ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 340 ที่แท้ก็เป็นเด็กน้อยนี่เอง
กลางดึกในหมู่บ้านดอกท้อ เสียงอึกทึกกึกก้องดังสนั่นไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี
หลังจากปีศาจขยายร่างกายขึ้น ก็เห็นได้ชัดว่ามันฉลาดขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ถึงอย่างไรปัญญาของมันก็ยังเทียบคนไม่ได้
เมื่อเผชิญกับการโจมตีและการทุบกระหน่ำจากยักษ์หินทั้งสอง มันมักออกท่าทีทื่อๆ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า ของเหลวสีดำที่พ่นออกไปไม่อาจทำอันตรายต่อก้อนหินเหล่านั้นได้ จะปะทะก็เสียเปรียบ มันจึงยิ่งยืนงง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะถอยก็ไม่ได้ จะหลบก็ไม่รู้ทาง จึงได้แต่ยืนเหม่ออยู่กับที่ บางคราก็โจมตีกลับอย่างไม่มีทิศทาง หรือไม่ก็แค่พ่นน้ำดำออกไป
แรงของมันมิได้ด้อยไปกว่ายักษ์หิน เพียงแต่น้ำหนักตัวเบากว่ากันมาก เมื่อปะทะกันแต่ละครา จึงมักเป็นฝ่ายต้องกระเด็นออกไป
ร่างของมันแม้จะไม่แข็งเท่าหิน ทว่ากลับทนทานยิ่งกว่า ศาสตราวุธใดล้วนฟันแทงไม่เข้า อีกทั้งหนังยังเหนียวประหนึ่งหนังสัตว์เทวะ ยักษ์หินจึงไม่อาจทำลายมันลงได้ง่ายๆ ถึงจะทุบจนหัวบุบก็ไม่เป็นอะไร ครั้งแรกที่ปะทะกัน หัวของมันถูกทุบจนยุบไปแล้วครึ่ง ทว่ากลับไม่มีบาดแผลเลยด้วยซ้ำ
ส่วนเสือที่หมอบอยู่รอบนอกก็คอยซุ่มโจมตี แม้จะออกโรงไม่บ่อย แต่ทุกครั้งที่โจมตีล้วนถูกจังหวะพอดิบพอดี อีกทั้งเสือนั้นยังว่องไว มันวิ่งเร็วพอจะหลบของเหลวสีดำนั่นได้ จึงแทบไม่โดนละอองเลยแม้แต่หยดเดียว
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทว่าภายในเวลาสั้นๆ กลับดูเหมือนไม่มีใครเอาชนะใครได้
ไม่นานนัก ปีศาจนั้นก็ถูกยักษ์หินทุบจนร่างแหลกเละ ศีรษะบุบหายไปบางส่วน แขนซ้ายขาด ขาเริ่มกะเผลก ทว่าร่างของเทพแห่งขุนเขาทั้งสองก็เปรอะไปด้วยของเหลวสีดำ ฟองผุดขึ้นทั่วร่าง ควันดำพวยพุ่งส่งกลิ่นคาวคลุ้ง รูปร่างก็เล็กลงไปไม่น้อย
น้ำดำนั้นมิได้กัดกร่อนเพียงกาย ยังบั่นทอนพลังวิญญาณด้วย จึงทำให้สองเทพแห่งขุนเขาขยับเชื่องช้าลง กำลังที่มีก็ลดลงไปมาก อีกทั้งเนื้อหินก็เริ่มเปราะบาง บางครั้งปีศาจฟาดกรงเล็บเพียงครั้งเดียว เศษหินก็ร่วงกระจาย
มีเพียงเสือยักษ์ที่ไม่ระคายเลยแม้แต่น้อย
สามอาจารย์ศิษย์ในบ้านที่คอยจับตาดูอยู่ก็ทั้งสะใจทั้งร้อนใจ ส่วนมือปราบทั้งสองที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้า ก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมเหล่าผู้มากวิชาและจอมยุทธ์ถึงไม่อาจจัดการเจ้าสิ่งนี้ได้ คำร่ำลือที่เคยได้ยินคงมีแต่การอวดอ้างทั้งสิ้น หากไม่ใช่เพราะมันโง่และเคลื่อนไหวเชื่องช้า คนเหล่านั้นคงไม่มีชีวิตกลับมาแน่ และไม่น่าแปลกที่เมื่อทางการจะส่งคนมาปราบ มือปราบเก่าทั้งหลายถึงไม่กล้าอาสา
จนกระทั่งยักษ์หินตนหนึ่งฟาดแขนขนาดเท่ารอบเอวมนุษย์ออกไปด้วยแรงมหาศาล น้ำหนักนั้นคงไม่น้อยกว่าพันชั่งแน่ คราวนี้ยักษ์หินวาดแขนออกไปเต็มแรง กระแทกเข้าที่บั้นเอวของปีศาจอย่างจัง
แต่ทว่าคราวนี้กลับไม่สู้ดีนัก เพราะแรงกระแทกนั้นย้อนกลับมาเช่นกัน แขนหินของยักษ์แตกกระจายออกทันใด กลายเป็นก้อนหินร่วงกระแทกพื้นจนแตกละเอียด ไม่รู้ว่าหินแข็งเมื่อครู่ถูกของเหลวเหม็นคาวกัดกร่อนตั้งแต่เมื่อใด ถึงได้เปราะยิ่งนัก
ส่วนปีศาจที่ถูกฟาดปลิว ตกลงมาตรงหน้ากระท่อมที่แม่นางสามสีประจำอยู่ พอล้มลงไป หงายหน้าเงยขึ้น ก็สบตากับเด็กหญิงที่ชะโงกหน้าออกมาจากชายคาพอดี
ปีศาจส่งคำรามแล้วดีดตัวขึ้นในพริบตา!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันตระหนักได้ว่าเสือกับยักษ์หินนั้นล้วนอยู่ใต้อำนาจของนางหรือเพียงเพราะมันเห็นว่าเสือกับยักษ์เป็นสิ่งเทียมไร้วิญญาณ ต่างจากสิ่งมีชีวิตตรงหน้า ถึงได้เบนความสนใจทั้งหมดมาทางนี้ รีบลุกขึ้นแล้วถีบตัวพุ่งขึ้นสู่หลังคา
เมื่อสองปีก่อนตอนมันเพิ่งโผล่ออกจากดิน ยังปีนต้นไม้ไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กระโดดเพียงครั้งเดียว ก็เกี่ยวขอบชายคาไว้ได้อย่างง่ายดาย กรงเล็บจิกเข้าผืนไม้แน่น แล้วตะเกียกตะกายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
พริบตาเดียว มันก็ขึ้นมาถึงยอดหลังคาแล้ว
ปีศาจคำรามก้อง แผ่แขนออกทั้งสองข้าง นิ้วทั้งห้าคล้ายกรงเล็บเหล็ก แหวกอากาศพุ่งเข้าหาเด็กหญิงตรงหน้า
รวดเร็วและรุนแรงจนแทบมองไม่ทัน สามอาจารย์ศิษย์ในบ้านเบิกตากว้างพร้อมกัน
“แย่แล้ว!”
มู่อวิ๋นจื่อสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม ก่อนจะเบนสายตาออกจากช่องหน้าต่างไป
ครั้นมองกลับมาก็เห็นว่าศิษย์ทั้งสองกำลังมองมาทางตน
“อัญเชิญเทพเจ้าสายฟ้าออกมาเร็วเข้า!”
“ขอรับ!”
สองศิษย์ตอบรับทันที รีบตรงไปข้างหลังทันที
ในห้องมีแท่นบวงสรวงเตรียมไว้พร้อมแล้ว ทั้งเครื่องหอม เทียน และเครื่องสักการะ ทุกอย่างครบถ้วน ศิษย์คนหนึ่งจุดธูป อีกคนจุดเทียน แล้วส่งต่อให้มู่อวิ๋นจื่อ
มู่อวิ๋นจื่อยืนกลางแท่น สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่
การอัญเชิญเทพนั้นมิใช่เรื่องเล็ก จำต้องมีใจตั้งมั่น แม้ยามนี้จะคับขันเพียงใด ก็เร่งร้อนไม่ได้ โชคดีที่มู่อวิ๋นจื่อผ่านการบูชาทวยเทพมานานนัก โดยเฉพาะท่านโจวเหลยกงผู้เป็นจ้าวอัสนี เมื่อมั่นใจว่าตนทำถูกจารีตย่อมอัญเชิญได้แน่นอน แม้ข้ามบางขั้นตอนก็ไม่เป็นไร เมื่อแน่ใจในผลแล้ว ใจจึงนิ่งลงได้
“ข้ามู่อวิ๋นจื่อ แห่อารามชิงเซียว อำเภอตงเหอ แคว้นอั๋งโจว ขออัญเชิญจ้าวอัสนีแห่งเมืองเร้นลับสวรรค์ทั้งเก้า ขณะนี้ที่หมู่บ้านดอกท้อ เมืองฉางจิง มีปีศาจชั่วร้ายอาละวาด คอยจับมนุษย์ไปกิน ขอท่านเทพโปรดลงมาปราบมันด้วยเถิด!”
“ขออัญเชิญจ้าวอัสนีแห่งเมืองเร้นลับสวรรค์ทั้งเก้า…”
ท่องคาถาซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ
คนในบ้านไม่อาจเห็นเหตุการณ์ด้านนอกอีกต่อไป
ปีศาจเหวี่ยงแขนขวาออกก่อน
แต่เด็กหญิงที่ยืนตรงหน้ากลับแค่เอนตัวหลบเล็กน้อย พร้อมกับแหงนศีรษะเล็กๆ กรงเล็บฉับไวนั้นก็ฟาดผ่านไปอย่างเฉียดฉิว แขนซ้ายที่ฟาดตามมาก็พลาดเป้าเช่นกัน
สองมือปราบในพงหญ้าแทบมองตามไม่ทัน แม้แต่ทิศทางการหลบของแม่นางสามสีก็มองไม่ทัน เพียงรู้สึกว่าปีศาจปีนขึ้นหลังคามาเหวี่ยงกรงเล็บใส่อากาศเท่านั้น
ดีที่เจ้าสิ่งนั้นโง่เขลา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันส่งเสียงคำรามลั่นอีกทีแล้วกระโจนพุ่งเข้าใส่ตรงหน้า
แต่แม่นางสามสีกลับย่อตัวลงแล้วดีดปลายเท้าขึ้น
ฟึ่บ!
เด็กหญิงตัวน้อยกระโดดขึ้นอย่างคล่องแคล่วดุจแมว ปลายเท้าจรดลงบนหลังคาอย่างแผ่วเบา นางยืนนิ่งมั่นคง ไร้ซึ่งความร้อนรนใดๆ ขณะเดียวกันก็เอียงศีรษะมองปีศาจตรงหน้า
ปีศาจคำรามแล้วพุ่งเข้าหานางอีกครั้ง
หลังต่อสู้กับยักษ์หินทั้งสองมาเนิ่นนาน มันก็อ่อนแรงลงมาก ความว่องไวไม่อาจเทียบกับเมื่อครู่ได้เลย การเหยียบย่ำบนหลังคาที่แสนบางเบาทำให้มันเสียหลักอยู่บ่อยครั้ง บ้านหลังเล็กไม่อาจรับน้ำหนักมหาศาลนั้นได้ พื้นหลังคายุบตัวลงเป็นระยะ ยิ่งทำให้ท่าทางของมันดูเชื่องช้าเข้าไปใหญ่
เด็กหญิงสูดลมหายใจลึก
“ฟู่!”
พรึ่บ…
เปลวเพลิงพลันพวยพุ่งขึ้นมา สาดส่องไปทั่วม่านรัตติกาลจนสว่างไสวดุจตอนกลางวัน พื้นที่โล่งเบื้องล่างพลันสว่างจ้า แม้แต่อาจารย์ศิษย์ที่กำลังประกอบพิธีบวงสรวงอยู่ในบ้าน ก็ยังเห็นแสงไฟสะท้อนบนหน้าต่างอย่างชัดเจน
ลุกลามไปตามยอดหญ้าบนหลังคา หญ้ายังไม่ทันติดไฟก็กลายเป็นสีแดงฉานแล้ว ไม่นานนักก็กลายเป็นสีดำแดง ลามลงไปถึงคานไม้ด้านล่างซึ่งกลืนไปกับเปลวเพลิงแล้ว
ปีศาจดิ้นพล่านอยู่ในกองไฟอย่างบ้าคลั่ง
ครืน!
หลังคาพังครืนลง ปีศาจก็ตกลงไปเบื้องล่างทันที
แต่แม่นางสามสีกลับยังยืนอยู่บนคานกลางหลังคา ก้มลงมองด้วยสายตาแน่วแน่ เฝ้าจับตามันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้นบริกรรมคาถา ถอนอาคมให้ยักษ์หินสภาพสะบักสะบอมทั้งสองตน แล้วรวบรวมพลังเรียกพวกมันขึ้นจากกองหินใหม่อีกครั้ง
ปีศาจวิ่งพรวดออกมาจากกองเพลิง ร่างกายไหม้เกรียม ครั้งนี้มันไม่คิดจะสู้ต่อแล้ว เอาแต่หันหลังพยายามจะหนีไปให้ไกล
หากมันคิดหนีตั้งแต่แรก บางทีอาจยังพอรอดได้ ทว่าบัดนี้แขนขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังถูกเผาไปทั้งตัว เดินแทบไม่ไหวแล้ว จะหนีเสือยังว่ายาก ไฉนเลยจะหนีจากยักษ์หินสองตนนี้ได้
เสือและยักษ์หินจึงพุ่งเข้าใส่มันทันที
แม่นางสามสีวิ่งไปบนสันหลังคาอย่างคล่องแคล่ว ฝีเท้าเบาราวนกนางแอ่น พอถึงขอบหลังคาก็กระโดดลงมา แล้วรีบวิ่งตามไป
ไม่รู้ว่าเสียงฟ้าร้องเริ่มดังขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ปีศาจที่กำลังหนีอยู่ก็ยิ่งตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแวบหนึ่ง ก่อนจะวิ่งไล่ตามมันไป
ราวกับปล่อยให้การล่าดำเนินไปช้าๆ
หากนางใช้พลังเต็มที่ ปีศาจตนนั้นคงตายไปนานแล้ว หรือไม่ก็หนีหายไปตั้งแต่แรก ทว่ามันกลับเลือกที่จะค่อยๆ โจมตี
ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางค่อยๆ วิ่งตามไป ปล่อยให้เสือวิ่งเข้าตะครุบและปล่อยให้ยักษ์หินเข้าโจมตี
จนกระทั่งปีศาจหมดเรี่ยวแรงวิ่งไม่ไหวอีกต่อไป แม่นางสามสีจึงสั่งให้ยักษ์หินทั้งสองกดร่างมันไว้ นางเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้ววิ่งเข้าไปใกล้ปีศาจ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นไฟออกมา
“ฟู่…”
เพลิงศักดิ์สิทธิ์ลุกโชนต่อเนื่อง จนกระทั่งร่างนั้นสลายกลายเป็นเถ้าธุลี
ครืน!
เห็นร่างอวตารปรากฏขึ้นกลางฟากฟ้า รัศมีแห่งจ้าวอัสนีห่อหุ้มกายทิพย์ เปล่งประกายเจิดจ้า แววตาดุดันก็กำลังจ้องมองลงมายังพื้นเบื้องล่าง
ข้างล่างนั้นเหลือเพียงกองถ่านดำกองหนึ่ง
มีเพียงปราณปีศาจเจืออยู่ในอากาศ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เห็นร่องรอยของมันแล้ว
มู่อวิ๋นจื่อมัวแต่ตะลึงงัน แม้เขาจะบูชาเทพเจ้ามานาน แต่นี่กลับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นร่างอวตารของเทพกับตาตนเอง แต่ยังไม่ทันได้กล่าวแสดงความเคารพ ก็ได้ยินเสียงดังกังวานจากเบื้องบน
“ที่แท้ก็เป็นเด็กน้อยนี่เอง…”
เสียงนั้นดังก้องไปทั่ว ดั่งเสียงฟ้าคำรนสะท้านฟ้าดิน
เด็กหญิงหดคอลง สีหน้าฉายแววหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ที่แท้ก็เป็นผู้ใหญ่นี่เอง……”
นางกล่าวเสียงแผ่ว ทว่าชัดถ้อยชัดคำ
“กล้าไม่เบานี่…”
“กล้าไม่เบานี่…”
“เหตุใดเจ้าจึงพูดตามข้า”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน!”
“เจ้าเรียกข้ามาหรือ”
“ไม่ใช่ข้า!”
“แล้วปีศาจอยู่ไหน”
“ข้าเผามันไปแล้ว!”
“แล้วนักพรตซ่งเล่า”
“อยู่ที่บ้านในเมืองฉางจิงน่ะ!”
“แล้วบนยอดเขานั่นใครเล่า”
“ยอดเขา?”
ครืน!
ท้องนภาพลันสว่างไสวขึ้นในพริบตา
โจวเหลยกงก็หายวับไปทันที
“หือ”
แม่นางสามสีเบิกตากว้างด้วยความงุนงง หันมองซ้ายขวา ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร แล้วเหตุใดจึงจากไปกะทันหันเช่นนั้น ได้แต่มองตามทิศที่เขาเหลียวมองเมื่อครู่ ทว่ามันกลับไกลเสียจนมองไม่เห็นสิ่งใด สุดท้ายทำได้เพียงหันกลับมาถอนหายใจ
“ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย…”
เด็กหญิงพึมพำเบาๆ
จนถึงตอนนั้นเอง มู่อวิ๋นจื่อกับศิษย์ทั้งสองก็รีบวิ่งเข้ามา พอเห็นกองถ่านดำที่พื้นก็ก้มมองแล้วหันมาสบตาเด็กหญิงอีกครั้ง สีหน้ายิ่งฉายแววนอบน้อม
“ยินดีกับสหายบำเพ็ญน้อยที่ขับไล่ปีศาจสำเร็จ นับเป็นคุณูปการมหาศาล!”
“ยินดีด้วย!”
“ช่างน่าทึ่ง แม้จะอายุน้อยแต่กลับมีฝีมือล้ำเลิศ คงสืบทอดวิชามาจากสำนักอันสูงส่งเป็นแน่!”
“ใช่แล้ว!”
“ถึงขั้นรู้จักกับท่านโจวเหลยกงเลยหรือ”
“ก็ถูกแล้วอีก!”
แม่นางสามสีขมวดคิ้วเล็กน้อย นางบอกไปตั้งแต่แรกแล้วว่ารู้จัก ทำไมพวกเขาถึงยังถามอีก แต่สิ่งที่ทำให้นางสงสัยยิ่งกว่าคือ
“แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงยังอัญเชิญเขามาอีก”
“ข้าเห็นผีดิบตนนั้นต่อสู้กับหมาป่า เสือ และยักษ์หินที่สหายบำเพ็ญน้อยเรียกออกมาอยู่เนิ่นนาน ยากจะตัดสินแพ้ชนะ แต่มันกลับเห็นสหายบำเพ็ญน้อยบนหลังคา ข้ากลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้น จึงอัญเชิญเทพเจ้าสายฟ้าลงมาจุติ!”
“แม่นางสามสีแค่อยากดูฝีมือของมันต่างหาก”
“ข้าเห็นว่าสู้กันนานแล้วยังไม่รู้ผลสักที ข้าจึง…”
“แม่นางสามสีอยากดูนานกว่านี้”
“แน่นอนๆ” มู่อวิ๋นจื่อปาดเหงื่อ “แม่นางสามสีอายุยังน้อย แต่กลับรอบคอบและมีฝีมือสูงส่งถึงเพียงนี้ ข้านับถือจริงๆ”
“แน่นอน!”
เด็กหญิงกล่าวพลางก้มตัวลง แล้วใช้ปลายเท้าเขี่ยกองเถ้าดำที่พื้น
ทั้งสามมองตามเท้าของนาง
ปีศาจถูกเผาจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้แล้ว เหลือเพียงกองเถ้าสีดำรูปร่างคล้ายมนุษย์ เด็กหญิงเพียงใช้เท้าเขี่ยเบาๆ กองขี้เถ้าก็กระจายออก เผยให้เห็นโครงกระดูกสีขาวตัดกับสีสันยามราตรีที่ยังหลงเหลืออยู่บางส่วน
ไม่นานมือปราบทั้งสองก็ตามมาถึง
เมื่อเห็นว่าปีศาจถูกกำจัดลง และจากที่ได้ฟังเสียงการต่อสู้เมื่อครู่ ก็พอเข้าใจได้ว่ามันถูกปราบอย่างไร พวกเขาจึงไม่กล้าดูแคลนเด็กหญิงแม้แต่น้อย ต่างพากันกล่าวสรรเสริญยกใหญ่
แม่นางสามสีได้ฟังแล้วก็รู้สึกปลาบปลื้ม ทว่าสายตายังคงเหลือบมองไปยังภูเขาไกลโพ้น พร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
……………