ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 342 การพบพานที่มุมตรอก
จันทราสุกสกาวจนมองเห็นสีสันของต้นไม้ใบหญ้ารอบด้าน ทางดินท่ามกลางหุบเขายามดึกสงัดไร้ซึ่งตึกรามสูงใหญ่ ปราศจากแสงสีนีออน มีเพียงแสงจันทร์เบื้องบนที่คอยมอบแสงสว่างให้โลกใบนี้ ร่างเงาทั้งสองเคลื่อนไปตามทางนั้น ไม่ทันไรไก่ตัวนั้นก็มาอยู่ในมือนักพรตเสียแล้ว ส่วนเด็กน้อยก็กลายร่างเป็นแมวน้อย คอยวิ่งเหยาะๆ อยู่เคียงข้างนักพรตบนถนนหลวง ดอกอ้อขาวทั้งสองข้างทางบานสะพรั่ง ราวกับกำลังก้าวสู่แดนฝัน
แต่ถึงกระนั้นแมวสามสีก็ยังอดถามขึ้นไม่ได้ “นักพรตเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
“ข้าเดินมา”
“แล้วทำไมเจ้าต้องตามแม่นางสามสีมาด้วย”
“แม่นางสามสีก็รู้ ข้าชอบชมเรื่องสนุกสนาน ครานี้แม่นางสามสีออกปราบปีศาจเป็นครั้งแรก ต่อสู้กับผีดิบตนนั้นอย่างดุเดือด ย่อมวิเศษวิโสนัก จึงอดใจตามมาดูให้เห็นกับตาไม่ได้”
“นักพรตห้ามโกหกนะ!”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“แล้วได้ดูหรือไม่”
“ก็พอมองเห็นอยู่บ้าง ทว่าคงไม่ใกล้เท่ากับห้าคนนั้นหรอก คิดว่าพวกเขาคงได้ดูจนจุใจไม่น้อยทีเดียว” ซ่งโหยวกล่าว
“พอมองเห็นอยู่บ้าง!”
“ก็นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว!”
“เปิดหูเปิดตา!”
“ใช่ เปิดหูเปิดตา นับเป็นบุญตายิ่งนัก!”
“แล้วเหตุใดเจ้าไม่เข้าไปดูให้ใกล้กว่านั้นเล่า”
“ก็เพราะแม่นางสามสีนั่นแล”
“แม่นางสามสี?”
แมวน้อยเดินกระดิกหู แม้นางจะก้มศีรษะลง แต่ก็มิวายจะแหงนมองเขาด้วยความสงสัยจับใจ
แมวสามสีตาแข็งขึ้นมาทันใด
นึกไม่ถึงเลยว่านักพรตจะจับได้!
นางรีบเบือนหน้าหนี ไม่กล้ามองเขาอีก ซ้ำยังย่ำเท้าเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานก็แซงหน้านักพรตไปเสียแล้ว
ปิดบังนักพรตไม่ได้จริงๆ
แรกเริ่มนางย่อมมีความสงสัยอยู่จริง ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมองออกซ้ำยังถอดความว่าตน ‘ระแวงมากเกินไป’ แม้ไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่คิดว่าต้องไม่ใช่คำชมแน่ นางรู้สึกราวกับถูกเหยียบหาง ความร้อนรนทำให้นางรีบขจัดความสงสัยในใจทิ้งไปโดยเร็ว ผ่านไปครู่หนึ่งจึงสงบลงได้ แล้วหันกลับมาหานักพรต แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“แม่นางสามสีเชื่อใจนักพรตที่สุดแล้ว”
“จริงหรือ”
“จริงสิ~”
“แม่นางสามสีดูจะมีพิรุธอยู่หน่อยนะ”
“แม่นางสามสีไม่ได้มีพิรุธเสียหน่อย!”
“แม่นางสามสีอย่าหลอกข้าเชียว”
“แม่นางสามสีไม่พูดโกหก!”
“ก็ดี เช่นนั้นข้าก็จะเชื่อแม่นางสามสีเหมือนที่แม่นางสามสีเชื่อใจข้าเช่นกัน”
“เฮ้อ…”
แมวสามสีค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางเดินนำหน้าไปเล็กน้อย ก่อนจะหยุดลงเลียอุ้งเท้ารอนักพรต จากนั้นจึงเดินเคียงข้างกันไปเช่นเดิม
“แล้วเจ้าออกมาแบบนี้ เงินที่บ้านเล่า”
“ข้าไหว้ฝากให้จอมยุทธ์หญิงช่วยดูให้แล้ว”
“อ้อ… เช่นนั้นเอง”
แมวสามสีถอนหายใจโล่งอกอีกครั้ง
แม้ฝีมือจะยังด้อยกว่าแม่นางสามสีอยู่บ้างก็เถอะ
“นักพรต แม่นางสามสีมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ข้าจัดการกับผีดิบได้ ได้เงินมาตั้งสามสิบตำลึง ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นก็รวบรวมเงินจ้างนักพรตอีกคน แต่ว่านักพรตคนนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย เขาเลยยกเงินที่ชาวบ้านจ้างเขาให้แม่นางสามสี”
“เป็นเงินก้อนโตทีเดียว”
“เงินก้อนโต!”
“แล้วแม่นางสามสีคิดจะทำอย่างไรกับเงินพวกนั้นเล่า”
“ซ่อน!”
“อายุยังน้อยแต่รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ รู้คุณค่าการเก็บหอมรอมริบ นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยาก” นักพรตเอ่ยชมมิได้ตระหนี่ถ้อยคำ “แต่เก็บออมก็ส่วนเก็บออม ยังมีส่วนที่ต้องใช้จ่าย กว่าจะหาเงินมาได้ช่างยากเย็นนัก ย่อมต้องให้รางวัลตนเองสักหน่อยจึงจะมีกำลังใจหาเงินต่อไป”
“ให้รางวัล?”
“รางวัลแก่ตนเอง” ซ่งโหยวกล่าว “เช่น ซื้อเนื้อวัวสักสองชั่ง หรือถังหูลู่สักไม้”
“ถังหูลู่สักไม้!”
“จะซื้อสองไม้ก็ได้ อีกไม้แบ่งให้ศิษย์ของเจ้า”
“ซื้อสามไม้! แบ่งให้นักพรตหนึ่งไม้!”
“ยอดเยี่ยม…”
ใต้แสงจันทร์กลางม่านรัตติกาล ถนนหานทางว่างเปล่าไร้ผู้คน นักพรตกับแมวสนทนากันไประหว่างย่างกราย ไม่เร่งไม่ร้อน ไม่หวั่นยามวิกาล ไม่กลัวหนทางไกล ไม่สะทกสะท้านต่อความเหน็บหนาว ปราศจากความกังวล นับเป็นความรื่นรมย์ของนักเดินทางโดยแท้
กระทั่งยามห้า พวกเขาก็มาถึงนอกตัวเมืองแล้ว
ทว่ายามนี้ประตูเมืองยังไม่เปิด
ซ่งโหยวจึงได้แต่ขดกายพักผ่อนอยู่ริมกำแพงเมือง มือหนึ่งกอดไก่ อีกมืออุ้มแมว ภาพดวงจันทร์ลาลับขอบฟ้าปรากฏชัดในสายตา ความมืดเข้าปกคลุมใต้หล้า ส่งให้หมู่ดาวส่องแสงพร่างพราว และยังเห็นเหล่าพ่อค้านอกเมืองจากทั่วสารทิศ ทยอยมารวมตัวรออยู่หน้าประตูตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง บ้างยืนถูมือหวังสร้างไออุ่น บ้างพูดคุยกันเบาๆ รอเวลาที่ประตูเมืองจะเปิด
ซ่งโหยวเพิ่งงีบหลับไปครู่เดียว เจ้าแมวน้อยข้างๆ กลับหายตัวไป เห็นอีกทีก็พบว่านางแปลงกายเป็นมนุษย์แล้ว กำลังกอดมัดฟืนที่คาดไว้กับเอวอยู่ในอ้อมแขน เดินลัดเลาะมาตามทางเดินเล็กๆ
“…”
นักพรตหนุ่มถอนหายใจอย่างจนปัญญา เขากระชับไก่ในอ้อมแขน ก่อนจะยื่นมือไปจูงมือเด็กหญิงข้างที่ไม่ได้โอบฟืน แล้วเดินตามผู้คนเข้าประตูเมืองไป
โลกยามอรุณดูเหมือนถูกสร้างขึ้นใหม่
คนที่เคยนอนตื่นเที่ยง หากวันหนึ่งออกจากบ้านยามรุ่งสาง ย่อมได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโลก ยุคสมัยนี้ก็เช่นกัน ยามเช้าในนครฉางจิงมีชีวิตชีวาจนนักพรตยังอดตื่นตะลึงไม่ได้
ลูกจ้างและเถ้าแก่โรงเตี๊ยมภัตตาคารต่างออกมาซื้อของสดกันตั้งแต่เช้า บ่าวรับใช้จากตระกูลร่ำรวยก็ต้องออกมาแย่งซื้อกับเขาเช่นกัน บนถนนยังเห็นบ่าวน้อยวิ่งถือไหใส่น้ำอุ่นหรือถาดอาหารไปตามตรอกซอกซอย ไม่รู้จะเอาไปส่งให้ตระกูลบ้านใด หากแม่นางสามสีรู้ว่าในฉางจิงยังมีหนทางหาเงินเช่นนี้ เกรงว่าตารางเรียนของนางคงถูกบีบให้แน่นกว่านี้อีกไม่น้อย
แน่นอนว่า ย่อมมีคนที่เมื่อคืนยังไม่ได้นอนเช่นกัน บ้างเที่ยวสำมะเลเทเมาอยู่ตามหอโคมเขียวและโรงสุรา บ้างติดพันอยู่ในบ่อนทั้งคืน ครั้นโผล่มาเดินบนถนนยามเช้า ก็มีแต่กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง ก้าวเดินแต่ละทีก็อ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง
ผู้คนสองกลุ่มเดินสวนกันไปมา เป็นเพราะที่นี่คือฉางจิง ย่อมคึกคักไม่เหมือนที่ใด
ส่วนซ่งโหยวกับเด็กหญิงที่เดินเคียงข้างกลับดูแตกต่างจากทั้งสองกลุ่มนี้อยู่มาก
เพราะพวกเขาทั้งคู่ต่างไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน แต่กลับเต็มดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าดี
“แป้งนึ่งขอรับ! แป้งนึ่งร้อนๆ เพิ่งยกออกจากเตาเลย!”
“หมั่นโถวไส้แน่นๆ!”
“ไข่เยี่ยวม้า! ไข่เยี่ยวม้าสูตรท่านเซียนเชียว อร่อยเลิศรสยิ่งนัก!”
เสียงเรียกลูกค้าดังระงมขึ้นจากข้างถนน
จู่ๆ นักพรตก็หยุดเดิน พลางหันมองไปยังทิศหนึ่งตามเสียงเรียกลูกค้าของหญิงสาวอ่อนวัยผู้หนึ่ง
ที่มุมหนึ่งของตรอก มีสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ นางสวมเสื้อผ้าตัวหนา ด้านหน้าวางตะกร้าสองใบและหม้อดินหนึ่งใบ หม้อดินนั้นใส่ไข่เยี่ยวม้าบด ตะกร้าหนึ่งใส่ไข่เป็ดขาวสะอาด ส่วนอีกตะกร้าหนึ่งเรียงไข่เยี่ยวม้าที่ห่อเสร็จแล้วอย่างเป็นระเบียบ นางสวมถุงมือหนา ก้มหน้าห่อไข่อย่างคล่องแคล่ว คอยเงยหน้าขึ้นร้องเรียกลูกค้าเป็นครั้งคราว
ซ่งโหยวยืนพินิจพิจารณานางอยู่หลังฝูงชน
เด็กหญิงกุมมือเขาอีกข้างไว้ ส่วนมือกอดมัดฟืนไว้แน่น พลางเงยหน้ามองตามเขาไปด้วยความอยากรู้
สตรีผู้นั้นดูมีอายุราวยี่สิบปีเศษ แต่บอกได้ว่านางแต่งงานแล้วจากมวยผมเกล้าสูง สวมอาภรณ์สะอาดสะอ้าน ทอขึ้นจากผ้าชั้นดี เนื้อหนาและคุณภาพดีกว่าคนทั่วไปบนท้องถนน สีหน้าสดใสผิวพรรณผ่อง คงมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่เลวทีเดียว
อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนยากจน
“คุณชาย!”
จู่ๆ กลับมีเสียงร้องเรียกจากด้านหลัง
ซ่งโหยวหันกลับไป เห็นว่าเป็นเจ้าของร้านอาหารเช้าตรงข้ามบ้าน เห็นว่าเขากำลังถือผักพะรุงพะรังไว้ ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มทักทายอีกฝ่าย
“อรุณสวัสดิ์”
“คุณชายนี่ท่าน…” เจ้าของร้านกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า รวมถึงเด็กหญิงที่อยู่ข้างกาย โดยเฉพาะไก่ในมือเขาและฟืนในอ้อมแขนของเด็กหญิง เพิ่งกลับมาจากนอกเมืองหรือ”
“ใช่แล้ว ออกไปทำธุระนอกเมืองน่ะ”
“ท่านออกไป…”
“ไปหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ช่วยขับไล่สิ่งอัปมงคล ชาวบ้านจึงมอบไก่ตัวนี้ให้เป็นสินน้ำใจ ส่วนแม่นางน้อยผู้นี้นางรู้จักประหยัด จึงเก็บฟืนกลับมาด้วย จะได้ไม่ต้องไปซื้อในเมือง” ซ่งโหยวอธิบายอย่างใจเย็น
“ประหยัดถึงขั้นต้องไปเก็บฟืนเองเชียวหรือ ลำพังแค่ก่อไฟหุงข้าวสักมื้อยังไม่พอเลยกระมัง”
ซ่งโหยวก็คิดเห็นเช่นนั้นอยู่บ้าง ทว่าเมื่อแม่นางสามสีอยู่ใกล้ก็ทำได้เพียงตอบว่า
“ประหยัดได้เท่าไรก็ดีเท่านั้น”
“แล้วเมื่อครู่นี้ท่านจ้องดูอะไรกันเล่า เห็นยืนมองอยู่ตั้งนาน!” เจ้าของร้านพูดพลางเบนสายตาตามซ่งโหยวไป ครั้นเห็นว่าเขากำลังมองหญิงสาวขายไข่เยี่ยวม้าก็เอ่ยถามขึ้น “ท่านอยากซื้อไข่เยี่ยวม้าหรือ”
“ข้าก็คิดอยู่”
“แม่นางผู้นี้มีฝีมือไม่เลวเลย ไข่เยี่ยวม้าที่ห่อไว้สุกกำลังดี ไม่เหลวหรือแข็งเกินไป ขอเพียงต้มตามเวลาที่นางบอก หรือจะซื้อที่หมักสุกแล้วก็ย่อมได้ ร้านข้านับตั้งแต่เริ่มขายโจ๊กไข่เยี่ยวม้าก็ซื้อไข่จากนางมาตลอด” เจ้าของร้านเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “นางทั้งขยันและซื่อตรง ค้าขายได้กำไรดีไม่น้อย ท่านรีบหน่อยเถิด ช้ากว่านี้เดี๋ยวนางขายหมดก็กลับบ้านแล้ว”
“ฟังดูเหมือนขายมานานแล้วนะ”
“ตั้งแต่ข้าเริ่มขายโจ๊กไข่เยี่ยวม้า นางก็มาตั้งแผงขายอยู่ที่นี่แล้ว ได้ยินว่าเมื่อก่อนนางขายเต้าหู้ แต่เต้าหู้น่ะทำยากกว่าไข่เยี่ยวม้ามาก แถมได้เงินน้อยกว่าอีก”
“ท่านรู้จักนางดีหรือ”
“จะเรียกว่ารู้จักก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แค่คุยกันตอนซื้อของเท่านั้นเอง” เจ้าของร้านหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ได้ยินมาว่านางย้ายมาจากต่างเมือง ไม่มีทั้งพ่อแม่ แต่โชคดีที่ยังมีญาติช่วยเหลืออยู่บ้าง ภายหลังมีคนมาสู่ขอ ก็เลยแต่งงานไป ดูเหมือนจะได้แต่งกับบัณฑิตผู้หนึ่ง ฝีมือพอใช้ได้เลยทีเดียว”
“เช่นนั้นหรือ”
“หากท่านจะซื้อ ก็บอกว่าข้าแนะนำมา นางจะได้คิดราคาตามที่ข้าซื้อ”
“ไว้วันหลังแล้วกัน วันนี้ข้ามีของเต็มมือ ใส่ไม่พอแล้ว”
ซ่งโหยวเห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากเรือนด้านหลัง แล้วตรงไปหาสตรีผู้นั้น ดูท่าทางเป็นสามีภรรยากัน บุรุษผู้นั้นแต่งกายเหมือนบัณฑิต เขานำขนมผักกาดมาส่งให้นาง หญิงสาวจึงวางมือลง ถอดถุงมือมารับ จากนั้นก็กินขนมไปพร้อมกับพูดคุยอย่างสนุกสนาน
ซ่งโหยวหันกลับมาพยักหน้าให้เจ้าของร้าน ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับแม่นางสามสีและไก่ในมือ
“ข้ารู้สึกว่าเราเคยเจอผู้หญิงคนนั้นมาก่อน” เด็กหญิงพูดขึ้น
“แม่นางสามสีความจำเป็นเลิศ” ซ่งโหยวว่า
“ฟืนที่แม่นางสามสีเก็บมานี้มีค่าเท่าไร”
“มีค่ามากเลยทีเดียว” นักพรตหนุ่มตอบพลางหันกลับไปมองอีกครั้ง
สตรีผู้นั้นยังคงกินอาหารเช้าอยู่ ส่วนเจ้าของร้านกลับเดินเข้าไปหานาง ดูเหมือนนางจะคิดว่าเขามาซื้อไข่เยี่ยวม้า จึงเงยหน้าขึ้นพูดคุย แต่เจ้าของร้านกลับชี้ไปทางด้านหลัง นางจึงหันไปมองตามอย่างงุนงง ทว่ายามเช้าบนถนนในฉางจิงคึกคักนัก ผู้คนเดินขวักไขว่ ย่อมมองไม่เห็นสิ่งใด
เรื่องราวเล็กน้อยเช่นนี้ทำให้ซ่งโหยวรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
ไม่ใช่แค่ประหลาดใจเพราะการพบพานโดยบังเอิญเท่านั้น แต่รวมถึงการที่นางมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในนครฉางจิงด้วยอาชีพขายไข่เยี่ยวม้า นับว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่ง