ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 339 ต่อสู้กับผีดิบยามราตรี
“ท่านอาจารย์…นั่นคือวิชาอะไรหรือขอรับ”
ศิษย์ที่อยู่ในห้องกลั้นเสียงถามอย่างอดรนทนไม่ไหว
“…”
มู่อวิ๋นจื่อเพียงส่ายศีรษะเบาๆ
ที่จริงแล้วเขาเองก็มิใช่ผู้รอบรู้มากมาย จะระบุว่านี่คืออาคมชนิดใด ต่อให้คร่ำหวอดอยู่ในวงการกว่าครึ่งค่อนชีวิตก็ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เพียงเห็นธงผืนน้อยนั้นโปรยควันดำออกมา ก็รู้สึกได้ทันทีว่าไม่น่าใช่วิชาเต๋า
ทว่าที่สำนักของเขาเองก็หาได้มีคัมภีร์สืบทอดอาคมใดเป็นชิ้นเป็นอัน หากแต่เป็นเพียงสำนักเต๋าสายหลักที่ยึดถือคุณธรรมเท่านั้น บนฟ้ามีองค์เทพ เบื้องล่างมีสำนักเต๋าผู้เคร่งครัดในศีลธรรม เมื่อจิตใจซื่อตรงบริสุทธิ์ ย่อมได้รับความเมตตาจากเทพยดา เวทที่บันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณว่าด้วยการสื่อสัญญาณกับเทพ หรือเชิญเทพให้ลงมาประทับ จึงมักใช้การได้อยู่บ้าง
เขาเห็นว่าแม่นางน้อยผู้นั้นคงไม่ใช่มนุษย์ แต่จะว่าดีหรือร้ายก็ยังมองไม่ออกในทันที ในใจเพียงครุ่นคิดว่า หากนางกำจัดภูตผีปีศาจที่คอยกลั่นแกล้งผู้คนในหมู่บ้านดอกท้อได้ ก็นับเป็นเรื่องดี เขาเองจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น หากนางสู้ไม่ไหว เขาก็จะอัญเชิญเทพสายฟ้าลงมา เทพย่อมมีดวงตาเห็นแจ้ง รู้เท่าทันความดีความชั่ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องกังวลสิ่งใดให้มาก
อย่างไรเสีย ตนก็ไม่จำต้องคิดมากอยู่ดี
“ท่านอาจารย์…”
“เงียบก่อน!”
ศิษย์ยังจะเอ่ยต่อ แต่ถูกอาจารย์ส่งเสียงปรามให้เงียบ
ปีศาจเข้ามาใกล้แล้ว เพียงเงี่ยหูฟังก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำๆ แทรกมากับสายลมยามราตรี ทุกคนต่างกลั้นหายใจ
ในหมู่บ้านพลันเงียบงันไร้สิ้นเสียงใดๆ เหลือเพียงเสียงคำรามนั้นที่ดังแว่วอยู่ในความมืด
ปีศาจเดินตามกลิ่นคาวโลหิตมา ลัดเลาะไปตามถนนในหมู่บ้านอย่างเชื่องช้า จนมาถึงลานกว้างหน้าบ้านที่ทั้งสามคนหลบซ่อนอยู่
ร่างนั้นยืนตัวตรงดุจมนุษย์ รูปร่างสูงใหญ่กว่าคนเล็กน้อย ไม่รู้ว่าฝังอยู่ใต้ดินมานานเพียงใด เสื้อผ้าที่สวมอยู่เหลือเพียงเศษผ้าเปื่อยยุ่ย แต่ก็มิได้ถึงกับเปลือย เพราะทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อตะปุ่มตะป่ำเป็นปมสีดำดูอัปลักษณ์ ตามที่ชาวบ้านเล่ามาไม่ผิดเพี้ยน ผมสีหงอกขาว ใบหน้าสีเขียว มีฟันแหลมคม ปลายนิ้วมีกรงเล็บราวสัตว์ป่า มีเพียงสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปคือ ทั้งตัวมันเปียกชุ่ม แม้ไม่เห็นน้ำหยดลงพื้น แต่เห็นชัดว่ายังเปียกอยู่ทั่วร่าง
ปีศาจนั้นส่งเสียงคำรามต่ำ เดินเชื่องช้าไปทีละก้าว
จนกระทั่งมาถึงกลางลาน มันกลับหยุดลงกะทันหัน ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง แล้วหันมาทางบ้านหลังที่ทั้งสามคนหลบอยู่
“…”
ศิษย์อาจารย์ทั้งสามรีบกลั้นหายใจอีกครั้ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงแทบทะลุอก
ศิษย์ผู้หนึ่งขี้ขลาดนัก ถึงกับเบือนหน้าหนีจากช่องหน้าต่าง ไม่กล้ามองออกไปอีก
มู่อวิ๋นจื่อกำด้ามดาบไม้ท้อแน่น เส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน แสดงให้เห็นว่าภายในใจเขาเองก็มิได้สงบนิ่ง แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
แม้จะมาปราบปีศาจ แต่ในความเป็นจริง พวกเขาหาได้มีพลังต่อกรกับสิ่งชั่วร้ายนั้นโดยตรงอยู่แล้ว บรรดาผู้เร้นกายเป็นเซียนในชนบทส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นเช่นนี้
เดิมทีตามแผนการพวกเขาจะต้องเตรียมตัวมากกว่านี้ และรวบรวมผู้คนมาช่วยถ่วงเวลา ทว่าในเมื่อทางการก็เชิญผู้มีวิชามาสมทบ หลังปรึกษากันแล้วจึงเห็นว่า หากใช้แผนเดิมอาจมีชาวบ้านบาดเจ็บล้มตาย จึงยกหน้าที่นั้นให้แก่ศิษย์น้อยผู้ผู้นั้นแทน และบัดนี้ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้ตัดสินใจผิด
นางมีวิชาจริงๆ
แต่ถึงกระนั้นก็ยังเสี่ยงอยู่ดี
หากนางหักหลังพวกเขา หรือหากปีศาจนั่นไม่ได้มุ่งหน้าตรงไปหานาง แต่กลับหาพวกเขาเจอก่อน แล้วพุ่งเข้ามา เห็นทีจะต้องสิ้นชีวิตโดยไร้ทางหนี
เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ ใครจะไม่กลัวได้เล่า
ปีศาจนั้นยืนนิ่งอยู่กลางลาน หันหน้าเข้ามาทางพวกเขาเนิ่นนานไม่ไหวติง
แม้แสงจันทร์จะสว่างไสว แต่ระยะห่างก็ยังมาก มองไม่เห็นสีหน้าท่าทางของมันเลย ความอึดอัดยามเฝ้ารอเช่นนี้ กลับน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าหากมันพุ่งเข้ามาในทันทีเสียอีก
ผ่านไปครู่หนึ่งปีศาจจึงเริ่มขยับอีกครั้ง
ดูเหมือนกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมากับสายลมนั้นจะล่อมันได้ผลกว่า
มันจึงค่อยๆ ก้าวต่อไปข้างหน้า
หมาป่าตัวแรกโผล่ออกมาจากตรอก
แล้วตามมาด้วยตัวที่สอง ตัวที่สาม…
หมู่บ้านนี้สร้างกระจัดกระจาย มีตรอกซอยนับไม่ถ้วน แต่ละทางต่างมุ่งสู่ลานกว้างแห่งนี้ และบัดนี้ทุกตรอกล้วนเต็มไปด้วยหมาป่าที่กำลังวิ่งกรูกันมา เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังระงม ผสานกับเสียงคำรามต่ำๆ พวกมันดูราวกับสายธารสีดำหลายสาย ไหลรวมจากทั่วสารทิศ มุ่งเข้าสู่ปีศาจตัวนั้น
หมาป่าตัวหนึ่งหยุดแล้วแหงนหน้าหอนรับแสงจันทร์
ปีศาจนั้นไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ถึงกับตั้งตัวไม่ทัน
หมาป่าเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้
ในพริบตาตัวแรกก็พุ่งถึงตรงหน้า มันกระโจนขึ้นสูง จ้องจะขย้ำตรงเข้าใส่
ปีศาจนั้นมีพละกำลังมหาศาล ฟาดแขนใส่หมาป่าตัวนั้นเพียงทีเดียว หมาป่าก็ปลิวกระเด็นไป แต่ในชั่วอึดใจหมาป่านับไม่ถ้วนก็โถมเข้ามา
บางตัวก้มต่ำงับขา บางตัวกระโจนขึ้นข่วนร่าง ในพริบตาเดียวพวกมันก็ถาโถมจนมันล้มลงไป ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วราวพายุกรรโชก
แล้วฝูงหมาป่าจำนวนมากก็แห่กันเข้ามา กลืนร่างปีศาจนั้นหายไปจนมิด
เสียงคำรามและเสียงขย้ำดังระงมลั่นจากเบื้องนอก ในห้อง ทั้งสามทำได้เพียงเงี่ยหูฟังด้วยความหวาดกลัว มองออกไปเห็นเพียงเงาดำทะมึนทึบแน่นขนัด ณ จุดที่ปีศาจล้มลง หมาป่าพวกนั้นเบียดเสียดกันแน่น รุมแย่งกันกัดแทะอย่างบ้าคลั่ง ราวกับแข่งกันเพื่อจะได้กัดมันเพียงครั้งเดียว
หากสิ่งนั้นเป็นเพียงมนุษย์ และหมาป่าเหล่านี้ก็เป็นหมาป่าจริงๆ เกรงว่าภายในพริบตาเดียวจะเหลือเพียงซากกระดูก
ภาพนั้นทำเอาทั้งสามคนขวัญหนีแทบสิ้น
แต่ ‘ผีดิบ‘ เหล่านี้ มักสะสมพลังมายาวนาน อยู่ใต้ดินมานับศตวรรษ เพิ่งได้โผล่ขึ้นมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง หากไม่รีบขจัดแต่เนิ่นๆ พลังของมันจะยิ่งเพิ่มขึ้นรวดเร็ว และจะเป็นเช่นนั้นต่อไปจนกว่าพลังสะสมที่กลั่นกรองมาในใต้ดินจะหมดสิ้น ดังนั้นแม้เพิ่งออกมาสู่โลกได้เพียงสองปีเศษ แต่มันก็ไม่ใช่อมนุษย์ทั่วไปเลย ยิ่งกว่านั้น ก่อนหน้านี้ยังฝึกวิชาเสริมแกร่งตนเองด้วย
ว่ากันว่าหอกกระบี่ล้วนฟันแทงไม่เข้า ดูท่าแล้วคงไม่ใช่เรื่องเท็จ เพราะแม้ถูกฝูงหมาป่ารุมทึ้ง มันกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
เมื่อมันได้สติขึ้นมาอีกครั้งก็ลุกพรวดขึ้นกลางวงล้อมของหมาป่านับร้อย
ฝูงหมาป่าสีดำทะมึนสั่นสะเทือนราวคลื่นทะเลยามราตรี เงาทึบกลางลานนั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเหมือนมีบางสิ่งยืดตัวขึ้นสูงกว่าเดิม ครั้นเพ่งดูดีๆ จะเห็นได้ว่ามีร่างหนึ่งค่อยๆ ยืดตัวขึ้นท่ามกลางฝูงหมาป่าที่แออัดเบียดเสียดนั้น
ใต้เท้ามันมีหมาป่ากำลังขบกัดไม่หยุด บนร่างก็มีหมาป่าหลายตัวเกาะแน่น บางตัวเกาะไหล่ขย้ำคอมัน บางตัวห้อยอยู่ที่บั้นเอวไม่ยอมปล่อย ครั้นมันยกแขนขึ้นจึงเห็นชัด บนแขนแต่ละข้างนั้น มีหมาป่ากัดอยู่ถึงสามสี่ตัว แม้ถูกยกสูงลอยขึ้นกลางอากาศก็ยังไม่ยอมปล่อย
สิ่งนั้นไม่เพียงแต่ทนศาสตราวุธได้ หากยังมีพละกำลังมหาศาลเหนือพรรณนา
มันสะบัดแขนซ้ายอย่างแรง หมาป่าหลายตัวปลิวกระเด็นไปคนละทิศ
สะบัดแขนขวาอีกครั้ง หมาป่าก็ปลิวไปอีกฝั่ง
มีตัวหนึ่งถูกเหวี่ยงมาถึงหน้าบ้านที่อาจารย์และศิษย์ซ่อนตัวอยู่
หมาป่าตัวนั้นกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ แต่กลับไม่ร้องด้วยความเจ็บปวดแม้แต่น้อย กลับตั้งหลัก ลุกขึ้นเดินขากะเผลก แล้วพุ่งกลับไปอีกครั้งอย่างดื้อดึง
ขณะเดียวกัน ปีศาจก็ผายมือออก เตรียมอาละวาดเต็มที่
กรงเล็บแหลมคม ฟันเขี้ยวโค้งงอ กายเนื้อคงทน และแรงอันมหาศาล ทำให้มันกลายเป็นอสุรกายร้ายกาจยิ่งกว่าเดรัจฉาน มันเหวี่ยงกรงเล็บใส่หมาป่าอย่างไม่เลือกหน้า
บางตัวถูกฟาดจนศีรษะแตกกระจาย บางตัวถูกจับฉีกออกเป็นสองท่อน บางตัวกระโจนเข้าขย้ำกลับถูกมันคว้าไว้แล้วกัดขยี้จนกลายเป็นควันดำลอยหายไป แต่ถึงหมาป่าจะถูกสังหารไปทีละตัวสองตัว ก็ยังไม่ถอยหนี ยังคงพุ่งเข้าหาไม่หยุด บางครั้งรุมกันจนมันล้มลง กลิ้งบนพื้น แล้วก็มีหมาป่าตัวใหม่โถมเข้ามาแทนที่กระนั้นกลับยังไม่อาจทำอันตรายมันได้แม้แต่น้อย
ปีศาจคำรามลั่นอีกครั้ง ลุกขึ้นยืนสะบัดร่างอย่างเดือดดาล เหวี่ยงหมาป่าที่เกาะอยู่ออกไปรอบๆ
ทันใดนั้นฝูงหมาป่ากลับถอยกรูดพร้อมกัน อมนุษย์ตนนั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้นกลับมีเสือตัวใหญ่ยักษ์โผล่ขึ้นมา ขาหน้าของมันใหญ่โตเท่าหน้าคน กล้ามเนื้อขาก็หนากว่าขามนุษย์ มันยกอุ้งเท้าขึ้นสูงแล้วฟาดลงมาอย่างแรงราวภูผาถล่ม
ปีศาจนั้นถูกตะปบจนกระเด็นออกไปทันที!
เสือยักษ์ทำท่าจะพุ่งตามไปซ้ำ แต่ปีศาจร้ายกลับเบี่ยงตัวหลบ
ของเหลวสีดำพวยพุ่งออกมาจากปากปีศาจตนนั้น เป็นเส้นโค้งกลางอากาศเฉียดร่างพยัคฆ์ไปเล็กน้อย
ครั้นของเหลวนั้นตกลงสู่พื้น ก็เกิดเป็นควันดำลอยขึ้นพร้อมกลิ่นเหม็นเน่า
ก่อนที่มันจะพ่นอีกสายหนึ่งตามมา ดุจศรวารีทะลวงอากาศ แต่เสือนั้นว่องไวพอเหนือธรรมดา มันสะบัดตัวหลบอีกครั้ง ของเหลวสีมืดพุ่งลงพื้น พื้นดินถูกกัดกร่อน ตามมาด้วยควันดำที่พวยพุ่งขึ้นมาไม่ขาดสาย
ปีศาจนั้นเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง เห็นร่างเงาหนึ่งหมอบอยู่บนหลังคาหญ้าแฝก ถือธงผืนเล็กไว้ในมือ คงกำลังสังเกตการณ์และควบคุมการต่อสู้จากที่สูง
ปีศาจพ่นของเหลวอีกครั้ง คราวนี้มิใช่เป็นสาย หากเป็นละอองน้ำดำฟุ้งกระจายไปทั่ว
เสือยักษ์กระโจนถอยหลังไปหนึ่งก้าวใหญ่ เพียงก้าวเดียวก็ถอยออกไปกว่าหนึ่งจั้ง หลบละอองนั้นได้อย่างง่ายดาย
แต่หมาป่าที่อยู่รายรอบกลับไม่โชคดีอย่างมัน
ละอองของเหลวกระเด็นใส่หลายตัวที่กล้าเข้าประชิดก่อนหน้า ควันดำลอยออกมาจากร่างหมาป่าที่โดนละอองนั้น เนื้อหนังมังสาพลันละลายลง
“แย่แล้ว!”
แม่นางสามสีที่อยู่บนหลังคาอุทานเสียงหลง
ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสมุนผู้ภักดีของนางทั้งนั้น หากโดนของเหลวจากปีศาจย่อมสลายไป เท่ากับนางต้องเสียทหารในกองทัพไป นางย่อมรับไม่ได้
แม่นางสามสีรีบโบกธงในมือ
สายลมยามราตีพัดผ่านไป
หมาป่าทั้งลานพลันกลายเป็นควันดำ ลอยกลับเข้าสู่ธงผืนน้อยในมือของนาง
เมื่อควันสลายไป ลานกว้างที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยหมาป่านับไม่ถ้วนก็กลับว่างเปล่าในพริบตา เหลือเพียงเสือยักษ์ตัวเดียว
เสือยักษ์ไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย ก้มศีรษะลงต่ำ ดวงตาคมจ้องเขม็ง คอยย่างกรายไปอย่างระมัดระวัง วนรอบปีศาจตนนั้นทีละก้าวราวกับนักล่าคอยจังหวะ
แม่นางสามสีก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
มือขวาทำท่าบริกรรมคาถา เอ่ยปากพึมพำ ใบหน้าฉายแววเคร่งขรึม
“เทพแห่งขุนเขาโปรดออกมาช่วยข้า!”
ทันใดนั้นก็มีลำแสงสองสายพุ่งจากหลังคาไปยังกองหินไม่ไกลนัก
หินกองนั้นเริ่มกลิ้งเข้ามารวมกัน เพียงชั่วพริบตา หินนับสิบก้อนก็รวมตัวกันกลายเป็นยักษ์หินสองตน รูปร่างใหญ่โต แขนขากำยำ สูงกว่าอมนุษย์นั่นเล็กน้อย
“เทพแห่งขุนเขา…”
มู่อวิ๋นจื่อที่หลบอยู่ในกระท่อมถึงกับตะลึง
จากความรู้ที่มีอยู่ เขาแทบจะหลงนึกไปว่ายักษ์ที่นางอัญเชิญมาคือเทพแห่งขุนเขาจริงๆ เขาตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกสติคืนมาได้และนึกออกว่าตนเคยเห็นชื่อวิชา ‘ขุนพลหิน’ จากในตำรา
ทว่าก็แค่รู้ชื่อและคำอธิบายเท่านั้น ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน แต่ถึงกระนั้นเพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาอึ้งมากแล้ว
เขาพอเดาออกว่าธงอัญเชิญหมาป่าและเสือนั้นเป็นวิชามาร แต่วิชาขุนพลหินนั้นไม่ใช่ เป็นวิชาทางธรรมโดยแท้ ทั้งยังเป็นอาคมชั้นสูงและเก่าแก่ในลัทธิเต๋า
เขาได้แต่ครุ่นคิดทั้งที่ยังตะลึง
ผู้ใดบนเขาหยินหยางกันที่สั่งสอนแม่นางน้อยให้เก่งกาจถึงเพียงนี้
คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
แต่เขาไม่มีเวลาให้คิดอีกต่อไปแล้ว เพราะการต่อสู้กำลังดำเนินอยู่
เมื่อยักษ์หินทั้งสองประกอบร่างสมบูรณ์แล้ว เด็กหญิงบนหลังคาก็ชี้นิ้วสั่งการทันที
ยักษ์หินก้าวลงบนพื้นดังโครมคราม สะบัดแขนขาใหญ่โตไปมา พุ่งตรงเข้าใส่ปีศาจอย่างไม่ลังเล
ปีศาจพ่นของเหลวสีดำออกมาอีกครั้ง
ละอองของเหลวสาดกระเซ็นใส่ยักษ์หิน ควันดำลอยสูง กลิ่นเหม็นเหมือนศพเน่าคละคลุ้งไปทั่ว แต่ยักษ์หินกลับไม่หยุด ยังคงเดินฝ่าละอองพิษเข้าไปอย่างไม่หวั่นเกรง ยักษ์ตนหนึ่งเดินชนมันให้กระเด็นออกไป ก่อนที่อีกตัวจะตามไปสมทบด้วย ยกแขนหินใหญ่เท่าท่อนซุงขึ้นสูงเหนือหัว แล้วฟาดลงมาเต็มแรง
เสียงนั้นดังสนั่นไปทั่วหมู่บ้านยามรัตติกาล
ศิษย์อาจารย์ที่ซ่อนตัวอยู่และมือปราบที่คอยสอดส่องอยู่ไกลๆ ต่างมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
ราวกับได้เห็นองค์เทพลงมาปราบปีศาจด้วยตาตนเอง!