ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 343 ไม่ต้องใช้วิชาเคลื่อนย้ายแล้ว
นักพรตและเจ้าแมวกลับขึ้นไปนอนบนบ้าน หลับยาวจนถึงยามบ่าย
ปิดม่านปิดหน้าต่างให้สนิท แสงตะวันเล็ดลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย ทำให้ห้องชั้นบนอันมืดสลัวคล้ายถูกเคลือบไปด้วยสีเหลืองหม่น มีเพียงเส้นแสงบางๆ ทะลุผ่านรอยแยกระหว่างขอบหน้าต่างกับม่านที่ปิดไม่สนิท ทาบเป็นริ้วบนพื้นห้อง บรรยากาศเช่นนี้กลับชวนให้เคลิ้มหลับได้ยิ่งกว่าตอนกลางคืนเสียอีก
ระหว่างนั้นลืมตาตื่นขึ้นมาหลายครั้ง มองเห็นภาพตรงหน้าแล้วแทบแยกไม่ออกว่าอยู่ในฝันหรือความจริง จึงพลิกตัวหลับต่อไป
ครั้นตื่นขึ้นมาในยามบ่าย ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยแล้ว คนจากทางการก็มาเยือนเสียแล้ว
ยังคงเป็นขุนนางผู้นั้นเช่นเดิม พร้อมด้วยหัวหน้ามือปราบและมือปราบ ทว่าผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านดอกท้อและชาวบ้านอีกสองสามคนมาด้วย ท่วงท่าของพวกเขาเมื่อคราวก่อนก็ถือว่านอบน้อมมากแล้ว แต่คราวนี้กลับยิ่งนอบน้อมยิ่งกว่าเดิมหลายส่วน
ซ่งโหยวเพียงบอกว่าผู้ที่ออกแรงลงมือช่วยเหลือแท้จริงคือแม่นางสามสี ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วให้พวกเขาไปคุยกับแม่นางสามสีเอง
ส่วนเขาไปจัดน้ำชาให้
เป็นมารยาทการต้อนรับแขกอย่างหนึ่ง
เห็นแม่นางสามสีนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ รูปร่างเล็กกระจ้อยร่อย หากท่วงทีกลับเคร่งขรึมสมฐานะ คนจากทางการรวมถึงชาวบ้านหมู่บ้านดอกท้อต่างพากันเอ่ยคำสรรเสริญและขอบคุณนางด้วยความเคารพนอบน้อม ถึงภายนอกนางจะดูสงบนิ่ง ไม่แม้แต่จะยิ้ม ทว่าในใจกลับรู้สึกปั่นป่วน ประหนึ่งพายุใหญ่กระหน่ำจนลมหายใจยังสั่นระส่ำ
“เชิญทุกท่านดื่มชา”
ขณะนั้นเองซ่งโหยวก็ยกน้ำชามาให้แขกทุกคน
“ขอบคุณคุณชาย”
“แม่นางสามสีช่างเก่งกาจยิ่งนัก อายุน้อยแต่กลับมีวิชาเก่งกาจถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นศิษย์ของท่านเซียน ช่วยคลายความทุกข์ให้ชาวอำเภอฉางอันได้อีกคราหนึ่ง” ขุนนางยกถ้วยชาขึ้นก่อน แล้วกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม “เชิญแม่นางสามสีดื่มก่อนเถิด”
เขาประคองถ้วยชาให้นางด้วยความเคารพ
ครั้นชาวบ้านที่มาด้วยเห็น ก็รีบลุกขึ้นมอบเงินรางวัลตาม
เด็กหญิงวางถ้วยชาลงกับโต๊ะ เช็ดมือกับเสื้อผ้าตนเองเล็กน้อย แล้วยื่นมือรับเงินด้วยท่าทางสำรวม
“แม้ทุกวันนี้หาใช่กลียุค แต่นครฉางจิงนั้นเจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมากหน้าหลายตาอาศัย ย่อมมีเรื่องผีสางปีศาจมากขึ้น บัดนี้แม่นางสามสีกับคุณชายพำนักอยู่ในฉางจิง ถือเป็นบุญของเรา หากภายภาคหน้ายังมีเหตุปีศาจก่อความวุ่นวาย คงต้องขอรบกวนสองท่านอีก”
“อื้อ!”
เด็กหญิงผิวขาวยังคงสงวนท่าทีเย็นชา เพียงตอบเบาๆ
ท่วงท่าสมเป็น ‘แมวผู้สูงศักดิ์’ อย่างยิ่ง
กลับเป็นซ่งโหยวที่นั่งอยู่ด้านข้าง คอยดูพวกเขาอยู่เงียบๆ เขาหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย
“ขจัดสิ่งอัปมงคล ปราบภูตผีปีศาจ ช่วยเหลือคนหมู่มาก นั่นคือหน้าที่ของผู้บำเพ็ญตน จะอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ เพียงแต่นางต้องเรียนหนังสือ ไม่อาจเปลืองแรงไปกับเรื่องนี้มากนัก และประการที่สอง พวกข้าจะอยู่ที่ฉางจิงไม่นานนัก เรื่องอาถรรพ์ต่างๆ ในฉางจิงคงไม่อาจพึ่งพาแต่พวกข้าได้ หากในระยะนี้ประสบเหตุทุกข์ยาก ที่ชาวยุทธ์หรือหมอผีพื้นบ้านรับมือไม่ได้ ย่อมมาหาพวกข้าได้ ข้ายินดีช่วยเต็มที่ แต่ก่อนอื่น ก็อยากให้ลองหาทางอื่นก่อนจะดีกว่า”
“เข้าใจ เข้าใจแล้ว”
ขุนนางพยักหน้ารับ
หากจำไม่ผิด สามปีก่อนตอนที่ท่านเซียนผู้นี้เคยพำนักในฉางจิง ก็เป็นเช่นนี้ เขามักไปรับงานปราบปีศาจ แต่เลือกจะเฉพาะเรื่องยากๆ
บัดนี้คิดดูแล้ว เหตุผลที่ว่าไม่อยากให้เด็กน้อยเหนื่อยมากนั้น เห็นทีจะเป็นเพียงข้ออ้าง ความจริงคงเป็นเพราะตั้งใจช่วยเหลือผู้คน ทว่าก็ไม่อยากแย่งงานหมอผีพื้นบ้านหรือชาวยุทธ์ให้ต้องเสียผลประโยชน์ไปเสียหมด
นี่สินะ ‘ท่วงท่าดุจเซียน’
“จะว่าไป ตั้งแต่พวกข้ากลับมาจากนอกเมืองก็หลับยาวถึงตอนนี้ ยังไม่ได้กินแม้แต่อาหารเช้า กะว่าจะออกไปหาอะไรกินสักหน่อย พวกท่านหิวกันหรือไม่ จะไปกินด้วยกันไหม”
“ไม่กล้าๆ ไม่กล้ารบกวนท่าน”
“เช่นนั้นขอไม่รบกวนคุณชายแล้วดีกว่า”
เห็นเด็กหญิงตัวน้อยเผยสีหน้าขึ้นมาครั้งแรก แต่กลับเป็นสีหน้าขมวดคิ้วไม่พอใจ นางมองถ้วยชาตรงหน้าด้วยแววตาขุ่นเคือง ก่อนจะเอ่ยปากบ่น
“ขมปี๋…”
นางขยับปากคล้ายจะขับรสขมออกไป ก่อนจะค่อยๆ เปิดผ้าแดงห่อแท่งเงินบนโต๊ะออกทีละชั้น แล้วเริ่มหยิบเงินขึ้นมานับอย่างจริงจัง
“เห็นหรือยัง ปากของคนกับปากของแมวมันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง คนดื่มชาย่อมไม่รู้สึกว่าขม กลับรู้สึกเหมือนดื่มน้ำเปล่า ส่วนคนดื่มเหล้าก็ว่าขม ขมปี๋แล้วยังฝาด ดื่มแล้วเวียนหัวอาเจียน แต่แม่นางสามสีกลับว่ามันเหมือนน้ำเปล่า ดื่มแล้วไม่เป็นอะไรเลย” ซ่งโหยวพูดไปพลางเดินไปนั่งข้างๆ ตั้งใจมองนางนับเงิน แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “ตรงกันข้ามเสียยิ่งกว่าสิ่งใด”
“ตรงกันข้ามเสียยิ่งกว่าสิ่งใด~”
เด็กหญิงเอ่ยตามราวกับเป็นสัญชาตญาณ ทว่าความสนใจของเธอทั้งหมดในยามนี้อยู่กับก้อนเงินผึ้งรังเท่านั้น
“ข้ามีความคิดหนึ่ง”
“ความคิดอะไร”
เด็กหญิงกำลังก้มดูแท่งเงินก้อนหนึ่งที่หลอมได้ไม่ดีนักเต็มไปด้วยรูพรุนเล็กๆ ทั่วทั้งแท่ง นางยกขึ้นพิจารณาอย่างละเอียด ราวกับอยากจะสอดสายตาเข้าไปมองข้างในว่ามีอะไรอยู่ พอได้ยินคำพูดของเขาจึงจำต้องละสายตากลับมามองนักพรตด้วยความสนใจ
“ชานั้นราคาแพงกว่าน้ำ แต่สำหรับแม่นางสามสีแล้วกลับขมเสียยิ่งกว่าจะดื่ม ไม่ดื่มเสียยังจะดีกว่า”
“ไม่ดื่มเสียยังจะดีกว่า!”
เด็กหญิงแมวเห็นด้วยอย่างยิ่ง พยักหน้าระรัว
“ในทำนองเดียวกัน” นักพรตเว้นไปครู่หนึ่ง “เหล้านั้นราคาแพงยิ่งกว่าชา แต่แม่นางสามสีดื่มเข้าไปกลับเหมือนดื่มน้ำเปล่า ไม่ดื่มเสียยังจะดีกว่า”
“ไม่ดื่มเสียยังจะดีกว่า!”
“เช่นนั้นคราวหน้า หากต้องรินเหล้าอีก ข้าก็จะไม่รินให้แม่นางสามสีแล้ว เปลี่ยนเป็นน้ำหวานแทน อย่าได้คิดว่าข้าลำเอียงหรือดูถูกเจ้าเลย หากผู้อื่นจะรินเหล้าให้ ก็ให้บอกไปเสียว่า อายุยังน้อย ไม่ดื่มเหล้า ก็เท่านั้น”
“รู้แล้วๆ …”
เงินรางวัลและสินน้ำใจได้รับครบแล้ว
ถังหูลู่ก็ได้กินแล้ว
เงินก้อนโตที่แม่นางสามสีหามาได้ ทำให้ชีวิตในเมืองฉางจิงของนักพรตและเจ้าแมวราบรื่นไปอีกหลายวัน
ไม่ทันไร ฤดูเหมันต์ก็มาเยือนแล้ว
ขันทีผู้หนึ่งมาเยือนถนนต้นหลิวพร้อมราชโองการจากวังหลวง ‘ขอเชิญซ่งโหยวเข้าร่วมงานเลี้ยงยามวิกาล’
ซ่งโหยวตอบรับ ไม่กี่วันให้หลังจึงแต่งตัวให้เรียบร้อย พาแม่นางสามสีติดตามขันทีเข้าวังไป
งานเลี้ยงของเชื้อพระวงศ์ต้าเยี่ยนมักจัดขึ้นในยามเที่ยง ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงขุนนางใหญ่ หรือเลี้ยงฉลองชัยชนะ ก็ล้วนจัดในตอนกลางวันทั้งสิ้น หากเป็นงานเลี้ยงยามวิกาล ย่อมมีเหตุพิเศษ อาจเป็นงานเลี้ยงส่วนพระองค์ หรือมีความหมายแอบแฝงบางประการ
ซ่งโหยวเข้าสู่วังหลวงในยามตะวันลับขอบฟ้า
ราชสำนักยังคงเหมือนเมื่อสามปีก่อนแทบไม่เปลี่ยนแปลง องค์ประกอบสถาปัตยกรรมสูงสง่าเหมือนภาพวาดต้องแสงอาทิตย์ยามสนธยา เผยความยิ่งใหญ่โอฬารสมฐานะราชวงศ์
ครั้นมาถึงตำหนักฉางเล่อก็ได้พบกับฮ่องเต้—
เพียงแรกเห็น ซ่งโหยวก็อดชะงักไม่ได้
ฮ่องเต้เหน็ดเหนื่อยโรยแรงลงอย่างเห็นได้ชัดกว่าครั้งก่อนพบกันมากนัก ทั้งที่ห่างกันเพียงสามปีครึ่ง แต่เวลาราวกับโหมซัดพระองค์อย่างหนัก เกศาหงอกขาว ใบหน้าโรยแรง แผ่นหลังก็โค้งงอลงราวชราไปนับสิบปีในชั่วพริบตา
คนเรานั้น บางครั้งความแก่ชราก็มิได้มาอย่างเชื่องช้า หากแต่ประดังเข้ามาในช่วงเวลาอันสั้นเพียงปีสองปีเท่านั้น
ไม่มีผู้ใดต้านทานกาลเวลาได้จริงๆ
ซ่งโหยวหยุดยืน มองพระองค์อยู่ครู่หนึ่ง
ฮ่องเต้กลับเป็นฝ่ายยิ้มอ่อนและก้าวเข้ามาหาก่อน
“คุณชาย ในที่สุดท่านก็มาแล้ว…”
ซ่งโหยวสลัดความคิดนั้นออกจากหัว สงวนท่าทีสงบนิ่งดั่งเดิม ก่อนจะประสานมือขึ้นคารวะ
“กระหม่อมขอคารวะฝ่าบาท”
ฮ่องเต้ตรัสน้ำเสียงฟังดูเหมือนผู้เฒ่าจริงใจ ไม่มีการกล่าววาจาฟาดฟันหรือถือพระเดชพระคุณ
“คุณชายไม่ต่างจากเมื่อสามปีก่อนเลย ซ้ำยังไม่มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย”
“แต่ฝ่าบาททรงเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย”
ซ่งโหยวเอ่ยเสียงเรียบ แต่ในแววตากลับแฝงด้วยความเวทนาเล็กน้อย
เหล่าองครักษ์และขันทีข้างพระที่ได้ยินต่างลอบมองซ่งโหยวอย่างตกตะลึง
คำพูดเช่นนี้ หากเป็นผู้อื่นเอ่ยคงถูกลงทัณฑ์ไปแล้ว
แต่ครั้งนี้กลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยห้าม เพราะเห็นชัดว่าฮ่องเต้ทรงมิได้ถือสา
พระองค์เพียงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวด้วยเสียงเหนื่อยล้า
“ข้าแก่แล้วจริงๆ”
“เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ล้วนไม่มีผู้ใดเลี่ยงได้” ซ่งโหยวตอบเสียงเรียบนิ่ง
“เชิญคุณชายนั่งก่อนเถิด”
ฮ่องเต้ทรงเป็นฝ่ายเชื้อเชิญด้วยพระองค์เอง
ด้านล่างพระที่นั่งสูงสุด มีการจัดโต๊ะอาหารสามชุด ฝั่งซ้ายมีขุนนางไว้หนวดเครายาว นั่นคืออัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นต้าเยี่ยน ฝั่งขวาจัดสองโต๊ะติดกัน ตามตำแหน่งคือของซ่งโหยวกับแม่นางสามสี แต่ซ่งโหยวกลับให้แมวน้อยนั่งข้างเขา เจ้าแมวย่อมเชื่อฟังดี นั่งหมอบเรียบร้อยอยู่ข้างเท้าซ่งโหยว แหงนมองฮ่องเต้ไม่คลาดสายตา
“แมวของคุณชายก็ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”
สุรเสียงของฮ่องเต้แว่วมาจากเบื้องบน
แมวหน้ามุ่ยหน้าลงเล็กน้อย ราวกับไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร
คนแก่ย่อมหวังให้ตนไม่แก่ชรา
แต่เจ้าแมวกลับหวังตนให้โตเร็วขึ้น
ซ่งโหยวเห็นก็หัวเราะ
“ไม่ทราบว่าท่านราชครูอยู่ที่ใด” ซ่งโหยวถาม
“ราชครูนั้น แม้จะเป็นเสมือนโหรหลวงของข้า แต่ก็หาได้ต่างไปจากคุณชายนัก เขาก็เป็นผู้บำเพ็ญพรตเช่นกัน” ฮ่องเต้ตรัส “หลายปีมานี้เขาช่วยข้าดูแลราชกิจมากมาย วันนี้คงถึงเวลาที่เขาต้องออกไปจัดการกับสิ่งที่อยู่ ‘นอกเหนือจากโลกของมนุษย์’ แล้วกระมัง”
“ใช่เรื่องที่ภูเขาเยี่ยซาน แคว้นเฟิงโจวหรือไม่พะย่ะค่ะ” ซ่งโหยวถามต่อ
“ถูกต้อง”
“กระหม่อมทราบแล้ว”
บนโต๊ะมีสำรับอาหารอย่างหรูหรา อาหารแต่ละอย่างถูกคัดเลือกมาอย่างดียิ่งกว่าคราวก่อน โดยคำนึงถึงรสนิยมของซ่งโหยว มีแต่อาหารที่เขาชอบ ส่วนที่ไม่ชอบก็ตัดทิ้งไป
ฮ่องเต้ยกถ้วยขึ้นเชิญดื่ม แต่ซ่งโหยวเตือนให้ทรงดื่มแต่เพียงน้อย ด้วยเหตุพระพลานามัยไม่แข็งแรง
สนทนากันถึงชัยชนะของกองทัพแดนเหนือ, เรื่องราวในอดีตและปัจจุบัน บรรยากาศหาได้เหมือนเจรจากับฮ่องเต้ หากแต่คล้ายสหายสองคนสนทนากันกลางเรือในแม่น้ำท่ามกลางความเงียบสงบเสียมากกว่า
แม้แต่เจ้าแมวเอง ครั้นกินอิ่มแล้วก็เริ่มเกียจคร้าน เดินทอดน่องไปทั่วท้องพระโรงตามใจชอบ ปล่อยให้ทั้งสองสนทนาถึงเรื่องราวที่นางไม่เข้าใจฟังกันไป ทั้งที่เรื่องที่พวกเขากล่าวถึงนั้น ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ระดับแผ่นดินทั้งสิ้น และสถานที่นี้ก็คือศูนย์กลางแห่งใต้หล้าที่แท้จริง
“ตำนานของท่านเซียนฝูหยางยังถูกเล่าขานในแผ่นดินต้าเยี่ยนมาถึงทุกวันนี้ เกรงว่าเรื่องราวการเดินทางของคุณชายก็คงจะถูกกล่าวขานไปอีกหลายปีเช่นกัน”
“บางทีอาจเป็นเช่นนั้น”
“ในเมื่อท่านได้ช่วยแคว้นต้าเยี่ยนกวาดล้างปีศาจทางแดนเหนือ ย่อมต้องรู้จักกองทัพชายแดนเหนือ และแม่ทัพเฉินเป็นอย่างดี แค่กๆ!” ฮ่องเต้พลันไอไม่หยุด ขันทีรีบเข้ามาประคองทันที แต่กลับถูกพระองค์โบกพระหัตถ์ไล่ไป ก่อนจะหันกลับมามองซ่งโหยว “คุณชายกลับฉางจิงมาได้ราวหนึ่งเดือนแล้ว คงได้ยิน ‘ข่าวลือ’มาบ้าง ท่านคิดเห็นอย่างไร”
พระองค์เอนกายมาข้างหน้าเล็กน้อย สบตากับซ่งโหยวตรงๆ
ในที่สุดก็เข้าประเด็นเสียที
ซ่งโหยวคิดในใจ เดิมทีคิดว่างานเลี้ยงคืนนี้จะมีแต่บทสนทนาว่าด้วยเรื่องปีศาจผีสางและประวัติศาสตร์ ไม่คิดว่าพระองค์จะยกเรื่องบ้านเมืองขึ้นมาถามเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
……………