ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 341 เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นตัวหนึ่งโผบินมาจากหลังคาเรือนหลังหนึ่ง แล้วร่อนลงบนกิ่งไม้ที่อยู่ห่างจากกลุ่มคนไม่ใกล้ไม่ไกล
“ทำไมมีนกอยู่ที่นี่”
“เหมือนจะเป็นนกนางแอ่นนะ!”
“กลางฤดูหนาวอย่างนี้ จะมีนกนางแอ่นได้อย่างไร”
“หรือว่าจะเป็นปีศาจ”
“นกตัวนี้เหมือนจะตามเรามาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้วนะ ตั้งแต่ออกจากฉางจิงก็ตามมาด้วยตลอดเลย” มู่อวิ๋นจื่อเว้นไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองเด็กหญิงตัวน้อย “ขอถามหน่อยเถิด สหายบำเพ็ญน้อยรู้จักนกตัวนี้หรือไม่”
“นั่นนกของข้าเอง!”
แม่นางสามสีตอบเสียงใสเจื้อยแจ้ว
“ข้าคือนกนางแอ่นแห่งอันชิง หาใช่ปีศาจอสูรไม่ ขอท่านทั้งหลายอย่าได้หวาดกลัวไปเลย” นกบนกิ่งไม้เอ่ยขึ้นมาเองอย่างชัดถ้อยชัดคำ
ครั้นทุกคนได้ยินนกพูด ทั้งยังเป็นยามค่ำคืน ก็พากันตกตะลึงไม่น้อย มีเพียงมู่อวิ๋นจื่อที่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อ “นกนางแอ่นแห่งอันชิง เป็นนกนางแอ่นในตระกูลเยี่ยนเซียนใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นทายาทของเยี่ยนเซียน”
มู่อวิ๋นจื่อเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
‘เทพผู้ปลดเปลื้องทุกข์ภัยแห่งอันชิง’ เป็นเทพองค์ใหม่ที่ได้รับแต่งตั้งเมื่อสองปีก่อน ด้วยบุญญาธิการมหาศาลจึงได้ขึ้นเป็นเทพผู้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ปัจจุบันเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วสารทิศ ในหมู่อารามเต๋าทั่วแผ่นดิน ล้วนมีชื่อของท่านปรากฏอยู่ในบทสนทนายามจิบชา เล่ากันว่าท่านมีบำเพ็ญเพียรมานับพันปี ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นเทพ และเพียงไม่นานก็บังเกิดแรงศรัทธามหาศาล ดูจากบุญบารมีแล้ว นับจากนี้ชื่อเสียงของท่านคงรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไม่หยุด
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังเป็นเทพบนวิมานสวรรค์อีกด้วย เป็นเทพที่ไม่ว่าอารามใดก็ล้วนบูชา
“ไม่ใช่สักหน่อย”
“แม่นางสามสีคอยออกท่องใต้หล้าไปกับคุณชายซ่ง เรียนรู้วิชาอาคมต่างๆ ส่วนข้า…ก็แค่คอยชี้เส้นทางหาแหล่งน้ำให้คุณชายเท่านั้น” นกนางแอ่นกล่าวเสียงแผ่ว ไม่กล้าเสียมารยาท จากนั้นก็หันไปมองแม่นางสามสีอีกครั้ง “ในเมื่อแม่นางสามสีจัดการปีศาจได้แล้ว ข้าก็ควรกลับไปแจ้งข่าวให้คุณชายทราบว่า เจ้าปลอดภัยดี”
“ไปเถิด กลับไปบอกเขาได้เลย”
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นโผปีกบินขึ้นฟ้า
ทุกคนเงยหน้ามองตาม เห็นเพียงเงาร่างเล็กๆ ภายใต้แสงจันทร์ที่ขับเมฆให้สว่างจ้า นกตัวนั้นกลายเป็นเพียงจุดเล็กในท้องฟ้า ค่อยๆ ลับหายไปในความเวิ้งว้าง
แม่นางสามสีเฝ้ามองจนสุดสายตา แต่คิ้วบางของนางกลับค่อยๆ ขมวดแน่นขึ้น
“สหายบำเพ็ญน้อย…บัดนี้อสูรถูกปราบสิ้นแล้ว ล้วนเป็นเพราะฝีมือของเจ้า ข้าช่วยได้ไม่เท่าไร ข้าคิดว่าควรมอบเงินที่ชาวบ้านรวบรวมมาเป็นค่าสินน้ำใจให้เจ้าทั้งหมด”
เสียงนั้นดึงนางให้หลุดจากห้วงความคิด
เด็กหญิงหันขวับกลับมาทันที
“จริงหรือ”
“ตามหลักแล้วควรเป็นเช่นนั้น”
“ตามหลักแล้ว!”
นางพยักหน้าหนักแน่น
มู่อวิ๋นจื่อหัวเราะเบาๆ ดูเหมือนจะชินกับท่าทางพูดจาตรงไปตรงมาของนางแล้ว “แต่ถึงอสูรถูกปราบแล้ว ตอนนี้ก็ยังเป็นยามดึก พรุ่งนี้ยังต้องแจ้งข่าวแก่ชาวบ้านอยู่ เจ้าหาที่พักสักแห่ง พักผ่อนสักคืนเถิด”
“หาที่พัก…พักสักคืน…”
แม่นางสามสีพึมพำตามเขา คิ้วที่เพิ่งคลายเมื่อครู่กลับขมวดขึ้นอีกครั้ง นางเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
“มีอะไรหรือ”
“จะกลับตอนนี้หรือ”
“ใช่แล้ว! นักพรตรออยู่ที่บ้าน! ไม่มีข้าเขาอยู่ไม่ได้แน่!”
“แต่ตอนนี้ดึกแล้ว…”
“แม่นางสามสีมองเห็นทาง!”
“เส้นทางไกลถึงเพียงนั้น…”
“แม่นางสามสีหาทางกลับได้!”
“เอ่อ…”
“พวกท่านพักในหมู่บ้านนี่เถิด พรุ่งนี้เช้าแจ้งข่าวชาวบ้านให้รู้ ส่วนข้าจะกลับทางเดิม พอรุ่งเช้าก็ถึงฉางจิงแล้ว อย่าลืมเอาเงินมาให้พวกข้าด้วยล่ะ” เด็กหญิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่เนื้อหากลับไม่ต่างจากที่มู่อวิ๋นจื่อพูดเมื่อครู่เลย
มู่อวิ๋นจื่อหันไปมองพวกเจ้าหน้าที่ทางการทั้งสอง ต่างจ้องหน้ากันเงียบๆ ก่อนถอนหายใจ
“ก็ได้…งั้นขอให้แม่นางสามสีเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
“อืม”
เด็กหญิงอุ้มไก่เดินออกจากหมู่บ้านไปตามเส้นทางที่จำไว้ ตั้งใจจะกลับไปยังฉางจิง
คืนนี้พระจันทร์ส่องสว่างนัก สาดแสงทั่วนภา ทั้งเนินเขาเบื้องหน้า หมู่บ้านเบื้องหลัง หรือแม้แต่หนทางที่มีต้นไม้ใบหญ้าเรียงรายสองข้างล้วนแจ่มชัด เด็กหญิงแม้ตัวเล็ก แต่กลับเดินทางเพียงลำพังในยามดึกโดยไม่รู้จักหวั่นกลัวเลยสักนิด นางอุ้มไก่ไว้แน่นแล้วก้าวไปทีละก้าวจนลับหายไปในความเงียบสงัด
แต่เดินไปได้ครู่หนึ่ง นางกลับหยุดชะงัก หันศีรษะไปมองภูเขาอีกฟากหนึ่ง
คิ้วเรียวขมวดเป็นปมราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง ความสงสัยเริ่มกัดกินหัวใจ รู้สึกคันยุบยิบเหมือนถูกกรงเล็บแมวเกา
อีกด้านหนึ่งของภูเขาตรงข้ามกับหมู่บ้านดอกท้อ โจวเหลยกงยืนอยู่กลางอากาศ แผ่รัศมีเทพออกมารอบกาย สายตาเย็นชาเพ่งมองนักพรตเบื้องล่าง
“ทายาทอารามฝูหลง เหตุใดเจ้าถึงมาทำอะไรลับๆ ล่อๆ อยู่ที่นี่”
“ท่านโจวเหลยกง” นักพรตเงยหน้าขึ้นมองฟ้า “ยินดีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นจ้าวอัสนี”
“เจ้าช่างไม่ถ่อมตัวเลยนะ”
“ท่านลงมาคุยกันดีๆ เถิด ยืนอยู่บนฟ้าเช่นนั้นจะสะดุดตาเกินไป”
“ทำไมหรือ เจ้ากลัวคนอื่นเห็นว่าตนเองอยู่ที่นี่หรือ”
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวถอนหายใจเบาๆ เขารู้สึกจนใจเหลือเกิน ทำได้เพียงประสานมือคารวะ “ข้าไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไปแล้ว แมวน้อยของข้ารับงานมาจากทางการให้มาปราบปีศาจบนเขาแห่งนี้ นางดื้อรั้นนัก ทำอย่างไรก็ไม่ยอม ข้าก็เลย…”
“น่าสนใจดีนี่”
โจวเหลยกงแค่นหัวเราะ ร่างของเขาไปโผล่ที่อีกฝั่ง แม้ยังไม่ลงถึงพื้น แต่ก็ลดระดับลงจนต่ำกว่าเดิมมาก ด้านนี้อยู่คนละฝั่งกับหมู่บ้านดอกท้อ ย่อมไม่มีใครมองเห็นเขาแน่
“จะว่าไป ข้าเองก็มีเรื่องอยากรบกวนท่านอยู่พอดี”
“ว่ามา”
“ก่อนหน้านี้ข้าพเนจรอยู่ทางเหนือ เห็นปีศาจเข้ามาแทรกแซงศึกระหว่างมนุษย์ ช่วยเหลือพวกชาวแดนเหนือ จึงออกมือปราบมัน ในศึกครั้งสุดท้าย จอมมารอาศัยฤกษ์ฟ้าดิน ดลบันดาลน้ำท่วม แสดงให้เห็นว่าควบคุมน้ำได้ และของวิเศษที่มันใช้ก็คือกริชเล่มหนึ่ง เรียกว่า ‘ดาบสะบั้นวารี‘” ซ่งโหยวเอ่ยเสียงเรียบ “หลังข้าปราบมันได้ ก็เก็บดาบเล่มนั้นกลับมาด้วย รูปทรงไม่เหมือนอาวุธของชาวแดนเหนือ กลับคล้ายของชาวจงหยวนเสียมากกว่า จึงเกิดความสงสัย อยากรบกวนท่านช่วยตรวจสอบให้หน่อย”
โจวเหลยกงฟังช่วงแรกยังนึกว่าเขาจะมากล่าวโทษเทพอีกตามเคย พอฟังถึงกลางเรื่องจึงโล่งใจ แต่พอได้ยินตอนท้ายกลับขมวดคิ้วลงอีกครั้ง
“ดาบสะบั้นวารีหรือ”
“ใช่ พวกมันเรียกกันเช่นนั้น”
“เจ้าสงสัยว่ามันมาจากต้าเยี่ยนหรือ”
“ไม่เพียงเท่านั้น ดาบสะบั้นวารีเล่มนี้ไม่ธรรมดา หากฤกษ์ฟ้าดินเป็นใจ จะสร้างคลื่นยักษ์กลางทะเลสาบได้ พลังมหาศาลยากจะคาดคิด ข้าดูแล้วคิดว่าอาวุธธรรมดาคงไม่อาจทำเช่นนี้ได้”
“เจ้าสงสัยว่าเป็นศาสตราเทพหรือ”
สายตาของโจวเหลยกงวูบไหวอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมเล่า “หลายปีก่อน ในแผ่นดินจงหยวน มีเทพวารีและเทพประจำแม่น้ำกลุ่มหนึ่งถ่ายพลังเทพลงในอาวุธได้ ครานั้นจักรพรรดิแดนปุถุชนก็ชอบทำเช่นนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนตนเอง ข้าคล้ายเคยได้ยินเรื่องราวของเทพประจำแม่น้ำองค์หนึ่ง ที่เลือกกริชเป็นศาสตราเทพ”
“ไม่ทราบว่าเป็นองค์ใด”
“เป็นเรื่องเมื่อสักพันปีที่แล้ว ข้าก็ได้ยินคนอื่นเล่าผ่านๆ จำไม่ค่อยได้หรอก อีกทั้งเรื่องนี้สำคัญยิ่ง จึงต้องกลับไปตรวจสอบให้ละเอียด”
“มีเหตุผล”
ชัดเจนว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
เทพเจ้าเข้ามาแทรกแซงศึกสงครามของมนุษย์ก็ไม่ถูกแล้ว หากเป็นชาวต้าเยี่ยนแล้วทรยศต่อแผ่นดินยิ่งไม่ควร แต่หากแท้จริงแล้วดาบสะบั้นวารีจากเทพเจ้าในต้าเยี่ยน ก็หมายความว่ามีเทพคอยหนุนหลังช่วยศัตรู สนับสนุนให้พวกชาวแดนเหนือบุกมาสังหารกำลังและราษฎรต้าเยี่ยน ซึ่งเป็นเรื่องยอมไม่ได้ ยิ่งต้องสืบสวนเบื้องหลังของเรื่องนี้
ดังนั้นโจวเหลยกงจึงดูเอาจริงเอาจังยิ่งนัก
“แล้วดาบสะบั้นวารีอยู่ที่ไหน”
“ข้าให้เจ้าแมวไปแล้ว ตอนนี้อยู่กับนาง”
“เจ้าหมายความว่า…”
“วันนี้ยังไม่สะดวก”
“คนจากอารามฝูหลงเป็นแบบเจ้าทุกคนไหม”
“แต่ละคนล้วนมีข้อบกพร่องต่างกัน”
“แต่ข้าคงต้องขอนำไปตรวจสอบ จะได้ยืนยันว่าแท้จริงแล้วเป็นของเทพในจงหยวนหรือไม่”
“อีกไม่กี่วัน ท่านค่อยมาที่ถนนหลิวซู่ ในเมืองฝั่งตะวันตกก็แล้วกัน”
“…”
โจวเหลยกงไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงหันหน้าหนีไปอีกทาง
“…”
นักพรตยังคงมีหน้าสงบนิ่ง “แม่นางสามสีมาแล้วหรือ ข้าก็กำลังจะไปหาพอดี”
“…”
เด็กหญิงตัวน้อยไม่พูด เพียงก้าวเดินมาหา
นางค่อยๆ เดินมาหยุดอยู่ข้างนักพรต กอดไก่ในอ้อมแขนที่กำลังจะลื่นตกลงไปไว้แน่น จากนั้นจึงยื่นมือเข้าไปล้วงหากริชที่ว่าในย่าม แล้วยื่นให้นักพรตไป
“แม่นางสามสีได้ยินทุกอย่างแล้วสินะ” ซ่งโหยวรับกริชไว้ “ขอบคุณแม่นางสามสีมากนะ”
“…”
เด็กหญิงยังคงไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าเท่านั้น
ใบหน้าขาวใสเผยแววจริงจัง
นักพรตพลันโยนดาบสะบั้นวารีขึ้นฟ้า
ครืน!
เปรี๊ยะ…
สายฟ้าฟาดลงมา แต่ไม่กระจายออก เพราะถูกกริชเล่มนั้นต้านไว้ค้างกลางอากาศ ก่อนจะลอยไปอยู่ในมือโจวเหลยกง
โจวเหลยกงมองต่ำพร้อมขมวดคิ้วแน่น
จริงๆ แล้วเขาไม่ค่อยรู้เรื่องราวในแดนเหนือนัก แยกความแตกต่างของอาวุธไม่ได้ แต่เพราะเป็นเทพ เพียงสัมผัสก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่อาวุธธรรมดา พลังควบคุมน้ำนั้นล้วนเป็นของเทพเทวาทั้งสิ้น น่าเสียดายที่ศาสตราเทพชิ้นนี้เก่าแก่เกินไปแล้ว คงเปลี่ยนผู้ถือครองมาหลายครั้ง หากเป็นผลงานของเทพยุคปัจจุบัน แค่แตะก็รู้แล้วว่าเป็นเทพองค์ใด
โจวเหลยกงหันมามองซ่งโหยว
“เจ้าอยากรู้อะไร”
“ข้าเพียงสงสัยแหล่งกำเนิด อยากรู้ว่ามันตกไปอยู่ในมือจอมมารแดนเหนือได้อย่างไร”
“ข้าช่วยได้แค่เอาไปตรวจสอบ แต่เทพองค์นั้นคงล่วงลับไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าจะหาตัวเจ้าของเดิมเจอหรือไม่” โจวเหลยกงกล่าว “ตรวจสอบแล้วจะคืนให้เจ้า”
“ข้าไป…”
โจวเหลยกงยังพูดไม่ทันจบประโยคก็ชะงักไป เพียงมองหน้านักพรต มองซ้ายแลขวาแล้วหรี่ตาลง “ธูปของข้าล่ะ”
“ท่านนี่ขี้หลงขี้ลืมเสียจริง” ซ่งโหยวคำนับ “ครั้งนี้ผู้ที่อัญเชิญท่านมาคือนักพรตจากอารามชิงเซียว อำเภอตงเหอต่างหาก ไม่ใช่ข้าเสียหน่อย อีกทั้งข้าเองก็ไม่รู้ว่านักพรตผู้นั้นจะเรียกท่านมา เพียงบังเอิญเจอท่านที่นี่เท่านั้น ข้าจะรู้ล่วงหน้าแล้วเตรียมธูปมาให้ท่านได้อย่างไร”
“…”
ก็มีเหตุผล
โจวเหลยกงพยักหน้า
“ครั้งหน้าแล้วกัน”
ครืน!
สายฟ้าผ่าลงมา ท้องนภาพลันสว่างไสว เพียงครู่เดียวก็มองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากแสง ครั้นหายแยงตาก็ไม่เห็นร่างของโจวเหลยกงแล้ว
“ฮ่าฮ่า…”
นักพรตหัวเราะแห้ง ก่อนจะหันไปมองเด็กหญิงตัวน้อย ยื่นมือไปลูบหน้าผากของนางแล้ววางมือลงบนหลัง พานางเดินลงเขาไป
“แม่นางสามสีเอาไก่มาจากไหนกัน”
“ข้าเอาหนูไปแลก”
เด็กหญิงตอบไปตามตรง ระหว่างนั้นก็เดินลงเขาไป
คืนพระจันทร์เต็มดวง แสงสีขาวนวลส่องกระทบสรรพสิ่ง โลกทั้งใบถูกย้อมด้วยสีเงิน นักพรตวางมือบนไหล่ของเด็กหญิงตัวน้อย ทั้งสองเดินลงเขาไปพร้อมกัน แม้จะดูโดดเดี่ยว แต่แท้จริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น