่เป็น ปัจจุบันก็ดูจะไม่ได้ฉลาดขึ้นเลย ได้แต่เดินวนรอบต้นไม้ ส่งเสียงคำรามต่ำน่าสยดสยอง ปล่อยให้น้ำลายไหลฟูมปาก แต่ทำอย่างไรก็แตะต้องชายบนต้นไม้ไม่ได้
ชายคนนั้นเกาะต้นไม้ไว้ตลอดทั้งคืน กระทั่งรุ่งสางเสียงไก่ขันแว่วมาปีศาจจึงจากไป
จนชาวบ้านมาพบชายผู้นั้นในสภาพสติไม่สมประกอบ รอบต้นไม้มีรอยเลือดเขรอะ ส่งกลิ่นเหม็นเน่า
เหมือนเรื่องผีที่ผู้เฒ่าเล่าให้เด็กฟังไม่มีผิด
แม่นางสามสีฟังจบก็พยายามวิเคราะห์เหมือนนักพรตของตน ว่าปีศาจตัวนี้กลัวอะไร และต้องใช้วิธีใดถึงจะปราบมันได้ง่ายที่สุด แต่เพียงเริ่มคิดก็พบว่าความรู้ของตนไม่มากพอ จึงนิ่งเฉยและปล่อยผ่านไป
โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
ทั้งสองเริ่มเตรียมตัว
มู่อวิ๋นจื่อเลือกบ้านที่สังเกตเห็นง่ายและหนีสะดวก ตั้งแท่นบวงสรวง วางธูป ของบูชา และยันต์ไว้ครบถ้วน
แม่นางสามสีเดินรอบหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าค้นหาอะไรกันแน่ นางไม่ยอมเอ่ยปากถามใคร เอาแต่ครุ่นคิดหาคำตอบเอง จนไปเจอก้อนหินใหญ่ จึงคิดจะยกหินก้อนนั้นเข้ามาในหมู่บ้าน ขุนนางและชาวบ้านเห็นดังนั้นก็เข้าไปช่วย
น่าอัศจรรย์ หินเขียวก้อนนั้นใหญ่มาก คนทั่วไปยังยกไม่ไหว แต่นางกลับยกได้สบายๆ
ชาวบ้านเห็นเช่นนั้นก็สบายใจ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องยกหินเข้าหมู่บ้านด้วย จะเอามาทำอะไร จะใช้มันทุบหัวปีศาจหรือ
ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อย ชาวบ้านไม่กล้าอยู่ต่อนาน หลังจากนำของไปส่งตามคำสั่งของมู่อวิ๋นจื่อแล้วก็กลับกัน เหลือเพียงมือปราบสองคน
แม่นางสามสีรักษาคำสัญญา นางจับหนูมาแขวนไว้กับต้นไม้หน้าหมู่บ้าน ปล่อยให้ลมพัดกลิ่นเลือดกระจายออกไป
ราตรีมาเยือน
มู่อวิ๋นจื่อและศิษย์ด้อยประสบการณ์ปราบผีดิบทั้งสองเข้าไปในบ้าน ปิดประตูแน่นหนา คอยมองผ่านหน้าต่าง หลังจากมือปราบทั้งสองถามไถ่แผนการกับแม่นางสามสีแล้ว ก็ถือมีดซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ปล่อยให้เด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่กลางหมู่บ้านเพียงลำพัง
จนฟ้ามืดสนิท นางจึงปีนขึ้นหลังคา
“หมาป่าจงออกมา!”
ทันใดนั้นพลันมีควันดำพวยพุ่งออกมา มองเห็นเด่นชัดใต้แสงจันทร์ หล่อรวมขึ้นเป็นหมาป่าตัวใหญ่รูปร่างแข็งแรงกว่าสิบตัว
คนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นต่างก็เบิกตาโพลง
สายลมพัดผ่านมา
ชายธงพัดไหว
ควันดำอีกระลอกพวยพุ่งออกมา
กลายเป็นหมาป่าอีกฝูง
ไม่ทันไรควันดำก็ฟุ้งออกมาต่อเนื่อง จนบัดนี้กลายเป็นหมาป่ากว่าร้อยตัวยืนเต็มถนนในหมู่บ้าน
ต่อให้เป็นหมาป่าทั่วไป แต่ถ้ามีเป็นร้อยตัวเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะจัดการได้ง่ายๆ
เด็กหญิงโบกธงอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีควันแล้ว ดูจากสีหน้านางก็พอเดาได้ว่าเรียกหมาป่าออกมาไม่ได้แล้ว
คนอื่นๆ ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่าทันใดนั้นเด็กหญิงกลับโบกธงอย่างรุนแรง
พรึ่บ!
ควันดำพวยพุ่งออกมาอีกครา
ควันจางหายคราวนี้กลายเป็นเสือตัวใหญ่ขนาดประมาณลูกวัว ก่อนหน้านี้คิดว่าหมาป่าตัวใหญ่ แต่พอเทียบกับเสือตัวนี้แล้วกลับตัวเล็กลงไปมาก ทุกคนพากันตะลึง
เด็กหญิงโบกธงอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีควันแล้วจริงๆ หมาป่าเดินแยกตัวกันไปทั่วทุกสารทิศ ไม่นานนักก็ออกจากหมู่บ้านไป ส่วนเสือนั้นเงยหน้ามองนางเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ย่างกรายเดินจากไป
ที่เขาจูเป้ยมีวิญญาณเสือหลายตัว เสือตัวนี้แม้ไม่ถือว่าแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอ แม่นางสามสีใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฝึกมันให้เชื่อง ทั้งยังตั้งชื่อให้มันว่า ‘เจ้าเสือยักษ์‘
เสือจากเขาจูเป้ยสร้างความหวาดกลัวให้กับคนที่ซ่อนตัวอยู่มาก
หลังทำทุกอย่างเสร็จแล้ว แม่นางสามสีก็หันมองรอบๆ แล้วเอนตัวพิงหลังคาหมู่บ้าน
ฟ้ามืดสนิท แสงจันทร์สว่าง ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงหอนของหมาป่าดังกังวานไปทั่ว
คนอื่นๆ ต่างตื่นตัว เด็กหญิงบนหลังคายืนตรง มองไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงหมาป่า ดวงตาของนางเฉียบแหลมเสมือนมองทะลุม่านราตรีได้ คอยสังเกตความเคลื่อนไหวในที่ไกลโดยไม่ละสายตาเลย
แสงจันทร์ส่องสว่าง ปีศาจตนนั้นกำลังมุ่งหน้ามายังหมู่บ้าน
……………